Marut: profilThe Diary of FAtCAtFotografieBlogSeznamy Nástroje Nápověda

Blog


08 srpna

วันสุดท้าย

หลายสิ่งผ่านเข้ามาและจากออกไปอย่างไร้เหตุผล ในวัยเด็กเราไม่เคยที่จะได้คิดถึงเรื่องราวในอนาคต เราหวังเพียงเล่นสนุกไปวันๆ เราหวังเพียงแค่ยิ้มใครกับทุกคน โลกช่างสดใส ปราศจากสีหม่น ทุกสิ่งถึงแม้ไรเหตุและผล เราก็ยังสนุกไปกับสิ่งเหล่านั้น

            เมื่อผ่านช่วงเยาว์วัยโตเป็นใหญ่ เราคิดถึงแต่เรื่องในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การงาน สังคม และเรื่องครอบครัว เราโดนแต้มสีจากสังคมรอบข้างจนเมื่อเราเห็นตัวเองอีกครั้ง เรามักจะถามว่าทำไม เราโตมาถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราจึงมีอาชีพนี้ในปัจจุบัน

            หลายคนมักย้อนกลับไปในวัยเด็กที่แสนสนุก และพบว่าสิ่งที่เคยอยากทำ กับสิ่งที่ทำแตกต่างกันเหลือเกิน เช่นตัวผมที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องให้ความรู้กับคนนับหมื่นๆ ด้วยตัวหนังสือที่ผมปรุงแต่งขึ้นมา จากละอองความคิด กลั่นเป็นหยดน้ำแห่งปัญญา

 

เมื่อสุดเส้นทางเดิน ผมกลับมองย้อนไปและคิดเสมอว่าสิ่งที่ตัวผมทำไม่ผิด ไม่เคยคิดเสียใจ และยังรักการเขียนในทุกวันที่ผมยังดำเนินชีวิต ถึงแม้วันนี้เราจะต้องจากกัน แต่ไม่นานนักเราจะกลับมาบนแผงหนังสืออีกครั้งมารุต

05 srpna

อย่าบอก

อย่าบอกว่า....รัก หากคุณไม่พร้อม
 
เคยคิดว่าการรักใครจริงๆ ซักคนมันยากเย็น
เคยคิดว่า การให้ เป็นเรื่องง่ายดาย
เคยคิดว่า การร้องไห้คือความเจ็บปวด
เคยคิดว่า การโดนเกลียดเป็นเรื่องไม่ดี
 
แต่ไม่เคยคิดว่าจะมีใครรักผมอยู่ในตอนนี้
ไม่เคยคิดว่า การรักใครซักคนเป็นเรื่องง่ายดาย
ไมเคยคิดว่า การให้เป็นเรื่องยากเย็น
ไม่เคยคิดว่า การร้องไห้คือสูญเสีย
ไม่เคยคิดว่า การโดนเกลียดเป็นสิ่งที่ดี
 
เมื่อคุณบอกกับผมว่าทุกอย่าง มันเป็นเรื่องจริง จะให้ผมทำอย่างไร เพื่อให้คุณเข้าใจว่าที่ผ่านมาผมเป็นตัวเองเสมอมา ไม่เคยคิดปรุงแต่งแม้แต่จิตใจของตัวเอง ผมเพียงต้องการเป็นบางสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมา หากในวันนี้เราจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกัน แล้วคุณอยากให้มันเปลี่ยนไปทุกอย่างจากเมื่อวาน ผมคงบอกว่าทำไม่ได้
 
คุณอยากให้เปลี่ยนการใช้ชีวิตรั่วๆ ไปเป็นคนปรกติ
คุณอยากให้เปลี่ยน เวลานอนเพื่อให้ ผมตื่นตอนเช้า....
คุณอยากให้โทรหา...บ่อยขึ้น
คุณอยากให้ผมมีเวลาที่มากมายกว่านี้
 
สรุปว่า จะให้ผมเปลี่ยนทุกอย่าง เพื่อ...ทิ้งตัวตนของผม ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงทำไม่ได้ซักอย่าง และผมคงเลือกที่จะใช้ชีวิตรั่วๆ ต่อไปอย่างสุขใจ แม้ว่าจะรู้สึกดีกับคุณมากแค่ไหน แต่ถ้าสิ่งที่ผมทำ คุณรับไม่ได้ ก็เป็นแค่เพื่อนดีกว่าไหมจ๊ะ.......จะได้ไม่ลำบากใจในทุกครั้งที่เจอกัน
01 srpna

กูกำลังเมา อีกครั้งหนึ่ง

ความเมา...มันทำให้ผมเริ่มเปิดเพลง ทิ้งตัวลงบนโซฟาสีชมพูหวานแหววว พริ้มตาหลับเปิดเพลง blues ฟัง

ท่วงทำนอนแห่งความลำบากในยุคทาตมันบอกผมว่า....ผมเป็นคน....ที่....กำลังมีอินเลิฟกับโซฟาสีชมพู เพราะมันนิ่มมากกกก

ผมกำลังจะอกหักหรือเปล่า....จากการที่ผมไม่ยอมพูดห่าไรออกไปจากปากตัวเอง....ตอบตัวเองว่า......ชั้งแม่งงงงงงง (แต่่่....กู..5555)

แต่ผมไม่รู้แบบนั้นเลย รู้สึกอีกแบบหนึ่งคือ เมา และไม่ได้เขียนแบบเหี้ยๆ นานมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ผมต้องการเขียนข้อความยาวเหยียดเป็นสิบกิโลให้คนอ่านกว่าครึ่งประเทศ คิดแล้วเหนื่อยดีจัง ความรู้ทุกอย่างถูกจับเรียงร้อยเป็นถ้อยคำที่ถูกต้อง และตีพิมพ์....เป็นหนังสือเล่มสีแดง - เย้ๆ มาเต้นแท๊บกันนนน

ผมกำลังสงสัยว่าการเขียนแบบนี้ผิดหรือเปล่า แต่ก็ชั้งมัน...เพราะเมาแล้ว

ไม่สนใจโลกความเป็นจริง....อยู่ในความฝัน ที่เหมือนฝันมากคือ คอแห้งสุดๆ.......อยากแดกน้ำแต่ตัวเริ่มไม่พริ้ว....เลยขี้เกลียดไปเอามากิน

นั่งฟังเสียเบนโจ จากเพลง Country ของ John denver ทำไมผู้ชายคนนี้มีความสุขกับการใช้ชีวิตจัง...มีความสุขตามเพลงที่ฟัง

รักแม่งเลยคนนี้ คนไหนดีล่ะ....เมา...

พอแระ เหนื่อย

02 července

ถึงมือแล้ว Ati HD 4850, 4870 และ Nvidia GTX280

กราฟิกการ์ดรุ่นใหม่มาถึงมืออย่างสวยงาม สินค้าทั้งหมดผมได้รับมาจากอัสซุสทั้งสามตัวครับ ด้วยความตื่นเต้นผมจึงรีบแกะทดสอบทันที หลายท่านที่รู้จักตัวผม คงไม่ต้องสงสัยว่าผมเลือกทดสอบ ATi ก่อนหน้าใคร เพราะค่ายนี้ผมหลงรักสุดชีวิต และใช้งานมาแทบทุกซีรีย์ มาวันนี้ 4850 และ 4870 มีความเร็วในระดับ 1.2 teraflops พ่วงท้ายมาด้วย Stream Processing มากถึง 600 หน่วย มันทำให้ผมตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสกราฟิกการ์ดในความเร็วระดับนี้

                อย่างที่ไม่ได้คาดคิดครับ ผมแกะกล่องออกมาแล้วพบว่ามันไม่มีไดร์เวอร์ในกล่อง ผมพยามค้นหาตามเว็บไซต์ผู้ผลิต และเว็บต่างๆ สุดท้ายผมก็ไม่ได้ไฟล์กลับมาครับ มันจึงทำให้ผมรู้สึกผิดหวังกับ ATi เล็กๆ เมื่อผมแกะกล่อง Nvida GTX280 ออกมาก็ไม่พบไดร์เวอร์เช่นกัน แต่เมื่อผมลองเข้าไปในเว็บไซต์ของผู้ผลิตแล้ว ผมพบว่า มีไดร์เวอร์พร้อมใช้งานรออยู่แล้ว ผมรู้สึกประทับใจถึงความตื่นตัว และ ความใส่ใจลูกค้าของ Nvidia

                สำหรับ ATI HD 4850 4870 นั้น ถึงแม้วันนี้ผมจะยังไม่ได้ผลคะแนนทดสอบ แต่ผมก็หวังให้ไดร์เวอร์ออกมาเร็วๆ นะครับ เพราะอยากทดสอบการใช้งานเต็มแก่แล้ว สำหรับสิ่งที่เริ่มแกรงก็คือ HD4850 ใช้ฮิตซิงก์ที่มีขนาดใกล้เคียงกับ 8800GT และเมื่อแกะหลังจากเสียบรอหาไดร์เวอร์ ผมพบว่ามันร้อนมากกก ถึงมากที่สุด แต่ยังไงก็ตามถึงรู้ว่าคะแนนในโปรแกรมทดสอบจะแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยแต่ผมก็ยังอยากจะดูอยู่ดี

 

ล่าสุดในขณะนี้ผมกำลังทดสอบ GF GTX280 อยู่ครับ

25 června

เรื่องเล่าสงกรานต์ที่ผ่านมา 2

 

"เมื่อกูมาเยือนเมืองเหนือ #2"

โปรดอ่านหน้าแรกก่อนครับ (อยู่ที่ด้านล้าง)

 

12 เมษายน เช้าที่เราไม่อยากจะลุก

หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาในวันแรก ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเงียบในตอนเช้าตรู แต่เมื่อดูนาฬิกาจริงๆ แล้วผมตื่นมาก็เที่ยงกว่าแล้ว ในวันนี้ผมมีแผนว่าจะไปเที่ยวสวนสัตว์ดูหมีแพนด้ายักษ์ ผมไม่ได้เขียนผิดครับ จริงๆ แล้วเค้าเรียกว่าหมีแพนด้ายักษ์ แต่คนไทยส่วนใหญ่เรียกแพนด้าเฉยๆ

                แดดที่ร้อนแรง วันแรกผมพบความทรมานเมื่ออาบน้ำ เพราะบ้านที่ผมไปพัก (อยู่ที่หางดง) แท้งค์น้ำอยู่บนดาดฟ้าครับ คิดดูสิว่าฤดูร้อน น้ำมันเดือดขนาดไหน เปิดฝักบัวตัวโดนน้ำ ถึงกับแทบกรี๊ดครับ 555555 ร้อนยังกับเอาน้ำต้มในกามาราดตัว โอ้ววว ไม่ผมไม่อยากอาบน้ำเลย แต่กลั้นใจ และก็อาบไปบ่นให้พี่ฟังไปครับ พี่ผมคงลำคานเลยด่ามาว่า แม่งหน้าหนาวก็บ่น หน้าร้อนก็บ่น ชีวิตนี้มึงจะไม่อาบน้ำเลยใช่ไหม 55555” แอบยืนเจ็บปวดเล็กๆ ในห้องน้ำครับ 555555 แต่ก็กลั้นใจอาบจนเสร็จ

มือเช้าพี่ผมพาไปกินอาหารราคาประหยัด อีกแล้ว ร้านนี้อยู่ในซอยลึกมากครับ อยู่แถวบ้านเค้านั้นเหละ เป็นก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาท เรากินกันไปคนละสอง และหลังจากนั้นก็พร้อมลุย

                สงกรานต์คูเมือง ผมสะพายกระเป๋ากล้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลนส์  บอดี้ และอุปกรณ์กล้องทุกๆ อย่าง วันแรกในเมืองเริ่มเล่นน้ำกันแล้วครับ รถติด ผมตัวเบียก กระเป๋าก็เปียกไปด้วย แต่ยังโชคดีที่กระเป๋ากันน้ำเข้า (ไม่ใช้กันน้ำออกนะ) หลังจากที่เรามาถึงบ้านในตัวเมือง ผมก็เปลี่ยนใจทันทีทันใด เนื่องจากทั้งตัวผมเบียกหมดแล้ว ผมไม่อยากไปสวนสัตว์ดูหมีแพนด้า ผมอยากเล่นน้ำมากกว่า ไกด์ของผมก็ไม่มีปัญหาครับ จัดแจงเสื้อผ้า อุปกรณ์เฮฮากันเต็มที่

          ปัญหาอยู่ที่กล้องของผม ไหนๆ มาถ่ายรูปแล้วผมก็อยากได้รูปกลับไปเยอะๆ ครับ และที่สำคัญกล้องผมเบียกนิดหน่อย ซึ่งผมทำใจไว้แล้วว่ามาเที่ยวมันต้องได้เจอน้ำแน่นอน สุดท้ายผมเอาพลาสติกห่ออาหาร มาห่อทั้งตัวกล้อง และผมเลือกใช้เลนส์ AF 50mm F1.8 เพราะไม่อยากเอาเลนส์ตัวอื่นที่ราคาสูงๆ อย่างเลนส์ซูม เลนส์ไวด์ หรือ เลนส์พล๊อตเทรดไปลุยครับ กลัวมันพังวันนั้นผมเล่นน้ำยาวตั้งแต่บ่ายโมง ถึง 5 โมงเย็นครับ ผมก็ไม่รู้ว่าไปไหนมาบ้าง เพราะเมาตลอด 55555 จำได้แค่ว่ากล้องเปียกน้ำมากมาย

                สุดท้ายของวันนั้นเราแวะกินอาหารญี่ปุ่นที่ร้าน Jamajin แถวๆ หน้ามหาลัยเชียงใหม่ สั่งกันกระจายเลยครับ แต่สุดท้ายก็กินไม่หมด เพราะความหิวและความเมา หลังจากที่กลับมาบ้าน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ไกด์ของผมหมดเรียวแรงมาก นอนสลบ ส่วนผมแอบแว๊บไปร้านเน็ต เพื่อคุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ แต่ก็ทรมานใจเหมือนกันที่ไม่ได้เอาโน้ตบุ๊กไปด้วย การไปเล่นเน็ตที่ร้าน มันให้ความรู้สึกโดนจำกัดสิทธิอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าผมจะเปิดอะไร หรือผมจะพิมพ์คำพูดอะไรลงไป คนข้างๆ มันชอบมอง ผมรู้สึกแย่มาก แต่ก็เลือกที่จะไม่เอาโน้ตบุ๊กมาเอง ผมคงไม่สามารถโทษใครได้ 555555  

หลังจากที่ไกด์พักเอาเรียวแรงเรียบร้อย เป็นเวลาเกือบ 5 ทุ่มครับ ในคืนนั้นเราตัดสินใจไปเสพดนตรีกันที่ Rasta กันอีกครั้ง หลังจากเลิกตีสอง เราไปที่ Fashion House กันต่อ แต่ไม่ได้เข้าไปข้างในครับ เพราะมันเป็นผับแบบที่ผมไม่ชอบเลย และจะไม่ชอบมันตลอดชีวิต หลังจากนั้นไม่นานตามภาษาลูกผู้ชายครับ อยากรู้อยากลอง ผมจึงไปทำอะไรบางอย่าง 55555555 ที่มันโคตรฮาครับ พูดกันอย่างน่าไม่อาย ไปหาสาวๆ กัน แต่ไม่ได้หวังว่าจะทำอะไรพวกเค้าหรอกครับ แต่อยากดู อยากรู้ พี่ผมพาไปหลายที่ แต่พี่ผมก็ไม่เซียนเท่าไร แต่ละที่ ที่พวกเราไปล้วนแล้วแต่เป็นกระเทยครับ แถมยังเจอพวกมันด่าอีก 55555 ขำวะ....

สุดท้ายเราแวะไปแถวเจดีย์ขาว เพื่อถ่ายรูป แล้วนั่งกินเบียร์อยู่แถวนั้น นานพอควร เมื่ออิ่มใจ ก็ต้องอิ่มกายครับ เราไปกินขนมจีนที่กาดวะโนรส และแล้วก็สิ้นสุดคืนที่สองของผมครับ กลับสู่บ้านพักของพี่ที่หางดง

               

 

เช้าวันที่ 13 เมษายน ไหวครู

ในเช้าวันนี้ ผมตื่นประมาณเที่ยงๆ เหมือนเดิมครับ เมื่อตื่นนอน ประสบการณ์จากวันแรกสอนว่าผมควรจะห่อกล้องให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง และผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อย แต่วันนี้ผมเลือกที่จะไม่อาบน้ำเพราะรู้ดีกว่าเมื่อไปก็เบียกอีก จึงแวะที่ 7-11 ซื้อสบู่ครับ อาบน้ำแม่งกล้างถนนเลย 5555 เพื่อความสะใจในชีวิตครับ เราใช้เส้นทางเข้าเมื่องแบบเดิม เปลี่ยนเสื้อเสร็จ ผมมีโอกาสได้ไปพิธีไหวครูที่ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ พิธีนี้จะทำในทุกๆ วันสงกรานต์ครับ ไหวครูเพื่อลำลึกถึงบุญคุณ แต่ผมไปสายมากจึงไม่ได้ภาพจากตรงนี้ ในวันนี้ผมตั้งใจมากที่จะแวะไปวัดสิงค์ เพื่อถ่ายรูปพิธีกรรมต่างๆ ครับ

                หลังจากเสร็จสิ้นจากที่แรก แดดร้อนมากครับ เราจอดรถกันในซอย แถวๆ ร้านโฮงหมู (ร้านขายอาหารอีสานอร่อยมาก) แล้วเดินไปที่กาดสวนแก้วครับ เพื่อไปดูผู้คนว่ามันมากมายแค่ไหน ซึ่งเราใช้เวลาเดินจากจุดนั้นไม่นานมากนัก คนเยอะมากจริงๆ  เราอยู่ที่จุดนั้นไม่นานเท่าไรครับ แค่ดูปาร์ตี้โฟม ดูคอนเสริทนิดหน่อยและกลับออกมาครับ เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องมีตีกัน เด็กแว๊นเยอะเหลือเกิน ผมก็ระแวงอยู่

                หลังจากออกมาแล้วเราได้แวะที่ร้าน Rasta อีกครั้งเพื่อเล่นน้ำแถวๆ นั้นครับ กินเบียร์ ใช้เวลาอยู่นานหลายชั่วโมงครับ และไปจบวันที่ ประตูท่าแพร

                ในขณะที่ผมนั่งสบายอารมณ์มีหญิงวัยกลางคนเข้ามาทักทายครับ และถามผมว่าเป็นช่างภาพจากหนังสือ หรือ มาถ่ายเล่นๆ ผมให้คำตอบไปว่า ผมมาถ่ายรูปสนุกๆ ไม่ได้คิดอะไรมากครับ เค้าหันมาชมบอกว่ากล้องโปรมากเลยทีเดียว ผมแอบเขินในใจ เพราะผมถือกล้องสองตัวเลยครับ ตัวหนึ่งใช้ฟิล์มใส่เลนส์ Fisheye ส่วนตัวที่สองดิจิตอลใส่เลนส์ 50mm เค้าถามผมว่าถ่ายรูปนานหรือยัง และเค้าเริ่มแนะนำตัวว่าเค้าก็ถ่ายรูปเหมือนกัน หลังจากนั้นผมได้คุยแลกเปลี่ยนวิธีการถ่ายภาพ และสุดท้ายเค้าก็บอกว่าเป็นครูสองศิลปะ อยู่บนเขาครับ เค้าเป็นชาว กทม แต่หลงรักเมืองนี้และสุดท้ายเลือกมาอยู่เชียงใหม่กับครอบครัว พร้อมลูก 3 คน ลูกสาวเล่นน้ำอยู่ไม่ไกลสายตา ส่วนลูกชายนั่งนิ่งอยู่ข้างๆ เพราะเจ็บเท้าเล่นน้ำไม่ได้ 5555 ผมก็เหมือนกันครับ เพราะก่อนที่ผมจะนั่ง ผมได้ลองโดดน้ำที่คูเมืองดู สิ่งที่พบก็คือน้ำไม่ลึกมากครับ แต่ตะไคร่เต็มไปหมด ผมขึ้นไม่ได้ กว่าจะขึ้นได้โดนหินบาดเท้า ลึกพอควรครับ จึงไม่สามารถซ่าได้อีกต่อไป หดหู่เลยครับ

                อาจารย์ชวนผมไปเที่ยวที่บ้านครับ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่มีเวลาจะขึ้นดอย ไว้รอบหน้าครับ อาจารย์ทิ้งเบอร์ไว้ให้ บอกให้ขึ้นมาเที่ยวที่ดอยแล้วโทรหาได้เลย ต้องขอบคุณมากจริงๆ ผมก็อยากไปใจจะขาดครับ แต่ไม่สามารถจริงๆ หลังจากแยกย้ายแล้ว ผมก็ไปเมาต่อครับ ผมซื้อเบียร์ไปนั่งกินตรงบ้าย สสส (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) 55555 ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมต้องห้ามดื่มด้วย ไม่ได้รักการดื่มขนาดนั้นครับ แต่ผมคิดว่าแต่ละคนย่อมมีความคิดอยู่แล้ว ถ้าอยู่ๆ ห้ามขาย มันเหมาะแล้วหรอ หรือว่ามันไม่มีวิธีทางอื่นแก้ไขแล้วหรอ แปลกดีครับ ที่กฎหมายเมืองไทยชอบทำอะไรโง่ๆ อยู่เรื่อยๆ เหมือนว่าหาทางไปไม่ได้ ก็ห้ามแบบตัดสิทธิ สรุปว่าเมืองนี้ปกครองแบบ ประชาธิปไตย หรือ คอมมิวนิสต์ กันแน่? แอบสงสัย....

                ผมได้เจอชาวภาคใต้ พวกเค้ามาเที่ยวเชียงใหม่เช่นกันครับ มาจากจังหวัดยะลา เราแลกเปลี่ยนบุหรีกันครับ ผมอยากลองดูดยาเส้นจากภาคใต้ เพราะอยากรู้เสมอว่ามันจะเมาซักแค่ไหน และผมก็ได้ริมรสใบจาก เมาสุดๆครับแทบจะอวก….แต่ก็ฮาดี ผมลองไปทั่ว สิ่งที่เจ๋งที่สุดก็คือ พอผมเมาแล้วผมไม่เจ็บเท้าอีกต่อไป ลุยกันต่อได้ทันทีเลย 555555

                เราเดินวนๆ อยู่แถวประตูท่าแพรจนเย็นครับ ท้ายสุดเมือตะวันใกล้ลับขอบฟ้า ผมรู้ตัวดีว่าผมยังมาไม่ถึงเมืองเหนือ ถ้าผมยังไม่ได้ไปสงน้ำพระ ปักตุง ลอยโคม ผมจึงรีบบอกไกด์ให้พากลับบ้าน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแบบเร่งดวนครับ ไกด์จัดให้ไม่มีปัญหา ในคืนนั้นเราไปสงค์น้ำพระที่วัดพระสิงค์ และก็ปักตุงครับ ผมรู้สึกดีมากมายกับทริปนี้ ตามต่อมาด้วยการเดินเล่นเพื่อหาของฝากที่ถนนคนเดิน ของน่าซื้อหามากมายครับ ผมซื้อผ้าพันคอห้าอัน พวงกุนแจห้าอัน ถุงใบเล็กๆ ที่เพ้นคำว่า ปี๋ใหม่เมืองและหวีไม้สำหรับคนพิเศษของผมที่ชอบทำหัวยุ่งๆ เสมอ

                ในขณะที่เดินอยู่ในถนนคนเดิน ผมเจอร้านขายโคมครับ ผมรีบซื้อและไปลอยในวัดใกล้ๆ นั้น ผมซื้อโคมขนาดใหญ่สองอัน สำหรับไกด์นำทางหนึ่งอันครับ และก็สำหรับผมหนึ่งอัน

                ก่อนที่จะลอยโคม ผมสงสัยมาเสมอว่าเราจะลอยมันได้อย่างไร ขนาดตัวไกด์ผมยังไม่เคยลอยมาก่อน แต่หมดข้อสงสัยเมื่อมีน้องๆ น่ารัก ชื่อปุ้ย กับ ขวัญมาช่วยครับ

ผมแปลกใจมากมาย ในขณะที่ผมยืนงง พยามเข้าใจวิธีกรทำงาน และหาวิธีลอยโคม มีน้องๆ มาถามว่าพี่เคยลอยมาก่อนหรือเปล่าค่ะ ให้หนูช่วยนะ 55555 ผมถึงกับงงครับ คนบ้านเมืองนี้น่ารักจริงเชียว ไม่นานพวกเค้าจัดการทุกอย่างให้ และให้ผมถือไว้ให้ดี พร้อมบอกว่า ส่วนใหญ่เค้าขอให้สิ่งที่ไม่ดีออกไปจากชีวิต ตลอดไป และจะมีแต่ความสุขค่ะ พี่จะขออะไรค่ะตอนนั้นผมไม่มีความทุกเลยครับ เช่นในเวลานี้ ผมจึงขอให้คนที่ไม่ชอบหน้าผม หายไปจากชีวิต ผมตลอดไป หลังจากนั้นผมก็ปล่อย ให้มันลอยไกลออกไป ผมยืนดูและโคมของผม ลอยไปไกล แต่โคมผมมันไม่ค่อยมั่นคงหรอกครับ มันแกว่งไปมา เหมือนคนเมา แหม่...คนรั่วรอยโคม โคมยังรั่วตาม นี้เหละชีวิต 55555555

สุดท้ายผมขอบคุณน้องๆ และน้องๆ ก็อยากได้รูปพวกเค้าในขณะลอยโคมครับ น้องปุ้ยจัดการทุกอย่างโดยยกโทรศัพท์ขึ้นมาและจะขอเบอร์ผมไป แต่ผมคิดว่าแค่ให้ Mail ไปแล้วผมจะส่งให้และกัน อย่างไม่ได้คิดมากครับ เค้าไม่ได้ทันจด แต่เอา Mail ไปจากปากของผม (หลังจากนั้นสองสัปดาห์เค้า add มา และสอนผมเล่น hi5)

มือเย็นที่ Mike Burger ถนนนิมมานเหมินท์ จะบอกว่าการกินอาหารแบบนี้ทรมานมากครับ มันกินอิ่มจนแทบยัดไม่ลง ถึงแม้ตัวผมจะไม่ได้กินข้าวมาทั้งวัน และในคืนนั้น ปาร์ตี้บอย ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ร้านนี้ ผมนั่งกินอย่างสบายอารมณ์ แต่ผมสังเกตว่ามีผู้ชายรูปร้างใหญ่ ยืนกินและเต้นไปด้วย เฮ้ย หัดไปสบตาทีเดียวเดินมาเลยครับ 55555 ผมคุยกับเค้าได้พักใหญ่ครับ เค้าเป็นนักเขียนรั่วๆ แต่ไม่ได้บอกว่าเขียนอะไร ส่วนผมไม่ได้แนะนำตัวมากนัก เค้าชวนผมไปเล่นบาสครับ แต่ผมไม่ได้เลือกที่จะไป เพราะกะว่าจะกินเหล้าฉลองอีกหนึ่งวัน สุดท้ายเราแยกย้ายกันครับ ผมย้อนคิดแม่งรั่วนิหว่าเจ๋งวะและเราได้เจอเค้าอีกเรื่อยๆ เมื่อผ่านถนนนิมมานเหมินท์

ก่อนจะหมดค่ำคืน ผมเลือกที่จะไม่ออกไปเที่ยวไหน เพราะเหนื่อยมากครับ จึงตัดสินใจกลับบ้านทันที แต่ซื้อเหล้าไปนั่งกินกันที่บ้าน เรากินเหล้ากันจนใกล้เช้าครับและนอนพักผ่อน

 

14 เมษายน วันพักผ่อน

หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการเล่นน้ำมาตลอดสองวัน เหลือเชื่อครับผมแทบไม่ได้พักการเที่ยวเลย แต่เมื่อกดรูปในกล้องดู แทบร้องไห้ครับ เพราะมันไม่ได้รูปแบบที่ผมถูกใจเลยซักนิด

                เราเดินทางไปที่บ้านในตัวเมืองเช่นทุกวันครับ วันนี้มีน้องๆ ที่อยู่บ้านไม่ได้ไปเล่นน้ำที่ไหนเหมือนกัน มีน้องๆ ผู้หญิงอายุราวๆ 19 20 ปี อยู่บ้านครับ และเค้าสนใจสิ่งที่ผมทำมาก เค้าเดินเข้ามาคุย และถามเกี่ยวกับการถ่ายรูป เพราะตัวเค้าก็อยากถ่ายรูปเช่นกัน ผมจึงได้เริ่มการ Work Shop กล้อง 55555 ในช่วงบ่ายวันนั้น ผมนั่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในรูปถ่าย รูรับแสง ความเร็วสปีตชัตเตอร์  ISO ความสมดุลสีขาว เลนส์และอุปกรณ์เสริม ความยาวโฟกัส ทำเอาพวกน้องๆ นั่งเพลินกันไปเลยครับ ผมได้ลองเอากล้องให้พวกเค้าถ่าย ซึ่งกล้องตัวที่ให้ลองใส่เลนส์ 18 – 70 mm 3.5 – 4.5 พวกเค้าดูสนุกดีครับ แต่เรื่องที่อธิบายไปไม่รู้ว่าจะมีใครเข้าใจได้มากขนาดไหน แต่พวกเค้าล้วนตั้งใจฟัง

ตกเย็น ผมไปหาร้านฟิล์ม เพื่อล้างรูปชุดแรกที่แอบถ่ายพวกเค้า ให้เป็นรางวัล และแทนคำขอบคุณสำหรับอาหารที่พวกเค้าทำให้ผมกินทุกมื้อครับ น้องตัวเล็กๆ ได้ภาพชุด แม่ยุ่งอยู่ หนูช่วยยุ่งเป็นภาพชุดที่ผมไม่ได้ใช้ Flash เลยครับ น่าเสียดายเพราะแอบถ่ายในตอนกลางคืนต้องยอมใช้สปีตชัตเตอร์ช้าๆ จึงทำให้ผมได้ภาพน้อยมาก และผมล้างออกมาเพียง 21 ใบ เท่านั้น ในรูปบอกเล่าเรื่องราวของการมาถึงของผมในวันแรกครับ ผมพยามทำความรู้จัก แอบดูพวกเค้าใช้ชีวิต และอาหารมื้อแรกของผมจากฝีมือพวกเค้า จากในห้องครัวที่มีแม่ทำกับข้าว และ เด็กๆ ที่ช่วยวุ่นวาย มากกว่าช่วยทำให้มันเสร็จ ส่วนสาวๆ ผมไม่ได้ล้างรูปพวกเค้ามาครับ เพราะมีเป่าหมายว่า จะล้างรูปในวันสุดท้ายที่พวกเค้ารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่

เมื่อเด็กๆ เหล่านั้นได้รับรูปตัวเอง ผมนั่งมองอย่างมีความสุขครับ เหมือนได้ทำอะไรบางอย่างโดยไม่หวังผลตอบแทบ และพวกเค้าได้รับสิ่งตอบแทนเป็นความตั้งใจที่ผมยอมยืนมืดๆ ให้ยุงกัด หมอบๆ หลบๆ เพื่อเก็บร้อยยิ้มของพวกเค้ามาลงแผ่นฟิล์ม เค้าขอบคุณผมและบอกรูปสวยชอบมาก หัวใจผมในขณะนั้นเต็มไปด้วยความสุขจากการให้ครับ แต่ยังไงก็ตามเค้าก็ยังกลัวกล้องของผมอยู่ดี เค้าบอกมันใหญ่มากกก แล้วก็หัวเราะ ตามด้วยการพูดภาษาชาวเขา

ค่ำคืนเดินทางมาอย่างรวดเร็ว ผมรู้ตัวดี ว่านี้คงใกล้เวลาที่ผมจะกลับสู่ กทม แล้ว ผมจึงไปไล่เก็บรูปตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพานข้ามแม่น้ำปิง เหตุเกิดจนได้ครับ ไกด์นำทางบอกผมว่าสะพานข้ามแม่น้ำนี้ ถ้าอยากได้บางสิ่ง ให้ขอในขณะที่เดินข้ามครับ ผมขอ และทุกวันนี้มันดูเหมือนจะเป็นจริง แต่ผมไม่สามารถบอกได้หรอกว่าผมขออะไร ขอให้มันเป็นจริงแล้วกัน สถานที่สุดท้ายที่ไปถ่ายรูปคือถนนวัวลาย

หลังจากถ่ายรูปเราแวะกินข้าวมันไก่ร้านดัง ชื่อร้านว่า ข้าวมันไก่นครศรีธรรมราชร้านนี้เป็นร้านของสาวกเหล่านักเที่ยว เพราะหลังจากที่เมามา ก็ต้องมากินข้าวร้านนี้ครับ แล้วแวะไปชิมก๋วยเตี๋ยวหัวนม สิ้นสุดค่ำคืน ด้วยการแวะร้านลาบโคราช555555 ซึ่งบ้ายสีเหลืองสะดุดตามากครับ ผมแวะทันทีเพราะกำลังหากับแกล้มอยู่พอดี ผมได้สอบถามคนขายว่าอยู่ที่นี้ได้นานมากหรือยัง คนขายเป็นลุงกับป้าอายุกลางคนแล้วครับ ชื่อ ลุงชิด กับ ป้าต้อย ลุงกับป้าย้ายมาอยู่ได้หลายสิบปีแล้วครับ ที่ย้ายมาเพราะลูกมาเรียน และการทำนาที่บ้านไม่ค่อยดีด้วย จึงทำให้เค้าย้ายมาอยู่ที่นี้ซะเลย

หมดค่ำคืนอย่างรวดเร็ว เรานั่งกินเหล้ากันจนจะเช้า และคุยกันเรื่องเพลง หมดลงอีกหนึ่งวันที่มีความสุข ณ เมืองเชียงใหม่

 

                วันที่ 15 เมษายน สุดท้าย....

ในวันก่อนเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ วันนี้ผมตื่นเกือบบ่ายโมง ผมอาบน้ำอย่างสบาย เพราะเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับน้ำร้อนๆ ซะแล้ว เราออกจากบ้านที่หางดงเกือบบายโมงครับ แดดร้อนสุดๆ ผมหอบข้าวของทั้งหมด เสื้อผ้า กล้อง ไปเก็บไว้บ้านในตัวเมือง เพราะวันนี้ผมจะกลับแล้ว โอ้ววว…..เร็วจังเลย 5 วันผ่านไป ผมนั่งเปิดดูรูปในตอนแล้วคิด รอบนี้ถึงแม้ไม่มีรูปที่ผมถูกใจเลย แต่ผมรู้สึก Happy กับทริปนี้มากมายเหลือเกิน

                วันนี้ผมขอรั่วสุดๆ ผมแต่งตัวด้วยกางเกงสีแดงเลยครับ (กางเกงนอน) หมวกชาวเขา ถุงเท้าลายหัวใจสีชมพู รองเท้าแตะสีแดง เสื้อส้มสะท้อนแสง แว่นดำสีขาว ที่สุดแล้วครับ 555555 ของความฮา

                ในวันนี้ผมไม่เน้นถ่ายรูปครับ แต่ห่อกล้องไปเหมือนเดิม เราเล่นน้ำกันทั้งวันครับ ผมแทบไม่ได้จับกล้องมาถ่ายรูป สิ่งผมพลาดอย่างแรงครับ เนื่องจากคืนก่อนหน้านี้ผมได้ถ่ายรูปตอนกลางคืน และลืมปรับ ISO กลับมาที่ 100 ผมปรับไป 1250 เลย จึงทำให้รูปวันสุดท้ายแย่มากถึงมากที่สุดครับ แทบจะลบทิ้งทุกรูป นี้เป็นบทเรียนที่สำคัญมาก ซึ่งตอนนี้กลายเป็นนิสัยของผมไปเลย กับการตรวจ ISO ก่อนถ่ายทุกครั้ง ในวันนั้นผมไปถ่ายรูปที่จวนผู้ว่า ซึ่งจะมีขบวนแห่ เอาของมามอบให้และอวยพรครับ ผมถ่ายจนเมมโมรี่เต็ม และวิ่งหาร้าน Backup ไม่ทัน เพราะผมไม่อยากแกะกล้องออกจากพลาสติก เพื่อป้องกันน้ำเข้ากล้อง แต่สุดท้ายในวันนั้นผมได้ร้าน Backup ไฟล์ แต่ไม่สามารถถ่ายรูปได้ต่อไปเพราะขบวนหมดแล้ว และผมก็เมาสุดๆ จนจำไม่ได้ว่าไปไหนมาบ้าง 555 รั่วสุดๆ จำได้เจอลากไปหลายที่มากมาย แต่ถึงจะเมายังไง ผมก็ยังไม่ลืมสิ่งที่ผมตั้งใจก็คือ ผมจะต้องถ่ายรูปพวกเค้าตอนรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ให้ได้ครับ ผมจึงรีบกลับไปตอน 5 โมงกว่า ซึ่งทันเวลาพอดีครับ

                ผมยืนห่างๆ และใช้เลนส์ 85mm 1.8 ถ่ายจากระยะไกล ผมเน้นรูปสีธรรมชาติเลยครับ หลังจากยืนถ่ายอยู่นาน ทุกคนรดน้ำดำหัวเรียบร้อยแล้ว ผมกำลังจะเดินไปอาบน้ำครับ คุณแม่เค้าก็เรียกผมด้วย โอ้ววว เกิดมากูไม่เคยทำเลยนะเนีย 5555 เค้าอวยพรว่า ให้ทำงานเก่งๆ รวยๆ ประสบความสำเร็จในชีวิตนะลูกน้องๆ ยืนเต็มเลยครับ รวมทั้งไกด์ผมด้วย

หลังจากนั้นผมอาบน้ำและรีบไปร้านฟิล์มเพื่อล้างรูปโดยเร็วเลย  ผมได้รูปมาเยอะพอสมควร เพราะแสงที่ถ่าย ไม่ได้แย่อย่างที่คิด แถมผมยังไม่ได้เมามากมายขนาดที่ถ่ายรูปไม่ได้ ผมใช้การวัดแสงหนักกลาง ภาพที่ออกมาเน้นที่รอยยิ้ม สายตา มุมการมอง และการไหว ผมอัดขนาดใหญ่  8 x 10 เลยครับ สำหรับทุกคน แต่ผมดูเวลาอาจจะไม่ทันเที่ยวบินกลับผมจึงเอาเงินและใบรับรูปให้กับไกด์ และ ให้เค้านำไปมอบให้ทุกคนด้วย

ผมไปที่สนามบิน เตรียมตัวกลับไกด์ผมถามว่าจะได้มาอีกเมื่อไร...ผมไม่สามารถตอบได้ครับ แต่ผมอยากไปอีกครั้ง ผมขอบคุณสำหรับทุกอย่าง และผมควักรูปที่แอบล้างมาในวันก่อน เป็นรูปเค้าตอนขึ้นไปไหวพระที่วัดดอยสุเทพ หนึ่งใบ ไกด์ผมยิ้มและถามว่าถายกูตอนไหนวะ เค้ายืนยิ้ม และโบกมือลา ได้เวลาที่ผมจะกลับบ้านแล้ว

บนเครื่องบินขากลับ ผมมองลงมาพื้นดิน และผมคิด ผมจะต้องมาเยือนอีกแน่นอน แต่จะเป็นเมื่อไรนั้น ผมคงตอบไม่ได้ แต่จะยังไงก็ตามผมจะมาเยือนที่นี้อีกครั้งเพราะผมหลงรักเมืองนี้ซะแล้ว

 

"ความประทับใจบนรูปถ่าย สำหรับทุกคนผมไม่สามารถบอกได้ถึงความรู้สึกของทุกคนที่ได้รูปถ่ายจากผมไป เพราะผมไม่ได้อยู่ที่นั้น แต่หวังว่าทุกคนจะจำผมได้เสมอ จากภาพของพวกเค้าที่สะท้อนมุมมองของผม ถึงแม้สิ้นสุดทริป แต่ ไม่ได้สิ้นสุดความประทับใจแต่อย่างใด…"

 

ขอบคุณไกด์แอมขอบคุณครอบครัวพี่กบขอบคุณพี่กล้าขอบคุณพี่เดียร์ขอบคุณน้องปุ้ย, น้องขวัญ, น้องกีตาร์, น้องฟ้า, น้องแตง

 

สวัสดี

เรื่องเล่าสงกรานต์ที่ผ่านมา 1

"เมื่อกูมาเยือนเมืองเหนือ #1" 

 

ความทรงจำที่ผมแทบไม่ได้กลับมาอีกทบทวน เมื่อเลยผ่าน มันเหมือนการหลงลืม และไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ผ่านมามากนัก ทั้งๆ ที่ความทรงจำที่ผ่านมามันแสนดี และเต็มไปด้วยสีสันแห่งชีวิต ตามวิถีของตัวผม เมื่อตกเย็นวันพฤหัส (วันนี้) ผมเก็บโต๊ะ และผมได้เจอกับกระดาษที่บันทึกความทรงจำระยะสั้นๆ ไว้ ผมเขียนหัวกระดาษไว้ว่า เมื่อกูมาเยือนเมืองเหนือ ถิ่นล้านนาผมเริ่มอ่านลายมือห่วยๆ ที่ผมเขียนทุกๆ วันที่ผ่านไป ผมพบ ผมเจอสิ่งใด และมันแปลกใหม่ในชีวิตผมอย่างไรบ้าง ถึงแม้จะผ่านระยะเวลามากว่า 2 เดือนแล้ว ผมยังอยากกลับไปที่นั้นอีกเรื่อยๆ เพราะยอมรับตามตรงเลยว่า ผมแทบไม่ได้รูปกลับมาเลย เนื่องจากไกด์และผมรั่วกันได้สะใจมากจริงๆ ผมสนุกจนลืมช่วงเวลา และงานการไปเลย….

ครั้งเมื่อผมไปเที่ยวเชียงใหม่ ใครจะเชื่อว่าผมจะต้องไปคนเดียว เปล่าเปลี่ยวใจขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งเดือน ผมได้รวบรวมเพื่อนฝูงและคนสนิทที่คิดว่าจะไปเที่ยวด้วยกันได้อย่างมากมาย แต่สุดท้ายเมื่อจะถึงเวลาเดินทาง ผมกลับพบว่า ไม่มีเพื่อนคนไหนไปด้วยกันเลย แม้แต่คนสนิทสุดก็ยังมีธุระของมัน เอาละไม่เป็นไร ไปคนเดียวก็ได้วะไม่ง้อใครอยู่แล้ว เพราะกูเป็นแมว ต้องสันโดษเว้ยย  55555 มันเลยทำให้ตัวผมต้องฉายเดียวไปเที่ยวเหนือ ตัวคนเดียวโดดๆ แต่ยังพอจำได้ว่ามีพี่คนสนิทแอบหนีไปเก็บตัวอยู่ที่นั้นเพื่อหนีปัญหาครอบครัว ผมจึงต้องไปอาศัยเค้าอยู่ แบบไม่มีระยะเวลากลับที่แน่นอน

ก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์ผม ผมพยามโทรหาเค้าอยู่หลายที แต่ก็มักไม่เป็นผล บ้างสายไม่ว่าง บ้างปิดเครื่อง จนสุดท้าย และท้ายสุดเค้าโทรกลับมาเพราะคิดว่าผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย โดยเฉพาะเรื่องทำเพลง อย่างที่ไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่า ปีนี้ ผมงดทุกอย่างเกี่ยวกับดนตรี เพราะผมมีเป้าหมายในปีนี้แล้ว ผมไม่ได้บอกใครเพราะผมไม่อยากจะพูด แต่ยังไงก็ยังเรียนรู้และศึกษามันทุกวัน เพราะดนตรีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปซะแล้ว อย่างห้ามไม่ได้ที่พี่เค้าจะถาม ผมจึงได้บอกทุกอย่างไป และขอพี่เค้าไปอาศัยอยู่ด้วยเป็นระยะเวลาแบบไม่มีกำหนด เค้าตอบด้วยน้ำเสียงดีใจ เพราะเค้าบอกผมตามตรงว่าเหงาเหมือนกัน ขาดคนรั่ว ไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด เบื่อจะแย่แล้ว เพราะฉะนั้นรีบมาเลยนะมึง

ตกเย็นวันพฤหัส ผมปิดออฟฟิศ และกลับบ้านเพื่อเตรียมตัว ในเย็นวันนั้นยังมีธุระอีกนิดๆ หน่อยๆ ที่จำเป็นต้องทำ และเมื่อผมทำมันเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาที่ผมจะออกเดินทาง อย่างไร้จุดหมาย และยังไม่รู้ว่าชาชีวิตของของตัวเองจะไปทางไหน เพราะผมไม่มีแม้แต่รถที่จะโดยสารไป ไม่มีตั๋วบ่งบอกว่าผมได้ไปถึงที่นั้นแน่ๆ มีแต่เพียงใจ ที่ใช้นำทางในครั้งนี้

สิ่งที่ผมเตรียมไป ไม่มากมาย เน้นที่ครบถ้วน เสื้อยืดสองตัว กางเกงขาสั้น และถุงเท้าสองคู้ นี้คือถุงใบเล็กๆ ใบแรกที่จะมัดติดกับกระเป๋าใส่กล้อง ใบที่สองแน่นอนที่สุด จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกซะจากกล้องดิจิตอลสุดรัก กับเลนส์สองอันที่ใช้งานประจำ และสุดท้าย iPOD กับหูฟัง เท่านี้ผมก็พร้อมเดินทางแล้ว เวลาจัดของโดยรวมใช้ไปแค่ประมาณ 15 นาที 5555 ยังกับจะหนีคดี แต่ไม่ใช้ผมจะไปเที่ยว!!

 ผมให้พี่เดียร์มาส่งที่หมอชิด แล้วหลังจากนั้นผมบอกว่าจะหาวิธีไปของผมเอง ซึ่งเค้าคงไม่เชื่อหรอกว่าผมจะได้ไปจริงๆ เพราะผมไม่มีตั๋ว และคนก็เยอะสุดๆ ถ้าผมไปคงลำบากมากแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ หลังจากไปยื่นมึนๆ ดูสถานการณ์รอบข้างพักใหญ่ ผมก็โชคดีที่มีคนขายตั๋วเดินมาถามและจูงมือผมไปซื้อตั๋วแบบที่ผมไม่ต้องพยามเบียดเสียด หรือ ต่อแถวรอเลยชิวสุดๆ แถมยังได้รอบที่เร็วด้วยคือออกเดินทาง 20.30 น ดูนาฬิกาตอนนั้นก็เกือบสองทุ่ม ผมได้เวลาที่จะเดินทางไปยังท่ารถ แต่...ผมจะไปมันถูกได้ยังไง ถ้าผมไม่รอดัก และเดินตามคนที่ซื้อตั๋วรถเที่ยวเดียวกับผม หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้เพื่อนเดินทางชื่อ รถชื่อออกแนวแปลกๆ ครั้งแรกที่ได้ยินผมต้องถามเค้ากลับไปว่าชื่อ รสหรือ รถเค้ายืนยันว่าชื่อ รถยนต์ ขำๆ ดีเราคุยกันตลอดเส้นทาง และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพถ่าย เนื่องจากตัวเค้าเรียนมหาลัย ศิลปกร คณะ วิจิตรศิลป์ มาก่อน

เค้าสงสัยเกี่ยวกับตัวผมเยอะ เราคุยกันสนุกสนานมากกว่าการเดินทางคนเดียว หลังจากที่เริ่มเดินทางได้ครึ่งทาง ผมหลับ และตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอน 6.40 น ที่สถานีขนส่งอาเขต เชียงใหม่

ผมยืนยิ้ม...หัวเราะกับตัวเอง กูมาเที่ยวเชียงใหม่ คนเดียว ครั้งแรก อากาศที่ได้สัมผัส หนาวเย็นเล็กๆ และรู้สึกสงบเพราะอยู่ในเวลาเช้าตรู่ แสงแดดตอนเช้าอ่อนเป็นสีส้มเหลือง มีเพียงตัวผมยืนโดดเดียวเพียงผู้เดียวที่นี้ในวันนี้ ความเหงาที่อยู่เป็นเพื่อนผมตลอดมา บอกกับตัวผมว่า ครั้งนี้มันต้องสนุกแน่ๆ

สิ่งแรกที่ทำในเช้าวันที่ 11 เมษายน คือการหาของกิน ผมคิดเสมอมาว่าอยากสัมผัสกับความเป็นเมืองเหนือ ผมอยากรู้ว่าชาวเหนือกินอะไรกัน เคยอ่านในหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง เค้าเลยให้ฟังว่าชาวบ้านตามเขา กินข้าวเหนียว กับสิ่งง่ายๆ ในตอนเช้า แต่สุดท้าย ก็ยังหาไอ้แบบนั้นไม่ได้ เลยไปลงเอยที่ร้านขายต้มเลือดหมู 5555 ตามใจตัวเองสุดๆ ร้านนี้อยู่แถวหลังมหาลัยเชียงใหม่ จำชื่อร้านไม่ได้แล้วน่าเสียดาย ไว้ไปรอบหน้าจะแวะไปใหม่

                อิ่มท้อง อิ่มใจ ผมพร้อมที่จะลุยแล้วโทรศัพท์สายแรกของวันนั้น ผมโทรหาพี่คนสนิท ให้เค้ามารับหลังจากนั้น หนึ่งชั่วโมงแห่งการรอบคอยเริ่มต้นขึ้น เมื่อเค้าไม่รับโทรศัพท์ ผมไม่รู้สึกกังวล ไม่ตื่นเต้นเพราะทำใจไว้ล้วงหน้าแล้ว ผมจึงมีเวลามากมายในตอนเช้า เดินถ่ายรูป และก็เดินรอบๆ คู เมืองเชียงใหม่ แต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะใหญ่โตขนาดนี้ กลับมาครั้งนี้พูดแบบไม่อายเลยว่าเดินไม่รอบ คูเมืองจริงๆ ใหญ่มาก และจากที่สอบถามผู้คนแถวนั้น เค้าได้เล่าให้ฟังว่าเมืองเชียงใหม่แบ่งออกเป็น 4 ส่วนโดยแต่ละด้านจะมีชื่อไม่เหมือนกัน และมีวิถี ความเป็นอยู่ไม่เหมือนกันอีกด้วย แถมคุณลุงยังเล่าให้ฟังถึงประวัตเมืองเล็กๆ น้อยๆ  ไม่ว่าจะเป็นชื่อเมือง ที่มีชื่อว่า นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ หรือสถานที่ท่องเที่ยวน่าไป และความเป็นมาของเมือง

                10 โมงเช้า พี่เค้าโทรมาและบอกผมว่า เมาวะกูขอโทษผมกำลังสนุกกับการเดินรอบคูเมืองอยู่พอดี พี่เค้ามารับผมที่ประตูท่าแพ และพาผมเอาของไปเก็บ พร้อมโยนกุญแจรถมอไซ แล้วบอกกูขอนอนอีกแป๊บ เดี๋ยวตื่นแล้วจะพาเที่ยว         555 เสร็จโจรสิครับ พอมีรถทีนี้ผมเหมือนมีอิสระ เพราะไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ว่าจะไปไหน กูเที่ยวเองก็ได้ เช้าวันนั้นผมหลงทางครับ และไปจบก่อนเข้าช่วงบ่ายที่ร้านอินเตอร์เน็ตแห่งหนึ่ง

                เมื่อผม Online ในเช้าวันนั้นสิ่งแรกที่ผมทำคือการถามเพื่อนๆ ชาวเชียงใหม่ว่าควรจะไปไหน และที่สำคัญผมจะกลับไปจุดเริ่มต้นของผมอยากไร เพราะผมมาไกลมากแล้วจำทางกลับไม่ได้ รั่วจริงๆ กลับไม่ถูก จนสุดท้ายต้องนั่งเล่นเน็ต คุยกับเพื่อนที่ยังอยู่ กทม และเพื่อนๆ ในออฟฟิศ  

            เที่ยงวัน แดดแรงมากถึงมากที่สุด พี่ผมพื้นจากอาการเมาแล้ว คำแรกที่โทรมาคือ มึงกลับมาได้แล้ว กูรออยู่บ้าน เร็วนะเว้ย เดี๋ยวพาเที่ยวผมตอบกลับไปอย่าหน้าไม่อาย ผมแม่งไม่รู้อยู่ไหนวะพี่มารับหน่อยแดะ 5555” หลังจากนั้นผมก็พยามหาวิธีกลับ แต่งงจริงๆ กับการขับรถเป็นสี่เหลียมรอบคูเมือง สุดท้ายพี่เค้าก็ต้องมารับ

                ผมถึงบ้าน ไม่ทันได้อาบน้ำ หัวยุ่ง แต่ผมอยากไปเที่ยวใจจะขาด พี่เค้าไม่ห้ามเพราะเรารั่วเหมือนกันงั้นไปกันเลย แต่ก่อนที่จะเดินทาง กองทัพเดินด้วยท้อง เราจึงแวะกินข้าวที่ มหาลัยเชียงใหม่ ราคาถูกมาก ความเป็นจริงแล้ว พี่ผมเงินเดือนยังไม่ออก 5555 ผมก็ด้วย แต่เราก็หวังว่ามันจะออกวันนี้ ผมย้ำก่อนกินข้าวว่าอยากกินอาหารอร่อยๆ ที่ไม่ใช้ที่นี้ เพราะนี้มันก็เหมือนทั่วๆ ไป แต่พี่เค้ายืนยันคำเดิมว่าเราต้องกินข้าวที่นี้เพราะ มึงจะได้สัมผัสกับความจน ตอนกูเริ่มมาอยู่ที่นี้อาหารในนั้นราคาเพียง 15 บาทก็อิ่มได้ ผมย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องตอนเช้า ในขณะที่ผมเดินเล่นคนเดียว ผมได้เห็นสิ่งหนึ่งแต่ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกหรือไม่ ตอนเช้า ชาวเชียงใหม่ กินข้าวนึ่ง(ขาวเหนียวอะเหละ ที่นั้นเค้าเรียกกัน) กับ อาหารทอดๆ เช่น ปลาทอด ไก่ทอด หมูทอด ขายเป็นชิ้นๆ กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ ในตอนเช้าตรู่

                มื้อเช้าของพี่เค้าที่มหาลัยเชียงใหม่ ผมขอผ่าน เพราะท้องผมยังไม่หิวเลยซักนิด แน่นอนถึงแม้จะอิ่มท้อง แต่ใจไม่เคยอิ่ม ผมได้แต่มองสาวๆ ที่หมาลัยนี้อย่างสนุกสนาน แหม่น่ารักที่สุดฤทธิ์

                หลังจากนั้นไม่นาน เราเริ่มการออกเดินทางแบบคนขี้เกลียด เพราะแดดช่วงบ่ายมันแรงซะเหลือเกิน แค่ผมเดินเล่นในตอนเช้าก็รู้สึกตัวเองผิวดำลงไปเยอะมากแล้ว ผมจึงขอให้เค้าพาไปที่นั่งกินกาแฟ ชิวๆ และผมจะเล่าให้ฟังว่าผมต้องการรูปแบบไหน และอยากไปสถานที่อย่างไร

                เราแวะที่ร้านกาแฟ หลังมหาลัย ชื่อร้าน โสดอีกแล้วครับไม่ต้องสงสัย ทำไมพี่เค้าพามาร้านนี้ เพราะร้านนี้สาวๆ น่ารักเยอะแยะเต็มไปหมด สุดท้ายแล้วผมก็ยังเป็นตัวผมเอง ที่ชอบแต่ดู และไม่กล้าสัมผัส เราแวะกินกาแฟ ถ่ายรูป และจากไปพร้อมกับความสุขเล็กในหัวใจ

                13.00 น ไหวพระวัดสุเทพ ขึ้นดอยปุย

เราไปกันแบบคนจน เติมน้ำมัน 200 บาท หลังจากนั้นขับมอไซสีเหลือง ขึ้นไปไหวพระที่ดอดสุเทพ ผมเหลือเงินติดตัวเพียง 100 บาท เท่านั้น 555555 ส่วนพี่เค้าก็เช่นกัน 50 บาท เราสองคนตัดสินใจรวมเงินก่อนที่จะเดินทาง

                การเดินทางใช้เวลาไม่มากนัก ผมมองลงไปที่ตัวเมืองเชียงใหม่ ในขณะที่รถขับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเราอยู่ต่ำที่ต่ำ เราไม่สามารถมองเห็นความสวยงามที่แท้จริงได้ แต่เมื่อยิ่งสูงขึ้นไป ภาพที่เห็นก็ชัดเจน หมอกควันก็จางหายไปจนหมด ภาพที่ผมเห็นคือ ท้องฟ้าสดใส แดดเป็นสีเหลืออ่อน ในช่วงบ่ายแก่ๆ และอากาศที่หายใจได้อย่างเต็มปอด

            ความซวยไม่เคยปราณีใคร เมื่อผมและพี่ขับมอไซ ต้องยอมรับเลยว่า มันเสี่ยงมากกับการโดนสาดน้ำ เพราะนี้มันใกล้ช่วงสงกรานต์ ผมคิดเสมอแต่หลังจากถ่ายรูปเสร็จ นิสัยของผมคือไม่เก็บกล้องทันที จนกว่าจะไม่ใช้งานจริงๆ จึงทำให้ผมสะพายไว้ที่ไหลซ้าย และเมื่อขับรถถึงหน้าวัด เค้าเล่นน้ำกันครับ อย่างที่ไม่ได้ตั้งใจ ผมและพี่โดนสาดน้ำเต็มๆ กล้องผมโดนน้ำนิดหน่อย แต่เสื้อผ้าเปียกหมดเลย พี่ผมซวยมากคือโทรศัพท์ดับไปเครื่องหนึ่ง เพราะโดนน้ำเต็มๆ 55555 แต่ผมไม่มีอะไรเสียหายเลยแม้แต่นิดเดียว

                พี่ผมค่อนข้างจะรู้สึกแย่ เพราะเห็นผมยกกล้องขึ้นก่อนที่จะขับเข้าไป แต่สำหรับผมแล้ว พูดตามตรงก็คือไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า เช็ดกล้องให้แห้ง เราก็พร้อมลุยต่อ

                เมื่อเรายืนอยู่หน้า ซุ่มกาญจนาภิเษก พี่ถามผมว่า ให้เลือกวิธีการขึ้นไปบนดอยสุเทพ เพราะกลัวผมจะเหนื่อย เนื่องจากบันใดนาคมีความยาวถึง 300 ขั้น อยากที่หลายๆ คนรู้กันดีอยู่แล้ว ส่วนวิธีที่สองคือการขึ้นรถราง แน่นอนละครับ คนอย่างผมรักสบายอยู่แล้ว แต่ผมเลือกวิธีที่หนึ่ง หลายคนก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าผมจะยอมเดินกลางแดด ขึ้นบันใดนาค

                เราซื้อดอกไม้ธูปเทียนกันจากข้างล้าง ชุดละ 20 บาท และเดินขึ้นกันอย่างเหน็ดเหนื่อย เดินไปก็ต้องพักไป จริงๆ ผมทำฟอร์มถ่ายรูปหลายทีมากๆ เพราะมันเหนื่อยจริงๆ ต้องพัก แต่กลัวพี่เค้าว่าอ่อนแอ ผมเลยจับกล้องมาถ่ายรูปชาวเขาซะเลย 555555

                กว่าจะเดินถึงใช้เวลาไปประมาณเกือบ 20 นาทีได้ ถึงกับหอบเลยครับ ทั้งคู้ เมื่อผมเดินขึ้นไปถึงที่ด้านบนและมองลงมาที่ด้านล่างสุด ผมรู้สึกดีใจพิลึก เมื่อเรามองผู้คนที่อยู่ด้านล้าง ที่มีความพยามจะขึ้นมาเพื่อบางอย่างที่ตรงกับผมต้องการ ทุกคนเหงื่อไหล ทุกคนร้อน ทุกคนหอบ แต่ทุกคนมีความเชื่อและคาดหวังจะได้สิ่งที่สวยงาม เหมือนดังในใจที่เคยคิดไว้

                เปิดประตู ก้าวท้างเข้าสู่วัด ผมถึงกับตาค้าง และรู้สึกดีที่สุด ผมยิ้มออก ความเหนื่อยจางหายไปอย่างรวดเร็ว ความสวยงามใช่อยู่เพียงสิ่งก่อสร้าง แต่มันกลับอยู่ที่ผู้คน อยู่ที่ไกด์ อยู่ที่ความสงบ และผมได้ใช้ความพยามในการเดินขึ้นมาเพื่อเห็นสิ่งนี้ เพื่อถ่ายรูป ก่อนอื่นเราต้องเจอความร้อนจากการเดินบนพื้นปูนที่แดดส่องตลอดทั้งวัน มันร้อนมาก แต่ผมก็พยามเดินรอบ ฉัตร 4 มุม จนครบ จากนั้นผมสรงน้ำพระ และผูกข้อมือ กับพระอาจารย์ 

5 สิ่งสำคัญของดอยสุเทพ

1. ฉัตร 4 มุม ที่ทำด้วยทองเหลือง สร้างโดย พระเจ้ากาวิละ ผู้ปกครองนครเชียงใหม่ในปี พ.. 2348 ความหมายคือ ความร่มเย็น และพระพุทธศาสนาที่เผยแพร่ไปทั้ง 8 ทิศทาง

 

2. สัตติบัญชร (รั้วหอกที่อยู่รอบๆ พระธาตุ) รั้วนี้มีที่มาจากเหตุการณ์แย่งพระบรมสารีริกธาตุของเมืองต่างๆ เพื่อนำไปบูชาประจำเมือง โดยโทนพราหมณ์ได้ทำการแบ่ง และให้ทหารถือหอกล้อมรอมพระบรมสารีริกธาตุไว้ เพื่อป้องกันการแย่งชิง

 

3. หอคอย มีลักษณะเหมือนวิหารขนาดเล็ก อยู่ 4 ด้านของพระบรมธาตุ ภายในจะมีพระพุทธธูประดิษฐานอยู่ ความหมายคือ การบูชาสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า

 

4. หอท้าวโลกบาล มีลักษณะเป็นหอยอดแหลมขนาดเล็ก ประจำอยู่ 4 มุมของพระบรมธาตุ หมายถึงที่ประดิษฐานของท้าวโลกบาลทั้ง 4 ซึ่งเป็นเทพที่ปกปักษ์รักษาสิ่งที่สำคัญต่างๆ ทั้ง 4 ทิศ

-ท้าวกุเวร (ท้าวสุวรรณ) มียักษ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่เฝ้าทิศเหนือ

-ท้าวธตรัฐ มีคนธรรพ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่เฝ้าทิศตะวันออก

-ท้าววุฬปักษ์ มีฝูงนาคเป็นบริวาร ทำหน้าที่เฝ้าทิศตะวันตก

-ท้าววิรุฬหก มีอสูรเป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาทิศใต้

 

5. ไหดอกบัว (ปูรณะฆะฎะ แปลว่า หม้อที่แสดงถึงความสมบูรณ์) ความหมายคือ ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในล้านนาไทย

 

นอกจากนี้แล้วยังมีโบราณวัตถุ และ ปูชนียวัตถุของวัดประกอบด้วย อุโบสถทรงล้านนา ภายในจะมีจิตกรรมฝาพนังภาพประวัติพระธาตุดอยสุเทพ, พระวิหาร 2 หลัง, หอฉัน, สำนักชี, ห้องสมุด, หอพิพิธภัณฑ์, พระประธานในอุโบสถ, อนุสาวรีย์ช้างมงคล (ช้างพระที่นั่งของพระเจ้ากือนาที่บบรรทุกโกศพระบรมธาตุเสี่ยงท้ายขึ้นมาบนดอยสุเทพ), อนุสาวรีย์พระสุเทวฤษี

           

                ในขณะที่ผูกข้อมือ ผมต้องยอมรับจริงๆ เลยว่าผมไม่สามารถฟังพระสวดไม่ออก ไม่เข้าใจว่าพูดอะไรอยู่ แต่เมื่อผมผูกข้อมือ ผมรู้สึกถึงความสงบ ผมคิดย้อนกลับไปเรื่องที่เคยทำผิดไว้กับพ่อแม่ คนที่รักผม และคนที่ผมรัก มันทำให้น้ำตาผมเกือบจะไหลหลังจากวันนั้นสายสิญจน์เส้นนั้นไม่เคยถูกแกะจากมือผมอีกเลย

            พี่ผมจะพาไปเที่ยวที่สวนดอกไม้ ที่ไปทางดอยปุยเป็นที่ต่อไป เราขับรถจากวัดสุเทพโดยใช้เวลานานพอสมควร และเมื่อถึงสถานที่แล้ว ก็ต้องบอกว่าอดครับ เพราะมันปิด เวลาตอนนั้นใกล้ 6 โมงเข้าไปทุกที รอบนี้เราจึงไม่ได้เข้าไปชมสวนดอกไม้ และไม่ได้ไปดอยปุยต่อ แต่รอบหน้าต้องไปให้ได้เลย

            ถึงเวลากลับสู่ตัวเมือง

ในขากลับเราใช้เวลาน้อยกว่าที่คิด และขับมอไซกลับโดยดับเครื่อง ปล่อยรถไหลลงเขา มันก็ตื่นเต้นดีครับ แต่พอกลับลงมา สิ่งแรกที่ผมคิดคือ กูอยากอาบน้ำชิบหาย นี้ก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว ก็แปลว่าผมไม่ได้อาบน้ำครบ 24 ชั่วโมงพอดิบพอดี 55555 เน่ากันไป (จริงๆ คาดว่าเกิน 24 ชั่วโมง เพราะอาบก่อนไปทำงาน 9 โมงเช้า)

                แวะอาบน้ำ และทำความรู้จักกับคนในบ้าน ครอบครัวนี้เป็นชาวเขาแท้ๆ เลยครับ พูดภาษาชาวเขาได้ทุกคน แต่ผมลืมว่าเผ่าอะไร ผมแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก เค้าสงสัยว่าผมมาทำอะไรที่นี้ นอกจากเที่ยว คงเพราะเห็นผมแต่งตัวรั่วๆ ตลอดเวลา แถมยังถือกล้องไปมาไม่เคยปล่อย ผมชอบแอบถ่ายรูปน้องๆ ตัวเล็กๆ อายุไล่ๆ กันประมาณ 4 ขวบ ถึง 10 ขวบ กำลังน่ารักเลยครับ พอเค้าเห็นกล้องขอผมทีไรเค้าต้องหลบทุกที คงเพราะกลัวกล้องขึ้นสมอง หรือว่าผมเหมือนโจรมากกว่าคนรักศิลปะ 555555

            ยังไม่ทันได้ตั้งตัว กับข้าวผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว มือแรกเค้าทอด ฉินเนื้อ ให้กินครับ มันก็คือเนื้อทอดดีๆ นี้เอง แต่เอามาใส่กับไรซักอย่าง แล้วปั้นเป็นก้อนๆ ทอดในน้ำมันร้อนๆ อร่อยดีครับ เค้ากลัวผมกินกับข้าวบางอย่างไม่ได้ เค้าเลยทำอะไรที่ง่ายสุดๆ ให้ผมกิน

                หลังจากนั้นก็ได้เวลาที่ผมจะออกไปล่าเริงในยามค่ำคืน

สิ่งที่ผมต้องการคือการเสพดนตรีดีๆ ที่เมืองเหนือ ผมเคยได้ยินหลายคนเล่าว่ามีนักดนตรีดีๆ อยู่ที่นี้เยอะ และที่นี้ยังมีสุดยอดนักดนตรี Jazz อยู่มากมาย แต่ผมไม่สามารถรู้ได้หรอกครับ ว่าจริงไหม ผมจึงไปพิสูจน์ที่ The North Gate

 

ร้านโคตรชิวสไตล์ Jazz ที่คุณสามารถสัมผัสได้

ความรู้สึกสุดแสนจะธรรมดาของร้านนี้ กลายเป็นความพิเศษมากกว่าใคร ร้านนี้เน้นเล่น Jazz อย่างเดียวครับ และก็เล่นแทบทุกแนวไม่ว่าจะเป็น Fusion, Smooth, Standard, Quartet แต่พอดีวันที่ผมไป ถ้าเขียนตามตรงก็คือ ไกด์ผมไม่ค่อยฟิลกับดนตรี Jazz ซักเท่าไร จึงทำให้เค้าไม่สามารถนั่งอยู่ได้นานมากนัก เค้าปลีกตัวหายไปเป็นชั่วโมง ปล่อยผมนั่งชิวอยู่คนเดียว แต่ไม่ว่ากันครับ เรื่องของดนตรี เหมือนเรื่องผู้หญิง ที่ผู้ชายมักชอบไม่เหมือนกัน ในวันที่ผมไปที่ The North Gate เป็นโชคดีของผม เพราะผมได้ชมการแสดงแบบ Jazz Standard ครับ ต้องบอกกันตามตรงว่าไม่เคยสัมผัสบรรยากาศนี้มาก่อนในชีวิต เคยดูในแต่ DVD แต่พอมานั่งดูคนจริงๆ เล่นกันตรงหน้า ผมรู้สึกดีมากๆ ในวันนั้นมีมือกีตาร์เป็นชาวญี่ปุ่น Trumped เมกา alto sax ไทย กลอง ไทย เบส ไทย เค้าเล่นแจมกันแต่เพลงผมไม่สามารถรู้ได้จริงๆ ว่านี้คือเพลงอะไร แต่การดำเนินเรื่องราวในเพลงคล้ายกับเพลงของ Stanley turrentine มากๆ แต่ไม่กล้าฟันธงครับ เพราะผมไม่เซียน หลังจากที่หมดเบียร์ไป 5 ขวดเล็กๆ ผมก็เริ่มมึนๆ และได้เวลาไปต่อที่ใหม่ เพราะที่นี้หมดการแสดงลงแล้ว วงต่อมาที่กำลังจะขึ้นเล่นแบบ Smooth Jazz ครับ แต่ผมเกรงใจไกด์ก็เลยให้พาไปที่ใหม่ จะได้สนุกกันทุกคน

               

เราแวะพักกันที่บ้านก่อนที่จะต่ออีกที่หนึ่ง เปลี่ยนฟิลสุดฤทธิ์ จาก Jazz ไปเป็น Reggae, Ska ที่ Rasta ใจจริงไม่ชอบดนตรีแนวนี้ครับ แต่ฟังได้หมด ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเวลาเราเข้าไปอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นจะเป็นอย่างไร

 

Rasta…Hay-Ja-man

อย่างที่เคยพูดไป ผมไม่ค่อยฟิลหรอกครับ บรรยากาศข้างในค่อนข้างแปลกตา ร้านนี้เจ๋งตรงที่มันดิบ ไม่มีแอร์ คนเบียดๆ กันขยับตามจังหวะ สนุกใช้ได้เลยครับ ส่วนเพลงที่เล่นก็จะออกไปในแนว Reggae ซะเป็นส่วนใหญ่ ทุกจังหวะที่ขยับเป็นเหงื่อทั้งนั้นครับ ข้างในร้อนมาก คนเยอะเบียดกัน ยืนตัวติดกันเลยก็ว่าได้ หลังจากหมดเบียร์ไป 6 ขวด ผมก็เริ่มเมาบรรยากาศครับ และรู้สึกตัวเองผอมลงเหมือนทำซาวน่ามาเลยครับ 55555 แต่เวลายังไม่หมดครับ ช่วงเวลานั้นเกือบๆ ตีหนึ่ง มีเวลาอีกนิดหน่อย เราจึงไปต่อกันที่

 

Riverside

                น่าเสียดายครับ ที่เวลาเราน้อยมาก และเราไปดึกเกินกว่าจะเข้าไปเสพดนตรีดีๆ ได้ครับ แค่เดินไปฝั่งผับ ก็เข้าแทบจะไม่ได้แล้ว คนเยอะมากมาย ได้แค่ยืนริมๆ แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะเราไปก็ตีหนึ่งกว่าแล้ว และคงเสพได้ไม่เต็มทีเพราร้านใกล้จะปิดเต็มที หลังจากที่ร้านปิดเราก็ขับรถเล่นในตัวเมืองชมความสวยงามยามค่ำคืนของเชียงใหม่ครับ ดูเวลาแล้วก็ตกใจเพราะนี้เกือบตีสามแล้ว จึงได้เวลาที่เราจะพักผ่อนซักที

 

ต่อ 2 ที่ด้านบนครับ

17 června

มันมาแล้ววว R8 สุดยอดกล้องคอมแพค

พักนี้ยอมรับตามตรงไม่อ้อมค้อมว่าผมทำงานไม่ทันจริงๆ    55555 สินค้าที่เคยอยากได้ ที่ขอๆ ไปแล้วไม่เคยจะได้ ช่วงนี้เป็นอะไรหว่า ส่งมากันจัง เยอะแยะจนเขียนแทบไม่ทัน แต่สิ่งที่ผมรอมานานแสนนานก็คือ กล้อง Ricoh R8 ที่มีรูปทรงสุดแสนจะธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย แต่ทำไมผมอยากได้มานอนกอดจังเลย ราคาก็แพงแสนแพงจนหลายคนบอก ซื้อทำไมกล้องคอมแพคตัวเล็กๆ ราคาเป็นหมื่นๆ ความละเอียดก็ไม่โดดเด่น รูปทรงก็โบราณสุด มันดียังไง (ใจจริงอยากได้ Ricoh GR Digital มากกว่า รอบหน้าได้แน่ๆ)

 ในตอนแรกคิดไว้เล่นๆ ว่าจะพาเจ้า D80 ที่นอนเน่าอยู่บ้านไปเที่ยวสวนถ่ายรูป ไม่ได้ออกไปถ่ายรูปสนุกๆ นานมากแล้ว มีแต่ถ่ายเอาจริงเอาจัง…..วันเสาร์ หรือ วันอาทิตย์นี้จึงวางแผนไว้ แต่พอเจ้า R8 มามันจึงทำให้ผมไม่สามารถเปลี่ยนแผนที่วางไว้ได้ เพราะกล้องตัวนี้จะมาอยู่กับผมเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ฉะนั้น เสาร์ หรือ อาทิตย์ นี้ต้องออกไปถ่ายรูป โดยเฉพาะดอกไม้ ที่แทบไม่เคยได้สัมผัสว่ามันสนุกแค่ไหน เพราะส่วนใหญ่รูปผมจะถ่ายอารมณ์ ถ่ายผู้คน และที่สำคัญถ่ายสาวๆ 555555 แต่ก็ยังไม่มีนางแบบไปด้วยซักที เลยได้แต่ถ่ายนางแบบในออฟฟิศ 5555

            การทดสอบกล้องรุ่นนี้ก็คงจะเป็นโหมด Marco เนื่องจากกล้องรุ่นนี้มีเลนส์ที่แจ่มมาก เป็นช่วงที่น่าใช้ใน SLR คือ 28-200mm ซึ่งสำหรับผมมันครบแล้ว เพราะตอนนี้ผมใช้เลนส์แค่สองช่วงคือ 50mm และ 85mm พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว และรู้ว่าผมใช้เลนส์ช่วงหนักๆ ขนาดนี้ คงพอจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงบอกว่า มีไว้ถ่ายคนเท่านั้น….เพราะช่วงมันแคบแสนแคบ ไม่สามารถเก็บบรรยากาศได้เลย แต่สุดสัปดาห์นี้สนุกแน่ๆ แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว

                เรื่องกล้องยังไม่ตื่นเต้นเท่ากับเรื่องที่ผมพึ่งทำเสร็จไปเมื่อวานนี้ แต่คงบอกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ผมลุ้นว่า เมื่อไรมันจะเกิดเพราะตอนนี้หลายอย่างยังไม่เรียบร้อย

            หลายวันที่ผ่านมา ผมมีอารมณ์แบบแปลกๆ มีภาพที่ติดตาและลืมมันไม่ได้ โอ้ยยย กูเป็นไรวะเนีย แต่ผมว่ามันดีแล้วละ ที่ผมมีอารมณ์แบบนี้บ้าง และไม่นานมันคงจะผ่านไป แต่ที่ผมอยากเข้าใจก็คือร้อยยิ้มนั้นมันมีความพิเศษกว่าคนอื่นๆ อย่างไร และทำไมมันทำให้ผมอยากรู้จักตัวเค้าให้มากกว่านี้

16 června

เนินนานผ่านมาเป็นเดือน

พักนี้ชีวิตวุ่นวาย แต่สนุกดีกับการทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน ผมไม่ได้เขียนอะไรลง BLOG เป็นเดือนๆ จากปรกติ เขียนแทบทุกสัปดาห์ หลายสิ่งหลายอย่างผ่านไปรวดเร็ว จนลืมหันมองตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ตัวอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่ มันเพื่ออะไรและทำไมต้องทำ

คืนวันเปลี่ยนไปรวดเร็ว ไม่มีอะไรหยุดยั้ง เส้นทางเดินสู่ชะตาชีวิตที่ถูกขีดเอาไว้ ด้วยตัวเราเอง

หลากหลายความคิดผ่าน และจากออกไป รวมทั้ง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะยามมีความสุข

เอ๊ะ….ช่วงนี้มองตัวเอง แล้วเกิดสงสัย ว่ากำลังเป็นอะไรอยู่ ทำไมถึงเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้ จนเพื่อนๆ ชักสงสัย ว่าทำไมอยู่ดีๆ หัวเราะ อยู่ดีๆ ยิ้มแบบไร้เหตุผล แถมยังไม่ค่อยฟังเพลง Jazz เหมือนที่ผ่านมา ผมกลับมานอนคิดอยู่นาน และสุดท้ายก็ได้คำตอบ ชีวิตผมมีแต่ความวุ่นวายจริงๆ จนตอนนี้ผมเริ่มปรับเปลี่ยนความวุ่นวายนั้นไปสู่ความสงบเหมือนที่เคยผ่านมา พักนี้เริ่มกลับไปเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร อยู่คนเดียวบ่อยๆ อย่าถามว่าเบื่อกับสิ่งที่เคยเป็นและจะกลับไปเป็นอย่างในอดีตที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างลำพัง ไม่สนใจโลกภายนอกแล้วหรอ? เปล่าเลยเพียงแค่อยากพักผ่อนบางเท่านั้นเอง บางครั้งความวุ่นวายมันทำให้ใจเกิดโลเล ทำให้ความคิดบางอย่างเปลี่ยนไป ผมเลยอยากกลับไปอยู่เงียบๆ เหมือนเดิม…..และใช้ชีวิตแบบสงบๆ ก็เพียงเท่านี้ที่ต้องการ

ในช่วงเวลาที่ผ่านไปหนึ่งเดือน ผมยังใช้ชีวิตสนุกๆ อยู่เรื่อยไป ผมได้ทำสิ่งที่ผมอยากทำ ได้คิด ได้สร้างตัวหนังสือให้คนอ่านเหมือนปรกติ แต่จังหวะชีวิตในตอนนี้ก็มีเรื่องมากมาย ในต้นเดือนที่ผ่าน เรื่องที่ทำให้ผมร้อนใจ และเป็นทุกข์นิดหน่อยคงเป็น เหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนไม่หวังดีในออฟฟิศ หาวิธีแกล้งกันสารพัด จะทำทุกวิธีให้ผมออกไปจากหนทางที่เค้าต้องการเดิน แต่สุดท้ายได้พี่ใจดีคอยให้คำปรึกษา ตอนนี้เรื่องนี้จึงกลายเป็นแค่เรื่องกล้วยๆ ที่แค่แดกแล้วก็อิ่ม

ในเรื่องส่วนตัว ตอนนี้ไม่มีอะไรนอกจากหัวเราะ และก็ยิ้มอย่างมีความสุขทุกวัน วันอาทิตย์ผมพึ่งไปทำบางอย่างมาก และผมก็รู้สึกประหลาดๆ บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าไว้จะมาเขียนใหม่ก็แล้วกัน วันนี้รีบไปธุระก่อน

 

สวัสดี

01 května

กิจกรรมหลังจากทำงานเสร็จตอนตีห้า

วันนี้เป็นวันที่โคตรง่วง แต่ด้วยความเพลินเมื่ออยู่หน้าคอมฯ จึงทำให้ผมสามารถทำงานต่อไปได้เรื่อย หลังจากที่งานเสร็จหมดแล้ว ผมก็ยังไม่อยากกลับบ้าน เพราะรู้ว่านี้อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้ากลับไปก็นอนไม่หลับเหมือนเดิม แล้วผมจะทำอะไรดีละ…..ในขณะที่ใครหลายคนนอนหลับสบายอารมณ์อยู่บนเตียงนุ่มๆ กลิ่นที่คุ้นเคย ผมกลับใช้เวลาช่วงนี้ทำงาน และพยามหัดเล่น HI5

ผมเคยสงสัยมาเนินนานว่าไอ้ Hi5 สนุกยังไง ทำไมถึงมีคนเล่นเอาจริงเอาจังเล่นกันทั้งวัน เม้มท์กันได้ไม่หยุดไม่หย่อน ทั้งๆที่เมื่อผมเปิดดูผมแทบคิดคำที่จะไปคุยกับคนเหล่านั้นไม่ออก คิดไม่ออกว่าจะไปคอมเม้มท์เค้ายังไงดี และคอมเม้มท์ไปแล้วจะมีผลอะไรตามมา ผมเคยนั่งดูเด็กฝึกงานรุ่นก่อน (น้องหญิง) ทำ Hi5 ได้สีช้ำเลือดช้ำหนองมากมาย ผมเคยถามว่ามันสนุกยังไง เค้าตอบผมว่ามันสนุกตรงได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และเหมือนมีพื้นที่ ที่เค้าสามารถจะทำอะไรก็ได้

หลังจากผ่านช่วงที่เด็กฝึงงานรุ่นมาราว 5 เดือน ผมก็ตกเป็นเหยื่อ Hi5 จนได้ เนื่องจากมึนความง่วงเช่นเคย ผมเปิดดูเมลจาก Hi5 แล้วหลังจากนั้นไม่นาน….ผมกลายเป็นสมาชิกไปซะแล้ว อะไรวะเนีย กูยังไม่ทันทำอะไรทำไมอยู่ๆ กูถึงเป็นสมาชิกหว่า แต่ไม่เป็นครับ ไม่เสียเงิน เอาละไหนๆ ก็เป็นสมาชิกแล้วก็เลยต้องลองให้รู้

เปิดมาแรก ผมไม่ค่อยงงเท่าไรเพราะเคยใช้งานเว็บที่คล้ายคลึงแบบนี้มาบ้าง หลังจากนั่นผมก็เริ่มตรวจสอบว่าคนที่มีรายชื่นใน MSN ผมคนไดบ้างมี Hi5 หลังจากนั้นไม่นานผมก็พบว่า มีหลายคนที่ไม่น่ามี Hi5 รวมถึงพี่เล็กด้วย อะไรวะมีกันหมดเลย แต่เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าเลยซักนิด เพราะตกเป็นเหยื่อของการคลิกโดยไม่ระวัง เช่นเดียวกับผม

กิจกรรมตอนตีห้าของวันนี้จึงกลายเป็นการลองหัดเล่น Hi5 และถ่ายรูปพี่ฝ่ายอาร์ทที่แอบหลับอยู่ข้างๆ ผม 55555 ชิลกันไป น่าจะเป็นรูปชุดสุดท้ายก่อนที่เราจะย้ายออฟฟิศไปที่ใหม่

สุดท้ายนี้ บางคนมาอ่านแล้วคงรู้สึกว่าผมมามึนๆ อะไรในคืนนี้ แต่ผมไม่ได้พยามแกล้งทำเป็นโง่ เพราะผมเล่นมันไม่เป็นจริงๆ ผมพยามเข้าใจระบบการทำงาน และความสนุกสนาน แต่ผมยังไม่รับมันเลยแม้แต่นิดเดียว เดี๋ยวไว้ให้ผมฟิลดีกว่านี้ผมอาจจะสนุกก็เป็นไปได้ แล้วจะมาเล่าใหฟังใหม่…..สวัสดี

21 dubna

เพียงพบหน้า

ท่ามกลางความมืดในย่ามค่ำคืน ผมนอนไม่สามารถหลับตาลงและหยุดคิดถึงใครบางคน ถึงเวลาที่ผ่านมาแล้วหลายวัน บางสิ่งยังติดตราตรึงใจ ให้ผมคิดถึงรอยยิ้มและริมฝีปากอันดูอบอุ่น ทุกท่วงทำนองที่เราได้อยู่ใกล้ชิด พูดคุยแลกเปลี่ยนสิ่งที่เราเป็น มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเผ้าคิดถึงแต่คุณถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลกันกว่า 1,500 กิโลเมตร หัวใจผมเรียกร่ำร้องเสมอมา ตั้งแต่กลับมาใช้ชีวิตปรกติ ถึงจะรู้ดีว่าเราไม่มีโอกาสที่จะได้พบเจอกันอีกครั้งจากนี้ไป เมื่อผมหลับตาลง ผมจะพบคุณเสมอ ในความทรงจำ ในฝัน ในใจผมตลอดไป……..

แด่ หญิงสาวสุดแสนธรรมดา ที่ผมหลงรักจนหมดหัวใจ ทุกนาทีที่ผ่านพ้นไปช่างมีความหมาย ถึงแม้จะรู้ว่ามิอาจพบเจอกันอีกครั้ง ดิ่งลึกลงในใจ ผมจะมีคุณเก็บไว้ที่เดิมเสมอ แต่ถ้ามีโอกาสได้พบเจอกันอีกครั้ง ตามฟ้ากำหนด ผมไม่ขอให้คุณจำผมได้ ผมไม่ขอให้คุณเดินมาทักทาย เพียงหันมายิ้มและเดินผ่านไปเท่านี้ก็สุขใจมากมาย ที่ได้เก็บคุณไว้ในความทรงจำที่สวยงาม

MS-1 หลังจากผ่านชั่วโมงบินมาถึง 220 ชั่วโมง

กลับมาถึงออฟฟิศด้วยความสดชื่น แต่ก็ยังมีหัวใจที่คิดถึงเมืองเหนือที่ไปเยือนมาอยู่ดี สิ่งหนึ่งที่เผ้ารอคอยอย่างยาวนานก็คือการ Burn-in หูฟังตัวเก่า ในร้างใหม่ เนื่องจากตัวเก่ามีปัญหาเสียงแตก จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ Burn-in ให้ได้ดีกว่าเดิม เริ่มตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ได้หูฟังมาใหม่ ด้วยการ Burn-in ทุกๆ เย็นจนถึงเช้า แล้วต่อด้วยการ Burn-in ที่ยาวนานข้ามสัปดาห์ เนื่องจากวันหยุดสงกรานต์ จึงทำให้สามารถ Burn-in ได้ต่อเนื่องยาวนานมากกว่าทุกครั้ง ด้วยเวลา 10 วันเต็มๆ นับตั้งแต่วันที่ไปจนถึงวันที่กลับมาเริ่มทำงาน

            เมื่อกลับถึงออฟฟิศระบบต่างๆ ที่เปิดใช้งานยังทำงานอยู่เหมือนเดิม การ Burn-in บอกรอบว่ามีการใช้งานไฟล์นี้ไปถึง 294 รอบ ซึ่งโดยปรกติแล้วจะใช้งานแค่เพียง 100 รอบเท่านั้น เสียงแรกที่ได้สัมผัส บอกถึงระยะเวลาที่ไดร์เวอร์ทำงานอย่างต่อเนื่อง ย่านสูง เช่นเสียงเครื่องทองเหลือง เครื่องเป่าบางชนิด เสียงบาดหูหายไปหมด เสียงเบสที่เคยบวมและมีขนาดใหญ่กว่าที่ต้องการ หายไป และให้เสียงเบสที่กว้างแต่ยังมีน้ำหนัก หลังจากที่ Burn-in เกินระยะเวลาที่กำหนดแล้ว สิ่งหนึ่งที่รู้สึกประทับใจหูฟังตัวนี้มากมายเหลือเกินคือเสียงในย่านกลาง ที่หูฟังแบบ in-ear ไม่สามารถให้ได้ (ในบางยี่ห้อ) แต่กลับกัน หูฟังแบบ in-ear บางตัวที่มีราคาสูง เช่นตัวที่พาไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกันอย่าง Sure E5C ก็ยังให้เสียงอย่างน่าประทับใจ สิ่งที่ E5C ทำให้ผมรู้สึกหลงรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น คือเสียงย่านกลางที่เด่นชัดมากที่สุด ให้รายละเอียดเสียงได้ครบถ้วน และมีเสียงในย่านต่ำไม่บวมใหญ่จนเกินไป ซึ่งเสียงเบสก็แล้วแต่คนจริงๆ เพราะแนวดนตรีที่ชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับผมชอบเสียงเครื่องเป่า ชอบเสียงร้องที่ชัดเจนสดใส แน่นอนที่สุดถ้ามีเบสเยอะๆ ก็คงจะไปรบกวนเสียงร้องและเสียงเครื่องเป่าอย่างมาก โดยเฉพาะเสียงในย่าน 250-500 Hz ผมจึงไม่ชอบเสียงเบสเยอะๆ โดยสรุปแล้ว สำหรับการ Burn-in ที่ยาวนานกว่า 200 ชั่วโมง ผมมั่นใจอย่างมากสำหรับคนที่บอกว่าการ Burn-in ไม่มีผลต่อหูฟัง หรือ มีผลน้อยมาก สำหรับผมเมื่อฟังแล้วกลับรู้สึกมันมีผลมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ได้รับ และรายละเอียดที่ตัวไดร์เวอร์แสดงออกมาอย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับ Run-in ของรถยนต์ ถ้าซื้อรถใหม่มาแล้วไม่นำออกไปวิ่งเพื่อให้เครื่องยนต์เข้าที่เข้าทางแล้วละก้อคงจะยากที่จะได้เห็นประสิทธิภาพแท้จริงของเครื่องยนต์

12 dubna

แมวอ้วนหนีเที่ยว เชียงใหม่ 3

วันที่สอง ความเหน็ดเหนื่อยจากวันแรก ทำให้การนอนในคืนแรก มีความสุขที่สุด และตื่นสายสุดๆ เช่นกัน ตื่นมาวันนี้ 11.30 น และตามมาด้วยการไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาท ที่ร้านในซอยลึกลับสุดๆ หลังจากนั้นก็มาแวะพักที่ร้าน แล้วเตรียมข้าวของให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอล กล้องฟิล์ม และของสำคัญอื่นๆ ห่อใส่ซองแพคอย่างดีเพื่อไม่ให้น้ำเข้า

กล้องดิจิตอล แน่นอนที่สุด วันนี้ Nikon ได้พิสูจน์อะไรบางอย่างกับผม ซึ่งทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่ากล้องจาก Nikon มีความทนทาน และประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าไม่ไปแข่งกับกล้องอย่าง Olympus ทีมีระบบกันน้ำ และ กันสั่นในตัว วันนี้ผมเอาที่พลาสติก ที่ไว้ห่อของกินเข้าไมโครเวฟ ห่อกล้องหลายชั้น แต่เหลือหน้าเลนส์ไว้ เพื่อให้สามารถโฟกัสได้

ส่วนกล้องฟิล์มห่อบางเพราะต้องมีการกรอฟิล์ม และการปรับฃักเตอร์ให้เหมาะกับภาพที่จะถ่าย เนื่องจากใช้ฟิล์ม fuji 100 จึงทำให้ได้ค่าสปีตชักเตอร์ที่ช้า และต้องชดแสงเยอะๆ

การเล่นน้ำวันนี้เป็นไปอย่างสนุกสนาน ม่วนอกม่วนใจแต้ๆ แต่ก็มีอุบัติเหตุจนได้ หลังจากที่ผมเมา และคิดว่าตัวผมเอง ตัวเล็ก กระโดดลงคูเมือง แน่นอนที่สุดมันลึก และผมขึ้นไม่ได้ เนื่องจาก มีแต่หินทั้งนั้นเลย ก็เลยต้องจำใจ ปีนขึ้น แถมโดนหินบาดเท้าอีก เซ็งจิตรกันไปเลย แต่ก็ฮาดี ในขณะเล่นน้ำวันนี้ ได้พบกลุ่มคนภาคใต้ และได้พูดคุยกัน ทำให้ผมคิดว่าทริปน่า ปัตตานีก็น่าไปเที่ยวใช้น้อย ถ้าไม่มีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่

เมื่อจบการเล่นน้ำในเย็นวันนี้ ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง ผมได้กลับมาและเช็คว่ากล้องมีเสียหายตรงไหนหรือไม่ เรื่องที่น่าเสียใจที่สุด กล้องฟิล์มอาจจะเสียฟิล์มม้วนนี้ไป เพราะปัญหาแรกที่เจอตั้งแต่หัววันก็คือ ฟิล์มติดลาง จนต้องตัดฟิล์มทิ้งกลางแจ้ง พอฟิล์มเข้าที่เข้าทาง และน่าจะเป็นปรกติ ถุงดันขาดอีก ทำให้น้ำเข้าไปที่ตัวกล้องแบบชุ่มๆ เลย.......ก็ฮากันไป แต่พอเปิดกรอฟิล์มแล้วก็พบว่า ฟิล์มมีความชื้นเล็กน้อยเท่านั้น มันจึงน่าจะไม่มีปัญหาอะไร หวังว่านะ

ส่วนกล้องดิจิตอลสุดที่รักของผม เมื่อกลับมาถึงที่พักแล้ว พอแกะดูทุกๆ อย่างก็พบน้ำเข้าเหมือนกัน เข้าไปถึงลำตัวของกล้องโดยตรง ซึ่งมีความชื้นพอสมควรเลยละ ถ้าถามว่าเปียกมากขนาดไหนก็คงบอกไปได้ว่า เปียกพอประมาณ น่าทึ่งและทำให้มั่นใจกับยี่ห้อนิคคอนมากขึ้น คือ มันเปียก แต่มันไม่พัง  พอแกะฟิลเตอร์มาเช็ดให้สะอาด เช็กที่ CCD เช็กที่กระจก ทุกอย่างปรกติ แล้วลองถ่ายรูปดู ภาพใส่เหมือนเดิม ผมรู้ละครับ คนรักที่จะสระสมกล้องคงเริ่มด่าผมว่า ทำไมต้องเอากล้องมา ทรมาน ไม่เข้าท่าแบบนี้ จริงๆ ผมคิดว่าการใช้งานอะไร ถ้าไม่สุดมันก็ไม่คุ้ม หลังจากที่เห็นกล้องเปียก จากการเอาไปเล่นน้ำสงกรานต์ ผมพบว่ามันใช้งานได้ปรกติ แต่ถึงจะอย่างไร ก็ต้องโยนลงถังข้างสารอยู่ดี เพราะเลนส์วันนี้ชุ่มน้ำทั้งวัน มันเลยทำให้ผมคิดว่ามันน่าจะมีลาขึ้นในอนาคต แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเลนส์ตัวนี้ขอใช้งานให้หนักๆ คุ้มเลยแล้วกัน พรุ่งนี้พาลุยน้ำอีกวัน แน่นอน

เย็นวันนี้ไปกินอาหารญี่ปุ่นที่ร้านดังมา จำชื่อไม่ได้อีกแระ แต่อร่อยมาก สุดท้ายที่ออกมาพิมพ์เรื่องของวันนี้รวดเร็วมากนี้ก็เพราะว่า ไกด์นำทางผม สลบ จากพิษเบียร์ช้างอยู่

สรุปวันนี้ ทั้งเมา และ มันส์  ผมก็ง่วงแระ สุดท้ายจริงๆ วันนี้น่าจะเป็นการพักผ่อน และงดเที่ยวในยามวิกาล เนื่องจากพรุ่งนี้จะตื่นเช้าๆ มาดูเค้าก่อเจดีตามวิถีแห่งคนล้านนา ถ้าตื่นทัน

**พรุ่งนี้จะมีอะไรบ้าง แน่นอนที่สุด ถ้าตื่นเช้า พรุ่งนี้ เจอกันเลย ก่อเจดีทราย ตักบาตร และไปสวนสัตว์เพื่อดูหมีแพนด้าในช่วงเช้าๆ  ตกบ่าย หาอะไรแจ่มๆ กิน แล้วเมื่อแดดร่ม ลมเย็น ก็เจอกันที่คูเมือง เล่นน้ำสงกรานต์ และพากล้องไปลุยน้ำอีกรอบ

แมวอ้วนหนีเที่ยว เมืองเชียงใหม่ 2

หลังจากที่เดินทางกลับบ้านพี่ได้ อย่างปลอดภัย ผมค้นพบว่าคูเมืองของเชียงใหม่เป็นสี่เหลี่ยม เพราะผมขับรถวนอยู่หลายรอบ และแบ่งเมืองออกเป็นสี่ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนก็มีวิถีที่แตกต่างกัน เช่นแถวประตูท่าแพร่ จะออกแนวฝรั่งเที่ยวๆ หน่อย แต่บางมุมก็เป็นตลาด อะไรประมาณนี้ ผมตำชื่อแต่ละมุมไม่ได้ เพราะเมื่อวานนี้เที่ยวกระจาย จนจำไม่ได้ว่า ไปไหนมาบ้าง

จะพยามเขียนๆ ไว้เพื่อเอาไปเขียนต่อ ในช่วงเช้า ผมมื้อแรกของวันนั้นคือเกาเหลาเลือดหมู ที่เค้าว่าอร่อย จำชื่อร้านไม่ได้ แต่ผมกินแล้วกลับไม่ค่อยรู้สึกอร่อยมากซักเท่าไร เพราะ….ผมว่าร้านบ้านแตกที่หน้าบ้านผมอร่อยกว่า พอกินจุดแรกเสร็จ ผมก็ขับรถเล่นวนอยู่แถวๆ บ้าน และพบว่าชาวเชียงใหม่ มีร้านไก่ทอด หมูยอทอด ปลาทอด พวกของทอดๆ มารวมๆ กัน ผมจึงลองแวะ ซื้อ กินดู ไก่ทอดชิ้นละ 5 บาท ปลาทอดชินละ 12 บาท แล้วก็หมูยอ ชิ้นละ 10 บาท พร้อมกับข้าวเหนียว 5 บาท ที่นี้ข้าวเหนียวเรียกว่า ข้างนึ่ง และให้เยอะจนน่ากลัว หลังจากพยามยืนกินอยู่นาน ก็จำใจต้องทิ้งไป เพราะกินไม่ไหว หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อพี่ชายผมตื่น เค้าก็พาไปเที่ยวมหาลัยเชียงใหม่ กินข้าวเที่ยวจานละ 12 บาท และตบตูดด้วยกาแฟ ร้านโสด ที่นั้นสาวๆ น่ารักอย่าบอกใคร น่าจะเป็นนักศึกษาที่เป็นเจ้าของร้าน มีแต่สาวเสริฟน่ารักๆ กาแฟก็อร่อยดี

ต่อด้วยการเดินทางในช่วงเช้าวันแรก ที่เชียงใหม่ พี่ผมพาขับรถขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งใครมาเชียงใหม่ก็ต้องขึ้นไปสัมผัสดอยนี้กันทั้งนั้น เดี๋ยวมาเล่าต่อ

                ช่วงบ่ายแก่ๆ ขึ้นดอยปุย และตบท้ายด้วย การไหลรถกลับลงมา สนุกมาก หมดวันไปกับดอยสุเทพ และเกือบได้กล้องเจ๊งก็ที่นี้เหละ เนื่องจากระหว่างทางเค้าเล่นน้ำกัน ผมไม่ทันได้มอง คิดว่าจะไม่มีคนเล่นน้ำหน้าวัด โดยสาดเต็มๆ แต่ดีที่ยกกล้องขึ้นทัน กล้องถ่ายรูปเปียกนิดหน่อย แต่ใช้การได้ปรกติ

                ตกเย็นกลับบ้านอาบน้ำ หลังจากที่ไม่ได้อาบมาเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง ขึ้นดอยเหงื่อแตกซกๆ สรกปรกที่สุด แต่ก็ดีที่ทำให้รู้ว่าโคโรนที่ใช้ สามารถจริงๆ เพราะยังมีกลิ่นอยู่ แต่เสื้อผ้าเหม็นเหงื่อมาก ซึ่งก็คงเป็นเรื่องปรกติ เพราะใส่ชุดนี้เกิน 24 ชั่วโมง และเดินขึ้นบันไดดอยสุเทพ 300 กว่ากว้าง พร้อมอากาศที่ร้อนสุดๆ แบบว่าไหวพระไป เหงื่อแตกไป เพราะไหวกลางแดดจัดๆ ตอนเดินรอบโบสทองๆ ไม่รู้เรียกว่าอะไรบนวัดที่ดอยสุเทพ พื้นร้อนสุดฤทธิ์ถ้าไม่ได้ใส่ถุงเท้าไปด้วย สงใสว่าต้องมีตะแคงตีนเดินแน่เลยอะ แต่พระสงค์องค์หนึ่งที่คอยรดน้ำมนต์และผูกข้อมือ ผมรู้สึกดีกับท่านมากเลยอะ แบบว่าตอนสวด ผูกข้อมือผมแทบน้ำตาไหลอะ พอดีผมคิดอะไรบางอย่าง มันสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ไว้ค่อยกลับไปแล้ว เขียนเล่าให้ฟังพร้อมรูป

อาบน้ำเสร็จ ได้เวลาออกเที่ยวในยามค่ำคืน เมื่อคืนนี้เริ่มต้นจากการ กินข้าวที่หน้ามหาลัย มช กับข้าวถูกมากก อร่อยด้วย ผมกินมะตะบะ ร้านหนึ่ง รดชาติเผ็ดเครื่องแกงถึงใจมาก ไม่เคยกินมาก่อน อร่อยสุดๆ ตามมาด้วยการเดินเช็คตลาดหนังสือตามแผงว่าร้านไหน ขายหนังสืออะไรบ้าง พอถามถึงหนังสือเล่มที่ผมทำอยู่ เค้าบอกขายได้เรื่อยๆ แทบทุกร้าน น่าดีใจจัง….สุดท้ายก่อนจะจากตลาดไป ก็แวะซื้อฟิล์ม Fuji 100 จริงๆ พยามหาฟิล์ม Lucky แต่ที่นี้คงหายาก จะถ่ายฟิล์มสไลด์ก็ขี้เกลียดหาที่ล้าง สุดท้ายต้องจำใจใช้ Fuji และเริ่มเที่ยวในที่แรก คือที่ North Gate เป็นผับที่คน ที่นี้คงรู้จักกันเป็นอย่างดี กับสไตล์ดนตรี standard jazz มี Fusion บ้าง ต่อด้วยการเสพดนตรีที่ River side และร้านสุดที่ แรปช่า หรืออะไรไม่รู้ ที่เป็นผับเร็กเก้ ไว้ค่อยมาเขียนต่อ

เที่ยวเสร็จ ก็ตามด้วยการหาร้านอาหารอร่อยๆ กิน ร้านแรกที่ไป ข้าวมันไก่ นครศรีธรรมราช ตามมาด้วย ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิน อะไรเนียเหละ แต่ดังมาก สุดท้ายไปจบที่ร้านอาหารตามสั่ง แถวๆ ถนนวัวลาย และกลับบ้านนอนในที่สุด เที่ยวกระจาย จนจำแทบไม่ได้ว่าไปเที่ยวมาบ้าง ต้อขอเขียนไว้คิด ตอนเขียนเรื่องยาวต่อจากนี้

สรุปวันแรกที่ไป ดอยสุเทพ สวนสมเด็จย่า ดอยปุย(เกือบถึง) หมาลัยเชียงใหม่ บึงอะไรไมรู้ แต่เค้าบอกว่าเป็นสถานที่ ที่สวยมากในตอนกลางคืน แต่ผมไปตอนแดดแรงๆ และไม่ได้กลับไปอีกเลย ถนนนิมมานเหมินท์ และอีกหลายๆ ที่

สรุปของกิน ข้าวเหนียวคุณป้า ข้าวราคาประหยัดในมหาลัยเชียงใหม่ คาปูชิโนร้านโสด (สาวสวยมาก) มะนาวโซดา ร้านโสด ร้านกับข้าว บนดอยสุเทพ กะเพราหมูกรอบ (แม่งมีแต่ถัวฝักยาว ป้าคนขายใจดีมากกกน่ารักสุด) มนต์นมสด ข้าวแกงรถเวสป้า เบียร์ปั่น ขนมครกเชียงใหม่ ข้าวมันไก่นครศรีธรรมราช ก๋วยเตี๋ยวแพงๆ จำชื่อไม่ได้แระ และก็อาหารตามสั่งถนนวัวลาย

11 dubna

แมวอ้วนหนีเที่ยว เมืองเชียงใหม่ 1

แรกเริ่มเดิมที เคยคิดอยู่นานว่าอยากจะมาเที่ยวเมืองเหนือซักครั้ง แต่โอกาสก็ไม่มาถึงซักที เนื่องจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องคน เรื่องที่พัก จึงทำให้ไม่ได้มาเที่ยวซักที แต่เมื่อคิดย้อนกลับไป การที่ไม่ได้มาซักมันเกิดจากตัวเรานี้น่า ที่ไม่ตัดสินใจที่จะมาเที่ยว เมืองเหนือทั้งๆ ที่น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสให้เร็วกว่านี้

สงกรานต์ปีนี้ จึงได้ฤกษ์ที่จะมาเที่ยวซักที ด้วยความคิดที่ว่า แผนของเราคือไม่มีแผน ตามที่พี่ที่ผมสนิทมากคนหนึ่งพูดเป็นประจำ แผนการเดินทางในครั้งนี้ มีเพียงผมและหัวใจเท่านั้น ที่อยากจะพิสูจน์ว่าสาวๆ ภาคเหนือนั้น น่ารักเพียงได และ ดินแดนที่เค้าว่ากันว่า ทุกคนเป็นมิตร จะจริงแท้เพียงได เดี๋ยวได้ฮู้.....กัน

การเดินทาง

เริ่มจาก แผนของเราคือไม่มีแผนจึงทำให้ผมตัดสินใจช้าที่จะจองตั๋วร่วงหน้า และเมื่อโทรไปตามสายการบินต่างๆ ในวันที่อังคาร ที่ 8 ที่ผ่านมาก็ปรากฏว่า ทุกนั่งเต็มหมดแล้ว ตอนนั้นแน่นอนที่สุดละครับ ผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังคิดว่ามีหนทางการเดินทางอีกสองแบบ ซึ่งมันจะออกแนวลำบากนิดๆ

วิธีที่ 1 คือการเดินทางโดย รถทัวร์ ที่จะต้องใช้เวลาอย่างต่ำประมาณ 10 ชั่วโมงจาก กทม เชียงใหม่ คิดแล้วมันก็นานใช้ได้ แต่มันก็น่าจะมีที่เหลือพอให้ผมบ้าง

วิธีที่ 2 คือการเดินทางโดย รถไฟ แน่นอนที่สุดสำหรับวิธีนี้ สิ่งเป็นวิธีสุดท้ายจริงๆ โดยที่ ถ้าหากห้ามใจตัวเองไม่ไหว และ ใช้วิธีที่หนึ่งไม่ได้ วิธีที่สองนี้เหละ จะทำให้ผมได้มาเที่ยวเชียงใหม่ อย่างแน่แท้ แต่ รถไฟก็ขึ้นชื่อในด้านความแออัด และ สกปรก อยู่แล้ว จึงทำให้ มันเป็นวิธีที่ น่ากลัวที่ซูดดดเลย ล่าสุดยิ่งได้ข่าวมาว่า มีคนหลับบนรถไฟ แล้วโดยปลิงดูดเลือดที่อยู่ในเบาะเล่นงาน ซะเลือดท่วมตัวไปหมด แย่เลยครับ ถ้าผมโดนบ้างคงไม่สนุกแน่ๆ

             แต่สุดท้ายแล้ว วิธีที่ได้รับการเลือกอย่างที่หลายคนคิดไว้ ก็คือ วิธีที่ 1 โดยการโดยสายรถทัวร์ ที่ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 10 ชั่วโมง และการเดินทางของผมก็เริ่มต้นขึ้นที่ ออฟฟิศ ในเย็นวันที่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่วุ่นวาย ยกเว้นแต่ตัวผม ที่ต้องถ่ายรูปสินค้าเต็มไปหมด  ผมได้ตระเตรียมตัวให้พร้อม กับเสื้อเพียง 2 ชุด กางเกงนอน 1 ตัว และ กางเกงขาสั่นอีก 1 ตัว ยัดใส่ถุงใบเล็กที่อัดแน่นด้วยเสื้อผ้า และ อุปกรณ์กล้องบางอย่าง นั่นคือสำภาระที่ 1

 ส่วนใบที่ 2 คือใบหลักที่จะพกติดตัวผมตลอดเวลา ในกระเป๋า แน่นอนที่สุด กล้องดิจิตอล 1 ตัว คู้กาย Nikon D80 แต่รอบนี้ผมไม่ได้นำแบตเตอรี่กิบติดไปด้วยเนื่องจากกลัวน้ำหนักของกระเป๋าจะมากเกินไป และเมื่อใส่ถุงกันน้ำแล้ว จะมีขนาดใหญ่ถ่ายลำบาก เลนส์ที่พกมารอบนี้ก็เช่นเดิม คือ AF 50 mm F1.8 ตัวเล็กๆ และ AF 85 F1.8 + HN-23 ซึ่งน้ำหนักโดยเฉลี่ย หลังจากที่เอาถุงใส่เสื้อผ้ามาผูกติดกับกระเป๋าแล้ว จะมีน้ำหนัก ประมาณ 2 กิโลกรัม ก็หนักเอาเรื่องเหมือนกัน ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ทีแบกมาด้วยก็มี iPod กับหูฟัง สายชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือและแบตกล้อง นี้คือข้าวของทั้งหมดที่แบกมา ไม่มากไม่น้อย แต่พยามลดของใช้แทบทุกอย่างออกไปเพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย และ ไม่ต้องเหนื่อยมกเกินไป

                หลังจากที่เสร็จสิ้นงานที่ออฟฟิศในตอนเย็น และผมได้รับคอนเฟริมจากลูกค้าว่าสรุปเรื่องวันศุกร์ไม่ได้ ผมจึงเปลี่ยนเป่ามาที่การเดินทางในเย็นวันนั้นทันที พร้อมทั้งออกจากออฟฟิศแล้วเดินทางไปที่หมอชิด สิ่งที่เจอคือ คนจำนวนมหาศาลที่จะเดินทางในวันนี้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ผมคิดในระหว่างเดินทางไปที่นั่นคือ จะมีตั๋วเหลือให้ผมได้ไปเที่ยวที่เชียงใหม่ หรือเปล่า และจะมีราคาแพงกว่าปรกติ รวมทั้ง จะได้รถที่ห่วยขนาดไหน ซึ่ง หลังจากพยามเดินหาตั๋วได้ไม่นาน ก็เห็นมีบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ตะโกนเสียงดัง ว่า คนที่ต้องการไปเชียงใหม่ ทางนี้เลยค่า ทุกสายตาจับจ่องที่นั้น และเดินไปพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก รวมถึงผมด้วย แต่ผมกลับโชคดี ที่คนเรียก จูงมือผมไปที่เค้าเตอร์ และให้ซื้อตั๋วก่อนใครเพื่อนเลย คำถามแรกที่ถามคนขายก็คือ รถออกเมื่อไรเพราะผมกลัวมันจะออกตีสองตีสาม เนื่องจากเวลาที่ผมมานั้น เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม นิดๆ แต่คนขายตั๋วก็บอกอีกว่า อีก 45 นาที จะออกรถ น่าดีใจจริงๆ แต่ก็ต้องลุ้นต่อว่ารถจะแย่ซักแค่ไหน ทริปนี้ผมได้เพื่อนร่วมเดินทางเป็นเด็กศิลปกร ชื่อ รัก ที่เจอกันตอนซื้อตั๋วนั้นเหละแล้วได้เลขที่นั่งค้างเคียงกัน จึงทำให้เราพูดคุยกันตลอดการเดินทาง

                ไม่นานนักหลังจากได้ตั๋วรถ เราเดินมาที่ ท่ารถ และยังดูบุหรี่ไม่ทันจะหมดมวล ก็ได้เวลาเดินทาง แต่ทางที่จะต้องเดินนั่นยังไม่ใช้จุดหมายที่เชียงใหม่ แต่เป็นชุดหมายที่รถโดยสาย ซึ่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวายก็ดังมาจากที่ด้านหลังว่า คนถือตั๋วสีชมชู เดินไปด้านหน้า ตามป้ายสีเหลืยงไปเลยค่ะ!!!!” แถมท้ายด้วยคำออกแนวไล่ๆ ว่าไปสิค่ะ….ด้วย ผมก็คิดสนุก เพราะความรู้สึกว่านี้ไม่เหมือนการไปเที่ยว แต่เหมือนการออกค่ายลูกเสือเลย ที่ต้องเดินตามหัวหน้าหมู่ ไม่ให้แตกแถว เราใช้เวลาเดินไม่มากนักก็ถึงรถ และแล้วก็ขึ้นรถ ผมดีใจที่ได้นั่งหลังรถ ใกล้ห้องน้ำ เผื่อปวดขี้ ปวดเยี่ยว จะได้สะดวกหน่อย หลังจากนั่งไปซักพัก กำลังเคลิมไปกับแอร์ที่มีอุณหภูมิเย็นเจี๊ยบจับใจ เสียงดังจากหน้ารถ ว่า คนที่มีตั๋วสีชมพู ลงจากรถก่อนนะค่ะ ขึ้นรถผิดคัน อะไรวะเนีย……พอลงมาได้ ก็ต้องรอนานถึง 10 นาที นิดๆ จากที่คาดเดา และจึงได้ขึ้นรถคันใหม่ แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในระหว่างที่ทุกคนขึ้นรถ ทุกอย่างมันวุ่นวายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นคุณป้าที่จะฟ้องรถทัวร์ เพราะทำตั๋วหาย และคิดว่าตัวเองจะไม่ได้ขึ้นรถ ซึ่งป้าแกก็วีนสุดฤทธิ์ มันเลยทำให้ผมคิด คนเหนือชักไม่น่ารัก อย่างที่คิดซะแล้ว แต่สุดท้าย ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 40 นาที กว่ารถจะออก เวลาในขณะนั้น ก็ประมาณ 4 ทุ่มเศษ  และเดินทางถึงเชียงใหม่ในเช้าตรู่เวลาประมาณ 6.30 น ของวันนี้

                ตอนนี้ผมอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว แต่ยังไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหน ถ้าใครเห็นข้อความดังกล่าว แล้วอยู่ในละแวกใกล้เคียง ได้โปรดโทรหาผม และพาผมออกไปเที่ยวด้วยเถิด เนื่องจากคนที่เป็นไกด์ผมตอนนี้ เมาหลับไม่ได้สติ เค้าได้ให้รถมอไซ หนึ่งคันไว้กับผม และจากไปหลับอย่างมีความสุข ผมได้ลองขับรถเล่นในรอบๆ เมือง และสุดท้ายกลับไม่ถูก อะไรวะเนียยย แผนของเราคือไม่มีแผนผมเลยแวะที่ร้านเน็ต และพิมพ์เรื่องเหล่านี้ออกมาจากที่นี้ เชียงใหม่” และนี้คือ วันแรก ผมจะอยู่ที่นี้ ด้วยเสื้อเพียงสองตัว รวมตัวที่ใส่เป็นสาม กับเวลา 5 วัน คือ 11 - 15 และหวังว่าทุกๆ วันจะมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง

 

ตอนนี้ ผมต้องหาวิธี กลับไปบ้านเพื่อนก่อน บ๊ะบายย

30 března

แท็คซี่

เมื่อความเมาเข้าครอบงำจิตใจ สมองสั่งงานให้เดินตรง แต่ร้างกายไม่สารมารถทำได้ ความคิดกว้างไกล เกินกว่าจิตนาการจะเติมแต่ง ให้เข้าใจถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

เมื่อผมเมาใบหญ้า แสนซน

ตกเย็นเสาร์ ผมเดินทางไปคุยเรื่องการกับพี่ soundengineer เรื่องการแทนที่ ในวันที่พี่เค้าหยุดพักผ่อน โดยมีเงิน 15,000 บาท เป็นสินน้ำใจ ผมตอบตกลงรับงาน แต่มีข้อแม้ว่าขอดูข้าวของอุปรกณ์ที่ใช้งานก่อน เพื่อเตรียมตัวกับสิ่งที่จะต้องเจอ

หลังจากตกลงเป็นที่เรียบร้อย....พี่ช่า นั่งคุยกับผมต่อ และชักชวนให้ไปที่บ้านพักของเพื่อนรุ่นน้อง เพื่อทำบางอย่าง ผมตกลงทันที เพราะรู้ว่าบางอย่างที่รอผมอยู่ มันคือสิ่งที่ผมต้องการ และไม่ได้เจอกันนาน เหมือนเพื่อนสนิทคนเก่า ที่คิดถึงเสมอ

เราเดินทางจากจุดเริ่ม โดยใช้เวลาราวๆ 45 นาที มันไกลกว่าที่ผมคิดไว้ แต่เมื่อถึงแล้ว ทุกอย่างไม่น่าเป็นที่ผิดหวัง.....ทุกๆ อย่างที่เคยคิดไว้ มันเตรียมพร้อมไว้แล้ว

ผมเสพ หัวเราะ และหน้าซีด เพราะความมึนเมา จากการที่ไม่ได้พบเพื่อนเก่าเนินนาน ทุกอย่างย้อนกลับ มาเหมือนภาพหลอน ผมเริ่มเห็นภาพที่ผมอยากเห็น และหัวแล่นสู่ความไม่เป็นจริง ทุกๆ อย่างที่มองเห็นเหมือน ฝัน ด้วยภาพเบลอ และสีที่ผิดเพี้ยน

นี้ผมอยู่ ณ ที่ไดบนโลกใบนี้ ถ้าไม่ใช้โลกส่วนตัว ของผมเอง

ได้เวลาเดินทางกลับบ้าน พร้อมกับความเมา

ขากลับ พี่ช่า พยามจะมาส่งผมให้ถึงบ้าน แต่ด้วยความเกรงใจ ผมจึงบอกไปว่าไม่เป็นไร และจะกลับบ้านด้วย แท็คซี่แทน พี่ช่าส่งผมแถวปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ในขณะนั้นเวลาประมาณตีสามนิดๆ ความเมาของผม....มันมากมาย เมื่อล่ำลา และพี่ขับรถจากไป ผมอวก....และเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อ...เรียกรถกลับบ้าน แต่คอของผมแห้งจนแทบจะพูดอะไรไม่ออก จึงได้เดินเข้า lotus express แถวๆ นั้นเพื่อหาน้ำกิน

โลกส่วนตัวเล่นงาน เหมือนผมเป็นเพียงคนที่ไม่มีตัวตน

ผมเดินไปหยิบน้ำมะนาว เย็นฉ่ำจากตู้แช่....ผมรู้ตัวว่าแทบรอไม่ไหว ที่จะได้ลิ้มรส เปรี่ยวจีด แต่หวานซ้อนข้างใน และความเย็นฉ่ำที่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาซักนิด ผมหยิบได้ เปิดขวดทันที และดื่มกินเหมือนกับ ผมไม่ได้กินน้ำมาเป็นสัปดาห์ มันอร่อยเหลือเกิน แต่ท้องใส้ผมก็ปั่นป่วนใช้ได้

ผมเดินต่อมาที่เค้าเตอร์เก็บเงิน และพบว่าพนักงานทุกคน ไม่สนใจผมเลย เหมือนกันผมเป็นคนไร้ตัวตน ผมยืนรอด้วยใจหวังว่าเค้าจะเดินมาคิดเงินผมเร็วๆ ก่อนที่ผมจะอวกใสร้านเค้า...รอแล้ว รออีก เหมือนกับเวลาช้าจนผมแทบทนไม่ไหว ผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนนักเที่ยวเดินเข้ามา อ่านหนังสือดาราที่ชั้นวาง และมองผม ผมยิ้มให้ เค้ายิ้มให้ แล้วผมพูดว่า น้ำนี้อร่อยดีจัง ลองกินไหม?

ผู้หญิงคนนั้นยิ้มและ พยามใช้หางตามอง เพราะกลัวผมทำร้าย แน่นอนที่สุดใครๆ ที่เห็นผมในขณะนั้นก็ต้องรู้ว่า ผมโคตรเมา สุดท้าย ผมรอจนทนไม่ไหว ผมหยิบกระเป๋าตังค์และเอาแบ๊ง 20 วางลงบนเค้าเตอร์คิดเงิน พร้อมเดินจากออกมาจากที่นั้นทันที

ยามถามว่าจายเงินหรือยัง.....ผมถามกลับไปว่ามีคนคิดเงินด้วยหรอ? ในที่สุดก็มีพนักงานพร้อมที่จะคิดเงิน ผมบอกเค้าไปว่าเงินอยู่บนเค้าเตอร์ เค้าบอกต้องสแต๊มขวดก่อน ผมกินจนหมด และโยนขวดให้ แล้วเดินจากไป พร้อมกับความเมา แน่นอนที่สุด พนักงานก็คงหมั่นใส้ และอยากจะตืบผมใจจะขนาด แต่ถ้าเค้าตืบผม ผมก็คงสู้ไม่ได้หรอกเพราะเมาขนาดนั้น สิ่งที่สำคัญมากก็คือ พนักงานกวนตีนมาก ให้ผมรอเกือบ 10 นาที เพื่อจ่ายเงิน...สมควรแล้วหรอวะ....

เดินออกจากโลตัส เพื่อเรียกแท๊กซี่

อาการเมาของผมไม่ได้ดีขึ้นเลยซักนิด เมื่อยืนรอซักพัก ท้องใส้ปั่นป่วนเหมือนทะเลที่มีพายุเข้าโหม..อยากรุ่นแรง ผมยืนตัวปลิว กับลมพัดแรง รถคันแล้วคันเล่า แล่นผ่านผมไป แต่ผมกลับเห็นมันเป็นเรือที่เจอพายุและต้องรีบหนีเหมือนกัน เมื่อมีเรือลำหนึ่งจอดเทียบท่า และถามผมว่าจะไปไหน.....ผมตอบว่ากลับบ้านพี่ และบอกจุดหมายไป

ผมขอเค้าเปิดหน้าต่างเพราะผมกำลังจะอวก พี่คนขับไม่ปฏิเสธเพราะเค้าห่วงรถเค้า ซึ่งรถที่ผมนั่ง มีทะเบียนว่า ท.น, ขึ้นต้น และตามด้วยเลขอะไรไม่ทราบไม่สามารถจดจำ ซึ่งเป็นรถที่เก่ามากกกกถึง มากที่สุด แต่มันเจ๋งมันเจ๋งมาก เพราะความเก่า จึงทำให้รถน่าสนใจ

ผมนั่งตัวจมลงกับเบาะหนังฟอก มันนิ่ม จนทำให้ผมรู้สึกถึงฝุ่นที่มาจับตัวผม และความสรกปรกภายในรถ พี่เค้าขับช้า พร้อมกับการฟังรายการวิทยุ รางงานผลบอล และพี่เค้ามีอาการดีใจทุกๆ ครั้งที่มีการทำประตู

ผมเปิดปากถามว่า ทำไมพี่มาขับรถแท็คซี่ละ.......พี่เค้าเล่าให้ฟัง และผมพึ่งรู้ว่า กำลังนังรถอยู่กับผี

เค้าเล่าให้ฟังถึงช่วงชีวิตที่มีความ ร่ำรวย แต่สุดท้ายชีวิตก็คือชีวิต ทุกอย่างที่มีไม่อยู่อย่างจีรังยั่งยืน ถึงแม้ชีวิตเราจะแสนสั้น พี่เล่าให้ฟังถึงความเป็นมา ว่าเคยค้าขายไม้ และมีเงินมากมาย แต่สุดท้ายเมื่อมรสุมเศฐษกิจ ในปี 2526 จึงทำพี่เค้าต้องขายทุกๆ อย่างเพื่อใช้หนี้ธนาคาร และ เมื่อทุกๆ อย่างเหมือนจะดี พี่เค้ากลับมาใหม่ด้วยการเปิดเต้นท์ขายรถมือสอง ด้วยการกู้เงิน และสุดท้ายในปี 2540 ฟองสบู่แตก ทำให้พี่เค้าต้องโดยฟ้องลมละลายอีกครั้ง....สุดท้ายก็มาลงทุนกับการขับรถแท็คซี่หลังจากนั้นเรื่อยมา และเค้ายังเล่าถึงประวัติของรถคันที่ผมนั่งให้ฟังอีก ว่ารถคันนี้พี่เค้าซื้อมาได้ราวๆ 10 ปีแล้ว (อย่างต่ำ) ประตูที่น้องกำลังพิงอยู่ มันปิดไม่ค่อยแน่นอีกด้วย ระวังตกนะน้อง

เค้าเปิดใจเล่าให้ฟังถึงการเป็นอยู่ แบบรถเก่า ซึ่งมันลำบากมาก เพราะแท็คซี่รุ่นใหม่ๆ มากมาย เค้าพูดว่า "คนไม่อยากขึ้นรถเก่าหรอก....ใช้ไหมน้อง" ผมไม่ตอบเพราะผมเมามาก พี่เค้ายังเล่าให้ฟังว่าบางวัน ต้องเช็ดอวก จากพวกคนเมาๆ วันละหลายๆ รอบ เพื่อแลกกับการไปส่งผู้โดยสารและได้เงิน เนื่องจากแท็คซี่ใหม่ๆ จะไม่ค่อยรับคนเมาหรอก แต่คันเก่าๆ รับหมด เพราะคนไม่เมา ไม่ค่อยอยากขึ้น

เมื่อผมถามไปต่อว่า พี่ไม่อยากได้รถใหม่บ้างหรอ....เค้าตอบผมว่า เค้าเคยเช่าอยู่พักหนึ่งแล้ว แต่รถใหม่มีค่าเช้าสูง และ มีจำนวนมากในท้องถนน เลยทำให้หากินลำบากอยู่ สู้ขับรถเก่าๆ รับคนเมาดีกว่า ผมแปลกใจกับคำตอบ แต่ก็เอาน่า พี่เค้ายังดีที่ให้ผมขึ้นรถมา

แต่ข้อสงใสของผมก็คือ คนเคยมีแล้ว จะมีซักกี่คนที่ไม่อยากจะมีใหม่อีกครั้ง
ผมถามพี่เค้าว่าไม่คิดจะสร้างอะไรอีกแล้วหรอ จะอยู่แบบนี้ไปจนตายเลยหรือเปล่า พี่เค้าตอบผมว่า ทุกๆ อย่างที่เคยมีเสียไปหมดแล้ว เวลานี้ได้แค่อยู่เฉยๆ และไม่ขยับตัวไปไหน เค้าเหนื่อยจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และพาระความรับผิดชอบ จึงทำให้เค้าไม่อยากคิดสิ่งไดอีกเลย คุยกันยังไม่ทันจบ โทรศัพท์ สายหนึ่งของพี่เค้าโทรมา พี่เค้าเรียกคนนี้ว่าเฮีย ผมจับใจความได้ว่า เดี๋ยวจ่ายให้ ขอแทงอีกคู้แล้วกัน

ชัดแล้วครับ พี่เค้าเป็นผีพนัน ผมหมดคำถามกับรถเก่าๆ กับความเป็นอยู่ทันที ไม่ต้องมีเหตุผลไดอีกแล้ว เพราะการพนันทำให้พี่หมดตัว ไม่แปลกใจเลยที่ต้องมาเช็ดอวกบนรถทุกๆ วัน ที่จริงแล้วผมนั่งคุยอยู่กับผีตนหนึ่งเท่านั้นเอง

หลังจากนั้นตลอดเส้นทาง ผมนั่งเงียบและชมกับรถที่ผ่านไป พร้อมกับลมแรงจากบานกระจกที่ถูกเปิดออก ยิ่งนึ่งไกลเท่าไร ผมยิ่งรู้สึกถึงฝุ่นที่เกาะตามตัวผม

สุดท้ายในคืนนั้น เมื่อถึงบ้าน เปิดประตูได้....โดดลงบนเตียง และผมเลือกเพลงของ Miles Davis ที่เล่นใน Newport ปี 1958 มาฟังเพราะนี้คืออัลบั้มโปรดที่สุดของผม สำหรับ  Miles Davis
27 března

มาลองดู

ความจริงรู้สึกนานมากกับเรื่องที่กำลังจะเขียนลงไป ทุกๆ ถ้อยคำ มันบอกถึงความสถุลของสายพันธุ์ คนอยากเกิด ผมไม่รู้สึกอะไร เพราะรู้ตัวดีว่าที่มีอยู่ มันไม่มากมาย แต่ ไม่ได้น้อยไปกว่าใครคนอื่น ถึงแม้เส้นทางเดินที่ผ่านมาจะได้เสียวบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยทำอะไรเสียหาย และน่าเกลียด

            เดินเข้าออฟฟิศมาตอนเที่ยงแก่ๆ หลายคนออกไปกินข้าว หายไปกว่าครึ่ง เมื่อผมมาถึง ก็เลยเอาบ้างลงไปหาอะไรกิน ก่อนที่จะขึ้นมาทำงานต่ออีกนิด เพราะงานที่ผมต้องรับผิดชอบ ผมจัดการเรียบร้อยไปหมดแล้ว เลยทำให้วันนี้ว่าง และสุดแสนจะสบายๆ

                ตกเย็น………เข้าประชุมกัน โดยที่ไม่มีผม

เห็นทุกคนเดินออกไปแบบเงียบๆ ผมนอนฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ด้วยหูฟัง มองไป อ่าวพวกทีมทำหนังสือหายหมดเลย ไปไหนกันวะ…….ช่างแม่งงไม่เกี่ยวกับกู และก็นั่งฟังเพลงต่อ นานเข้า นานเข้า ไม่คิดสงใสอะไรมาก่อน พอเดินไปเยี่ยวแค่นั้นเหละ เห็นนั่งประชุมกันอยู่ ได้เลยยย ครับ ถ้าจะบอกว่าเรียกผม แล้วผมไม่ได้ยินยังดีซะ การที่ไม่เรียกเข้าประชุมด้วย นี้ตกลงว่าผมทำงานกับพวกคุณหรือเปล่า? ….อย่าคิดแบบนั้น มองในแง่ดี ก็คือ ว่าเค้ากลัวผมเหนื่อย ได้เลยยอมคิดแบบคนโง่ก็ได้สบายใจดี เดินลงไปข้างล้างดูดหรีเสร็จเรียบร้อย กำลังจะเดินเข้ามาทำงานต่อ เหลือทีมทำหนังสืออยู่ สองคน admin และ บก และทีมทำเว็บอดีตคนเคยทำหนังสืออีกหนึ่งคน ทาง admin กวักมือเรียก….ผมเปิดประตูเข้าไป และถามว่า ต้องเข้าไหมบก บอก ไม่ต้องเข้าแถม ไล่ (ไป ไป อีก) อ่าวหรอ….ตกลงว่าจะตัดสินใจทุกอย่างเองใช้ไหม  กูไม่ต้องตัดสินใจ เพราะกูไม่ใช้ บก แล้วหรอวะ อ่าวแล้วกูมาเขียนหนังสือทำซ้นตีนอะไร ผมเดินออกมา ฝ่ายผลิตมองหน้า และถามว่าไม่เข้าประชุมเหระ……ผมตอบไปว่า ไม่เห็นมีใครเรียกเลยไม่เข้า  เค้าบอกให้ผมไปเข้าประชุม แต่ผมบอกกลับไปว่า ถ้าไม่เรียกผมก็ไม่เข้า จะทำอะไรกันก็ทำไปเลย ความคิดของผมตอนนั้นแน่นอนละครับ รู้สึกแย่สุดๆ ทำงานกันแบบนี้ไม่ทำซะดีกว่า เกลียดสุดฤทธิ์

            พอเรื่องนี้เกิดขึ้นมันเลยทำให้ผมคิดกลับไปเรื่องตอนเช้า ที่ บก ถามว่าผมหายไปไหน…..อยากจะด่าจากใจนักเลงของผมเอง ว่า ไอ้ควย มึงรู้ไหมว่ากูกลับบ้าน 6 โมงเช้าเพราะทำงาน แล้วจะให้กูมาตรงเวลาทำเหี้ยอะไรวะ……อีกอย่างที่สำคัญมากที่สุด กูมาทำงานสาย กูโดนหักเงิน……ไม่ได้หักเงินมึงด้วย เงินของกู กูจะทำอะไรอย่างมาเสือกกก!!!!! ความรู้สึกของผมคือ ผมไม่ใช้ลูกน้องของใคร เพราะเราทำงานเท่ากัน ไม่มีพี่มีน้อง ถึงแม้วัยวุฒิผมจะน้อยกว่า แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่กูต้องเป็น ลูกน้อง ของใคร อยากจะถามกลับไปว่า พี่มาทำงาน เข้างานตรงเวลา เลิกงานตรงเวลา ไม่เคยช่วยงานกิจกรรมไดๆ แล้วพอถึงเวลาแบบนี้จะมาถามถึงผม ว่าผมหายหัวไปไหนทำไม สมองมีหรือเปล่าวะเฮ้ย…..แล้วอยากจะรู้นักว่าเคยพูดอะไรแล้วทำซักครั้งไหม เห็นแม่งผีตลอด จนผมเริ่มสงใส ว่าใจของพี่ซื้อได้ด้วยเงินใช้ไหม….ได้โปรดอย่าตอบ เพราะรู้ว่าแม่งถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์

ไม่รู้สึกน้อยใจ แต่เจ็บใจมากกว่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น เอาละ ไหนๆ ก็เหี้ยแล้ว ผมก็คงต้องขอเหี้ยให้สุด จากการมองเห็นในตอนนี้ เรื่องมาสาย พี่เค้าคงยกขึ้นมามาบ่นกับผมอีกทีแน่นอน ผมเตรียมคำตอบ ไว้เรียบร้อยแล้ว….ผมคงจะบอกว่า ถ้ารับไม่ได้ ไปบอกพี่คนที่มีอำนาจแล้วไล่ผมออกซะ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เงียบไป อย่ามาพูดให้ระคายเคืองแก้วหูใสๆ ของผมอีก คิดว่ากูง้อมึงหรือไง??? เรื่องงานมีอะไรคุยกันตรงๆ ถ้าจะให้พี่เป็นหัวหน้าผม ผมไม่ยอมรับ อยากสั่งอะไร ก็สั่งไป ผมก็แค่ไม่ทำ เสียใจด้วยที่เลือกคนผิด เพราะพี่คงไม่รู้ว่าผมเป็นโรค ติ๊ดแดก ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง สาเหตุที่ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง เพราะผมมีสมองไว้สั่งตัวเอง มีแนวทางแน่ชัดในการเดิน ไม่มามัวหลงๆ มึนๆ แล้วก็ใช้ชีวิตแบบไร้จุดมุ่งหมาย อีกอย่างถ้าอยากเกิดจนใจจะขาด มันห้ามไม่ได้หรอก เพราะทุกคนก็อยากมีเส้นทางที่เติบโตในสายอาชีพของตนเองทั้งนั้น  แต่จงอย่าสั่ง อยากพูดสิ่งที่ไม่รู้แน่ชัด เพราะผมจะรู้สึกเกลียดพี่ในทุกๆ ครั้งที่ทำแบบนี้ แต่ถ้าทนแสดงพลังไม่ไหว ก็มาลองดู รับลองว่า สนุกกันแน่นอน

24 března

เฮง

ในที่สุด ทุกอย่างที่เคยสงใส มันหมดแล้ว....หมดทุกอย่าง แต่มันไม่ใช้สิ่งสำคัญมากนักเพราะมันไม่อาจจะทำให้ผมจบชีวิต ลงได้ มันเป็นแค่เพียวความต้องการอะไร จากใครซักคน เป็นเพียงความรู้สึกที่ไม่ได้รับมายาวนาน และผมเริ่มต้องการมันอีกครั้ง กับใครบางคน แต่สุดท้ายแล้ว....ความต้องการนั้นหายไปในที่สุด หลงเหลือไว้เพียงความทรงจำที่ จะเก็บมาคิดซักกี่ร้อยกี่พันครั้งมันก็ทำให้ผมมีความสุข

รอดตัวไปอีกหนึ่งครั้ง
เรื่องเฮงๆ ที่ผ่านพ้นไป ในหน้า Blog ที่แล้ว ผมทำสินค้าที่สงมาทดสอบเจ๊งไปหนึ่งตัว แต่ทุกอย่างที่ผมกลัวๆ และลนลานไปรับงานจนทำให้ไม่มีเวลาแม้แต่ ถอดหายใจ มันได้จบลง ตรงที่ผมไม่ต้องควักเนื้อจายไป แต่สิ่งที่ทุกคนทำให้ผม ผมจะตอบแทนด้วยการเลียงแทนแล้วกัน 5555 ขอบคุณมากกกกก และมากที่สุด หลังจากที่จบเรื่องนี้ได้ผมสบายใจสุดๆ

แต่เรื่องเฮงๆก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น และมันทำให้ผมรู้ว่า การมอบบางสิ่งให้ใครบางคนโดยไม่หวังอะไรเลย มันเจ๋งขนาดไหน เคยคิดว่าการหยิบยื่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่การหยิบยื่นนั้นจะต้องไม่ทำให้เราเดือดร้อน ซึ่งหลายครั้งผมช่วยจนผมต้องเดือดร้อน และคนที่ได้รับความช่วยเหลือไม่เคยรู้เลยว่าผมต้องโดยอะไรบ้าง จนสุดท้าย เมื่อวันที่ผมต้องการความช่วยเหลือจริงๆ มาถึงอย่าไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน

ความเฮงเกิดจากเพื่อนเลิฟ
ได้ยินเสียงโทรศัพท์ตอนตีสอง ทั้งๆที่เหนื่อยและอยากนอน แต่ก็แปลกใจที่ทำไมอยู่ๆ โทรมาตอนนี้วะ ??? ผมตื่นนอนและรับโทรศัพท์ตอนตีสองของคืนวันพุธ อากาศร้อนๆในตอนกลางวัน มันมีผลต่อการทำงานในตอนกลางคืน สำหรับผม เหมือนกับการใช้พลังงานเพื่อสู้กับความร้อนในตอนเช้า พอตอนกลางคืนก็เลยหมดเรียวแรง และอยากที่จะนอนมากกว่าทำงาน

เพื่อนผมโทรมาเล่าให้ฟังถึงเหตุผล สำหรับการถอด HDD เพื่อไปถ่ายโอนข้อมูลงานบางอย่าง ที่มันดันอยู่ใน HDD ลูกที่ผมทำงาน เหตุเกิดจากความง่วงมันจึงทำให้ผมตัดสินใจได้ ห่วยแตก ที่สุดในชีวิต ผมบอกให้รุ่นน้องที่ทำงานด้วยกันเป็นประจำ ไปถอด HDD ออกจากเครื่องผมและรีบเอากลับมาคืนในวัน พฤหัส.......เพื่อนเลิฟบอก "ขอบคุณ และจะรีบเอากลับมาคืนให้ในเช้าวันพฤหัส เพื่อประกอบให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน"

นอนหลับฝันอย่างสบายฤทัย ไม่นานนัก ฝันดีๆในยามค่ำคืนกลายเป็น ฝันร้ายที่สุดในต้นฤดูร้อนของตัวผม

หัวใจที่ว้าวุ่นกับงานในวันศุกร์ ผมตื่นเต้นแต่ไม่แสดงออก เพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกเกรง และผมทำฮาๆ เพื่อให้ทุกคนผ่อนคลาย แต่ผมหัวใจจะวายตอนไหนไม่มีใครทราบ ราวๆบ่ายโมงนิดๆของวันพฤหัส......หลังจากที่กินข้าวได้ไม่นาน โทรศัพท์ดัง เป็นเสียงที่คุ้นเคยบอกรายงานว่า เอา HDD มาคืนให้แล้ว เดี๋ยวจัดการต่อไว้ให้ และจะออกไป ดูเหมือนวันนี้จะผ่านไปได้ด้วยดีอีกวัน แต่มันกลับตรงกันข้าม หลังจากนั่งเผ้าบูทอย่างสบายอารมณ์ไม่นาน โทรศัพท์จากคนคุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง ในใจยังคิดว่าคงรายงานว่าทำงานเสร็จเรียบร้อย พร้อมใช้งาน แต่ที่ไหนได้ละ....มันบอกบูทไม่ขึ้น ไอ้ผมก็ใจดีสู้เสือ ทั้งๆที่ตอนนี้อยากจะเดินออกจากที่นั้น และไปดูให้เห็นกับตาว่ามันเป็นอะไรวะ

ผมโทรเรียกไอ้โตให้เข้าไปดู อาการให้หน่อย เกรงใจสุดฤทธิ์ แต่วันนี้ต้องทำเพื่อความอยู่รอด

สายที่สามที่ได้รับ น้ำตาที่ไม่ได้มีไว้เสียให้กับสาวๆซักที เก็บไว้มานาน เสียให้แต่กับหนัง วันนี้เสียให้กับคอมซักหน่อยแระกัน.......ไอ้โต บอก "HDD เป็น BADDDDDDDDD” ตอนที่ได้ฟังถึงกับลมจับ เข่าอ่อน แขนไร้เรียวแรง ยังกับในหนังน้ำเน่า ประมาณฉากที่นางเอกเห็นพระเอกควงกับอีตัวร้าย และอยากจะไปวีนให้สุดฤทธิ์แต่ไม่สามารถทำได้ ทำได้แค่เพียงเลียแผลใจตัวเองอย่างเงียบๆ (ชีวิตจริงใครวะเนีย 55555)
ผมเดินไป 7-11 ในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฝ่าคนเป็นร้อย ที่เดินยุบยับเต็มไปหมด ยังกะคอมที่แม้งขายมันแจกฟรี เพื่อจะไปซิ้อบุหรีมาดูซักตัว ขาก็อ่อน เหงือก็แตก เพราะไอ้ HDD ลูกนั้นมันงานกูล้วนๆ ถ้ามันพังจริงๆก็คงได้ถึงการอวสานของความเหน็ดเหนื่อย และเงินทองที่จะได้รับ เพราะว่าคงไม่มีใครอยากจ้างคนที่ทำงานหายที่หนึ่ง 5 งานพร้อมกันจริงบ่

ได้บุหรีมาดูด กับหน้าซีดยังกับคนตายห่าไปชาติที่แล้ว แล้วก็ยังจะตายห่าอีกรอบในชาตินี้

หัวใจทำงานหนัง จากนิโคติน แต่สมองกลับทำงานหนักกว่า ด้วยต้องคิดหาถ้อยคำที่ดีและสวยงามเพื่อ บอกกับพี่ โย ว่า.....งานพี่ชิบหายเพราะผมนะครับพี่ คิดถึงหน้าพี่โย แล้วยิ่งทำให้ กระแสเลือดสูบฉีด พร้อมกับความอยากจะลงไปดิ้นๆตรงนั้นเลย อยากกรี๊ดดดดดดดดดดด อยากจะตอยยยยเพื่อน....อยากไร้เหตุและไร้ผล หยิบบุหรีตัวที่จุดดูด พ้นควัญให้สบายใจขึ้น แต่กลับไม่เลย จริงอย่างว่าที่การสูบหรี ที่จริงมันไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้น ยังไม่ดูดหมด......เพื่อนโทรมาบอกอีกที ว่าให้ทำใจ.....สุดท้ายเดินกลับบูทกับหน้าซีดๆ แต่พยามทำตัวสนุกๆ เพื่อไม่ให้ใครรู้

ตกเย็นพยามนั่งนิ่งๆและไม่คุยกับใคร เพราะรู้ว่าตอนนี้เหละ ชั่วโมงสำคัญ
แอบดีใจเล็กที่เก็บได้เวลากลับ แต่เย็นวันนั้น มีคนในเว็บบอร์ดมา พี่ก็ชวนไปกินข้าวพร้อมกับคำพูดแซวตลอดทั้งทาง เค้าบอกว่า "จะพังวันนี้หรือวันหน้ามันก็ไม่ต่างกันหรอก" โฮฮฮฮ้ยยยยย BADDDDDDDDDDDDDDDDDDDD เมาดีกว่าเว้ยยยยย วันนั้นก็เลยไปกินเหล้าซักหน่อย พยามที่จะไม่นึกถึงมัน แต่ในที่สุด สายโทรศัพท์ก็ดังจากเพื่อน ถามไถ่ข่าวคราว และสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คนทำหายหัวไปไหน ไม่มีใครทราบ ไม่โทรมาถามด้วย เลิฟ เลิฟ เลิฟ มึงจริงๆ (ความคิดในตอนนั้น) สุดท้ายในคืนนั้นนั่งกินกันจนได้เวลา ตีหนึ่งนิดๆ แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ผมมุ่งตรงที่ที่ออฟฟิศ เพื่อดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีอะไรที่พอจะแก้ไขได้หรือเปล่า

พอถึงออฟฟิศ...ผมแทบไม่อยากจะเดินเข้าไปในห้องทำงาน เพราะกลัวระเบิด
แต่ไหนๆแล้ว ยังไงสิ่งที่เกิดขึ้น มันก็เกิดไปแล้ว ปัญหามีไว้แก้ ไม่ใช้มีไว้กลัว ผมเดินตรงเข้าไปเปิดเครื่องดู และเป็นเช่นนั้น หลังจากนั้นวิธีต่างๆที่คิดไว้ ว่าจะช่วยกู้ไฟล์ออกมาได้บ้างก็เริ่ม เกิดขึ้น ตั้งแต่ตี 2 นิดๆ จนถึง 10 โมงเช้า ทำงานกันแบบไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันเลย แต่สุดท้ายไฟล์ที่ยังค้างอยู่ในเครื่องก็ยังหลงเหลืออยู่ราว 70ู% จากทั้งหมด นั่นก็หมายความว่ากู้ได้แค่ 30% เท่านั้น แต่ก็ยังดี

วันศุกร์ที่ผมต้องการความช่วยเหลือ....และความเข้าใจจากใครซักคน
ในเช้าวันนั้นได้คุยกับพี่เล็ก ที่ทำให้ผมบ่นอะไรได้มากมาย ขอบคุณมากกกครับ ที่รับฟังทุกครั้งที่ผมมีเรื่องที่ไม่สบายใจ และอยากจะระบายมันออกไปด้วยการพูด ผมรู้สึกดีตั้งแต่เช้าวันนั้น เพราะอะไรที่ผมอยากจะพูด ผมได้พูดมันออกไป ถึงแม้มันจะไม่ใช้เสียง ที่เป็นย่านความถี่ให้คนได้ยิน แต่ผมพูดจากใจที่เหนื่อยล้า ผ่านนิ้วและคีย์บอร์ดจากหน้าโปรแกรม MSN

ที่จริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งในวันพฤหัส ผมได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่มาตลอดเวลา หน้าไม่มืด แต่ตามัว สิ่งที่คิดได้ในตอนนั้นคือ ต่อจากนี้ไป ผมจะไม่โง่อีกแล้ว แต่คำว่าโง่ผมชอบมันมาก เพราะมันคอยย้ำเตือนผมเสมอว่า ผมยังเป็นมนุษย์ที่สามารถ "รักและโกรธเป็น" ใครบางคนที่เดินอยู่ข้างหน้าผม ผมต้องขอบคุณเค้า เพราะเค้าทำให้หัวใจผมได้ใช้งานบ้าง แต่ต่อจากนี้ ผมขอมันคืน....และคุณจะไม่มีวันได้มันไปอีกแล้ว วะ ฮะ ฮาาาาา

กลับมาเรื่องวันศุกร์ ตาดำคล้ำจากการไม่ได้นอน ทำให้ผมดูแย่มาก ผมไปที่บูท เพื่อทำหน้าที่ในวันนั้นให้เรียบร้อย แต่ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ วันศุกร์ผมมีพูดเรื่อง PSU แต่ทุกอย่างในนั้น ผ่านไปได้อย่างเฮฮา และสนุกสนาน

ตกเย็น คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณหรือเปล่า....หรือว่าเกิดกับตัวผม ทำไมถึงแปลกไป หรือผมได้รู้บางอย่างแล้ว ผมจะบอกว่าอย่างกังวลเลย ผมไม่รู้สึกอะไรหรอก ก็อีแค่เรื่อง.....ห่วยๆ ที่มันแค่ผ่านมาอีกครั้งในชีวิต

เย็นวันศุกร์ หัวใจที่อ่อนล้าจากภาพที่เห็น ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่ต้องการ แต่ในส่วนลึกของหัวใจ ยังมีบางสิ่งที่ผมต้องการ ถึงจะรู้ว่ามันไม่ดี ก็เหมือนกับดูดบุหรี ทั้งๆที่รู้ว่ามันจะเป็นมะเล็งแต่ก็ดูด
สุดท้ายผมก็ต้องยอมรับมันว่า ผมต้องการมันอยู่ดี ผมจึงต้องขอกลับบ้านก่อนอาบน้ำแล้วค่อยเข้าออฟฟิศรอบดึก.......

ไปถึงพร้อมกับความง่วงเต็มพิกัด แต่เกิดเรื่องประทับใจจนร้างกายมีเรียวแรง
เมื่อผมเดินทางไปถึง สตู..................ก้าวแรก ที่ย้างกายเข้าไป เต็มไปด้วยความคิดที่จะเอาข้อมูลกลับมาอย่างไร แต่เมื่อเปิดประตู แล้วพบกับคนคุ้นเคย และเพื่อนเลิฟที่ถ่อสังขารมาจากแดนไกล พร้อมกับคำว่า "มึงแม่งเคยระวังข้าวของเป็นไหมวะ" มันทำให้สมองมึนๆของผม งง และเกิดอยากถามว่า มาทำอะไรกันวะ...คำสุดท้ายที่ไอ้ภาคพูดคือ "มาช่วยมึงทำงานไงวะ" แล้วมันก็แบกสายสัญญาณกองใหญ่ๆ เดินไป

ผมหยุดนิ่ง และ น้ำตาแทบไหล

ขอบคุณสุดชีวิต....ที่ช่วยให้งานกูไม่พัง

หลังจากนั้นก็เริ่มทำงาน แบบอดหลับอดนอนอีกหนึ่งวัน จนถึงเช้าวันเสาร์ ผมก็กลับไปทำหน้าที่บางอย่างที่ต้องทำ และเพื่อนผมก็นอนหลับฝันดี กันทุกคน หวังว่า แต่ปัญหาก็คือ จะมีสองงานที่จะต้องตัดออกแน่นอนที่สุด และเซอร์ไพรส์ที่สองเกิดในเย็นวันเสาร์

เมื่อผมบอกความจริงทั้งหมดกับพี่โย ด้วยความรู้สึกผิดสุดๆ เค้าบอกผมว่า......ทำไมไม่บอกพี่ตั้งแต่แรก และก็สั่งสอนผมอีกยาว ด้วยความเป็นครู เค้าบอกผมถึงกระบวนการทำงาน และบอกว่าาผมพลาดตรงไหน ทำไมงานถึงล่าช้า และเกิดความเสียหาย เสียงที่พร้ำสอนผม ผมรู้สึกว่ามันเหมือนจะทำให้ผมจำไปตลอดชีวิต ขอบคุณครับพี่ สุดท้าย ผมคิดว่าเรื่องนี้มีแต่ความเฮง และผมยังมั่นใจขึ้นอีกเยอะ ว่าการช่วยเหลือ คนที่น่าช่วยบางคน เค้าตอบแทนอย่างคาดไม่ถึง และผมรู้สึกดีสุดๆ แต่กับบางคนช่วยให้ตายห่า มันไม่เคยคิดอะไรเลย ไม่อยากยกตัวอย่างว่าเป็นใคร แต่มีชื่อในในเรียบร้อยแล้วละ......

ส่วนวันเสาร์ และอาทิตย์ ที่ผ่านมา

อย่าถามว่า ผมทำอะไร ก็ทำงานนะสิ!

ปล.พิมพ์จาก neooffice คำตกหล่นอาจจะเยอะ ไว้ค่อยแก้....

05 března

เกิดขึ้นจากตัวกูเอง….

และแล้วความโชคดีก็มาเยือน แต่ราคาที่แลกไปแสนแพง บางครั้งความมั่นใจในอุปกรณ์ที่นำมาทดสอบ อาจจะกลายเป็นข้อเสียและทำให้ข้าวของพังก็เป็นไปได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมเขียนเรื่องอุปกรณ์ GPS จนเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมยังไม่ได้ถ่ายรูป พอวันนี้เกิดคึกคัก อยากได้รูปสวยๆจึงเอาเจ้า GPS ตัวนี้ไปติดกับกระจกที่ออฟฟิศและก็เริ่มถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีผมต้องเหงื่อตก เพราะเจ้าฐานตั้งตัว GPS เกิดร่วงตกลงพื้น


สิ่งแรกที่คิด แน่นอนละครับ….มันต้องเกิดการเสียหาย และจริงอย่านั้น หน้าจอแตกจนผมแทบไม่อยากจะหยิบมันขึ้นมาดู เมื่อผมหยิบมันขึ้นมาดู หัวใจเต้นรัว ร้างกายเริ่มร้อนด้วยอุภูมิความหวั่นใจ ในใจคิดแค่ว่าทำไมวันนี้โชคดีขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่พระทักมาจะเป็นจริง นี้มันแค่ต้นเดือนผมก็โดนแล้ว โอ่….ผมไม่อยากจะเชื่อเลย

ถึงแม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะทำให้ผม (อาจจะต้องเสียเงิน) แต่ก็ดีเหมือนกันต่อไปจะได้ระวังให้มากกว่านี้ การได้อุปกรณ์ดีๆมาทดสอบ มันทำให้ผมลืมไปว่า ถึงแม้จะมีราคาแพงแค่ไหน และดูแข็งแรง ผมที่เป็นคนทดสอบนิน่า ไม่ใช้ใครคนอื่น ต่อไปจงอย่ามั่นใจกับอะไรก็ตามที่นำมาทดสอบ


นี้เป็นสินค้าชิ้นแรกเลยก็ว่าได้ที่ผมทำมันพัง……โชคดีสุดๆ พักชิ้นแรกก็แพงมาเลย….55555555

ผมเริ่มคิด ว่าควรทำอย่างไร สิ่งแรกผมเดินไปข้างล้างเพื่อโทรหาพี่ชาย และบอกเรื่องงานที่ผมเคยคิดว่าจะไม่รับ เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่าจะรับมันมาทำ แบบอดหลับอดนอน อย่างน้อยมันก็ทำให้อุ่นกระเป๋าได้เหมือนกัน หวังว่าความโชคดีในครั้งนี้ จะทำให้อะไรๆดีขึ้น สาธุ


IMG_4217 IMG_4220

ดูกันชัด....นี้คือผลงานของผมเอง 55555555 ชีวิตเรื่องขำๆ แค่นี้ไม่ทำให้สลดได้นานมากนักหรอก

28 února

ที่จริงมันขึ้นอยู่กับคนให้รางวัล ว่าจะดีแค่ไหนหรอ?

หลายวันก่อนผมได้เห็นการประกาศผลรางวัลแห่งหนึ่ง ซึ่งมันเป็นกระทู้ที่เว็บชื่อดัง ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบฟังเพลง Soundtrack อยู่แล้ว และก็มักจะติดตามเชียร์ว่าปีนี้ใครจะได้ มักมีคนในใจอยู่เสมอ จนมาถึง วันที่รางวัลนี้ได้รับการประกาศในกระทู้แห่งหนึ่ง ซึ่งผมก็สงใสว่าเค้าเอาอะไรมาตัดสิน

 

"การโหวด หรือว่า ความชอบส่วนตัวของคนทำขึ้นมา"

 

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมันเหมือนกับงานที่ผมกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน สิ่งไดชอบก็ให้รางวัล อาจจะมีอ้างอิงจากสถาบันอื่นๆบ้างเรื่องของรางวัลที่มอบให้ แต่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวคนเขียนทั้งนั้น แต่คำถามที่เกิดขึ้นกับตัวผมก็คือ อะไรคือความเทียงธรรม กับรางวัลที่มอบให้

 

ในกระทู้มีหนัง 5 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัล

1 รักแห่งสยาม 2 Bable 3 Pan’s Labyrinth 4 Ratatouille 5 the Queen

 

ผมคิดในใจระหว่างเห็นชื่อผู้เข้าชิงรางวัล มันช่าง…..แตกต่างกันเหลือเกิน แต่หลังจากที่ได้ฟังเพลงที่ตัดออกมาเป็นตัวอย่างแล้ว ผมพบว่า……ความแตกต่างของช่วงอารมณ์ในหนังมันมากมายเหลือเกิน ซึ่งจุดนี้ผมเข้าใจดีว่าออสก้าก็ทำแบบนี้ เค้าเลือกช่วงที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนั้นๆ กับบทเพลงที่เข้าทำให้คนอาจจะเสียน้ำตาได้ เมื่อผมดู

 

รักแห่งสยาม (กิตติ เครือมณี) ไม่ได้ว่าหนังไม่ดี ผมรู้สึกเฉยๆกับเพลง และเรื่องราว แต่กลับเข้าใจแบบที่หลายคนคิดกันว่า ทุกชีวิตเติบโตด้วยความรัก

กิตติ เครือมณี ได้รับรางวัลสตาร์พิกส์ไทยฟิล์มสอวอร์ดส ครั้งที่ 5 สาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยม เรื่องรักแห่งสยาม

Bable (Gustavo Santaolalla) เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ผมดูแล้ว หยุดนิ่ง และต้องปิดก่อนที่จบเรื่อง ผมดูจากแผ่น DVD Zone1 มันบีบอารมณ์ให้ผมต้องปิดและนั่งร้องไห้ก่อนที่จะดูจบเรื่องด้วยความคิดที่ว่า ฉากสุดท้ายต้องกลายเป็นฝันร้ายสำหรับผมแน่ๆ แต่เมื่อเปิดต่อก็ต้องนั่งร้องไห้เพราะสุดท้าย มันไม่ใช้อย่างที่คิด เพลงของ Bable เน้นที่ความเรียบง่ายจากเครื่องสายที่สื่ออารมณ์ ผมชอบแต่คิดว่ามันยังไม่โดดเด่นพอที่จะได้รางวัล แต่สำหรับบทและการแสดงแล้ว…..สุดยอดจริงๆเรื่องนี้

Gustavo Santaolalla ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองครั้ง จากหนังสองเรื่อง Brokeback Mountain และ Bable

Pan’s Labyrinth (Javier Navarrete) เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ได้ดูในโรงหนังเพราะคิดว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นหนังเบาสมองเนื่องจากชื่อไทย มันเหมือนหนังเด็กมากมาย แต่พอได้ดูแล้วกลับพบว่า ความจริงบนโลกใบนี้มันช่างโหดร้ายกว่าที่เราคิดไว้เสมอ

Javier Navarrete ชื่ออาจจะแปลกๆเนื่องจากเค้าเป็นคนสันชาติสเปน เคยผ่านงานเจ๋งๆมากหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น The Devil's Backbone และภาพยนตร์สเปนอีกหลายเรื่อง สำหรับ Pan’s Labyrinth เรื่องนี้ได้รางวัล Best Original Music Score ในปี 2006

The Queen (Alexandre Desplat) สำหรับเรื่องนี้สิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจด้วยตัวผมเองจากการรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้…..ขอไม่เขียนดีกว่าครับ เอาไว้คุยกัน แน่นอนมันเป็นด้านลบ สำหรับเพลงประกอบนั้น ผมยอมรับว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว ถึงแม้จะพลาดรางวัลออสก้าไป

Ratatouille (Michael Giacchino) กับหนูที่มีความฝันอยากจะไปเป็นพ่อครัว การ์ตูนเรื่องนี้คงไม่ต้องพูดถึงให้มากมายว่ามันดีซักแค่ไหน เพราะผมได้เขียนไว้แล้วก่อนหน้านี้ ความชอบส่วนตัวผม ถ้าใครไม่ชอบก็ขอโทษด้วย สำหรับเพลงก็อีกนั้นเหละครับ ผมก็เขียนไว้ซะมากมายเพราะผมชอบเรื่องนี้จริงๆ ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ได้เสียน้ำตา แต่เต็มอิ่มกับคำพูดและสิ่งที่หนูตัวนี้แสดงออกมา มันสะท้อนบางสิ่ง บางแง่มุม สำหรับคนที่ไม่มีโอกาส ผมรักเจ้าหนูตัวนี้จริงๆ

Michael Giacchino คงไม่ต้องพูดถึงมากมาย เพราะเคยเขียนถึงเค้าไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่ปีนี้ถึงแม้มีชื่อเข้าชิงรางวัล สาขา Music (Score) จากเรื่อง Ratatouille แต่ก็ต้องพลาดให้กับ Atonement ซึ่งผมยังไม่ได้ฟัง และเร็วๆนี้คงหามาฟัง

 

สิ่งที่ผมสงใสก็คือ คนที่ตัดรางวัลเอาอะไรมาตัดสินว่าเรื่องไหนควรได้ ทำไม และเพราะอะไร มันก็ใกล้เคียงกับงานของผมที่ต้องตัดสินว่าใครควรจะได้รางวัล เคยมีลูกค้ารายหนึ่งถามมาว่าทำไมสินเค้าของเค้าถึงไม่ได้รางวัล ทั้งๆที่เมืองนอกให้รางวัลมา (รางวัลด้านดีไซน์) ผมตอบได้แค่เพียงเรื่องเทคนิค สินค้าที่ส่วนใหญ่ผมได้ทดสอบจะเป็นลำโพง และอุปกรณ์ที่ต้องใช้ความชอบส่วนตัวมาตัดสิน เพราะมันไม่มีคะแนนแบบการทดสอบสินค้าประเภทอื่นที่มีโปรแกรมทดสอบและได้ผลคะแนนมาอ้างอิง บางครั้งผมหนักใจที่จะตอบคำถามเหมือนกัน ว่าทำไมถึงได้รางวัล แต่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมในด้านเทคนิค

กลับมาที่เรื่องหนัง หลังจากที่ได้เห็นว่า รักแห่งสยาม ได้รับรางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์แห่งปี ผมก็เลยสงใสนิดๆว่า เรื่องอื่นมีจุดดี จุดด้อยแตกต่างกันยังไง ทำไมถึงต้องเป็นรักแห่งสยาม หรือเพราะกระแสหนังมันแรง เพลงคนร้องได้ทั้งประเทศ หรือว่ามันเป็นที่สังคมไทยเลือกฟังเฉพาะเพลงที่ร้องตามได้ หรือว่าอะไรงะ…..สงใสจัง

          สิ่งที่กำลังเขียน ไม่ได้ว่าหนังเรื่อง รักแห่งสยาม ไม่ดี ผมเฉยๆกับหนังเรื่องนี้ แค่สงใสเท่านั้นไม่มีอะไรนอกจากนี้จริงๆ เพราะถึงมีมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จริงไหม  แต่สุดท้ายนี้ ถ้าตัวผมจะให้รางวัลระหว่างหนังเรื่องนี้ผมคงให้ Pan’s Labyrinth แน่ๆ ถึงแม้จะรู้ว่าใจผมชอบเจ้าหนูเบสตึง จาก Ratatouille มากเพียงได

25 února

Quick shoot 004

เที่ยว ThailandGameShow แบบคนเมาๆ

1.11.1  1.21.2 22

 

33  44  55  66

77  88  99

งานเปิดตัว Macbookair เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

1010  1111  1212

1313  1414

สุดท้ายงานไรมะรู้ ลืมแระแต่เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ

1515  1616

 ISO – F – Speed Shutter

 

1.1   500 – F4.5 – 1/60

1.2   640 – F2.5 – 1/80

2      640 – 2.8 – 1/80

3      640 – F2.8 -1/60

4      640 – F2.88 – 1/125

5      640 – F2.5 – 1/80

6      640 – F2.8 – 1/80

7      640 – F2.5 – 1/40

8      640 – F2.5- 1/40

9      500 – F2.5 – 1/100

10    640 – F3.2 – 1/60

11    640 – F2.2 – 1/40

12    640 – F3.2 – 1/30

13    640 – F3.2 – 1/30

14    640 – F3.2 – 1/80

15    400 – F5 – 1/40

16    400 – F3.5 – 1/160

 

1.2, 2, 3 ถ่ายน้องคนนี้มาหลายรูป จนคนที่ไปด้วยถามว่า จะไปได้ยัง!” 555555

1-9 ถ่ายตอนเมาค้าง ไรเหตุผล และไม่มีความคม งาน TGS ไม่สนุกอย่างที่คิดไว้

10-14 งานแถลงข่าว Macbook air โดย Tony Li เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

15, 16 จำชื่องานไม่ได้ แต่เกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยีห้อหนึ่ง