| Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists | Help |
|
27 March มาลองดูความจริงรู้สึกนานมากกับเรื่องที่กำลังจะเขียนลงไป ทุกๆ ถ้อยคำ มันบอกถึงความสถุลของสายพันธุ์ คนอยากเกิด ผมไม่รู้สึกอะไร เพราะรู้ตัวดีว่าที่มีอยู่ มันไม่มากมาย แต่ ไม่ได้น้อยไปกว่าใครคนอื่น ถึงแม้เส้นทางเดินที่ผ่านมาจะได้เสียวบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยทำอะไรเสียหาย และน่าเกลียด เดินเข้าออฟฟิศมาตอนเที่ยงแก่ๆ หลายคนออกไปกินข้าว หายไปกว่าครึ่ง เมื่อผมมาถึง ก็เลยเอาบ้างลงไปหาอะไรกิน ก่อนที่จะขึ้นมาทำงานต่ออีกนิด เพราะงานที่ผมต้องรับผิดชอบ ผมจัดการเรียบร้อยไปหมดแล้ว เลยทำให้วันนี้ว่าง และสุดแสนจะสบายๆ ตกเย็น………เข้าประชุมกัน โดยที่ไม่มีผม เห็นทุกคนเดินออกไปแบบเงียบๆ ผมนอนฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ด้วยหูฟัง มองไป อ่าวพวกทีมทำหนังสือหายหมดเลย ไปไหนกันวะ…….ช่างแม่งงไม่เกี่ยวกับกู และก็นั่งฟังเพลงต่อ นานเข้า นานเข้า ไม่คิดสงใสอะไรมาก่อน พอเดินไปเยี่ยวแค่นั้นเหละ เห็นนั่งประชุมกันอยู่ ได้เลยยย ครับ ถ้าจะบอกว่าเรียกผม แล้วผมไม่ได้ยินยังดีซะ การที่ไม่เรียกเข้าประชุมด้วย นี้ตกลงว่าผมทำงานกับพวกคุณหรือเปล่า? ….อย่าคิดแบบนั้น มองในแง่ดี ก็คือ ว่าเค้ากลัวผมเหนื่อย ได้เลยยอมคิดแบบคนโง่ก็ได้สบายใจดี เดินลงไปข้างล้างดูดหรีเสร็จเรียบร้อย กำลังจะเดินเข้ามาทำงานต่อ เหลือทีมทำหนังสืออยู่ สองคน admin และ บก และทีมทำเว็บอดีตคนเคยทำหนังสืออีกหนึ่งคน ทาง admin กวักมือเรียก….ผมเปิดประตูเข้าไป และถามว่า “ต้องเข้าไหม” บก บอก “ไม่ต้องเข้าแถม ไล่ (ไป ไป อีก)” อ่าวหรอ….ตกลงว่าจะตัดสินใจทุกอย่างเองใช้ไหม กูไม่ต้องตัดสินใจ เพราะกูไม่ใช้ บก แล้วหรอวะ อ่าวแล้วกูมาเขียนหนังสือทำซ้นตีนอะไร ผมเดินออกมา ฝ่ายผลิตมองหน้า และถามว่าไม่เข้าประชุมเหระ……ผมตอบไปว่า ไม่เห็นมีใครเรียกเลยไม่เข้า เค้าบอกให้ผมไปเข้าประชุม แต่ผมบอกกลับไปว่า ถ้าไม่เรียกผมก็ไม่เข้า จะทำอะไรกันก็ทำไปเลย ความคิดของผมตอนนั้นแน่นอนละครับ รู้สึกแย่สุดๆ ทำงานกันแบบนี้ไม่ทำซะดีกว่า เกลียดสุดฤทธิ์ พอเรื่องนี้เกิดขึ้นมันเลยทำให้ผมคิดกลับไปเรื่องตอนเช้า ที่ บก ถามว่าผมหายไปไหน…..อยากจะด่าจากใจนักเลงของผมเอง ว่า ไอ้ควย มึงรู้ไหมว่ากูกลับบ้าน 6 โมงเช้าเพราะทำงาน แล้วจะให้กูมาตรงเวลาทำเหี้ยอะไรวะ……อีกอย่างที่สำคัญมากที่สุด กูมาทำงานสาย กูโดนหักเงิน……ไม่ได้หักเงินมึงด้วย เงินของกู กูจะทำอะไรอย่างมาเสือกกก!!!!! ความรู้สึกของผมคือ ผมไม่ใช้ลูกน้องของใคร เพราะเราทำงานเท่ากัน ไม่มีพี่มีน้อง ถึงแม้วัยวุฒิผมจะน้อยกว่า แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่กูต้องเป็น ลูกน้อง ของใคร อยากจะถามกลับไปว่า พี่มาทำงาน เข้างานตรงเวลา เลิกงานตรงเวลา ไม่เคยช่วยงานกิจกรรมไดๆ แล้วพอถึงเวลาแบบนี้จะมาถามถึงผม ว่าผมหายหัวไปไหนทำไม สมองมีหรือเปล่าวะเฮ้ย…..แล้วอยากจะรู้นักว่าเคยพูดอะไรแล้วทำซักครั้งไหม เห็นแม่งผีตลอด จนผมเริ่มสงใส ว่าใจของพี่ซื้อได้ด้วยเงินใช้ไหม….ได้โปรดอย่าตอบ เพราะรู้ว่าแม่งถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่รู้สึกน้อยใจ แต่เจ็บใจมากกว่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น เอาละ ไหนๆ ก็เหี้ยแล้ว ผมก็คงต้องขอเหี้ยให้สุด จากการมองเห็นในตอนนี้ เรื่องมาสาย พี่เค้าคงยกขึ้นมามาบ่นกับผมอีกทีแน่นอน ผมเตรียมคำตอบ ไว้เรียบร้อยแล้ว….ผมคงจะบอกว่า ถ้ารับไม่ได้ ไปบอกพี่คนที่มีอำนาจแล้วไล่ผมออกซะ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เงียบไป อย่ามาพูดให้ระคายเคืองแก้วหูใสๆ ของผมอีก คิดว่ากูง้อมึงหรือไง??? เรื่องงานมีอะไรคุยกันตรงๆ ถ้าจะให้พี่เป็นหัวหน้าผม ผมไม่ยอมรับ อยากสั่งอะไร ก็สั่งไป ผมก็แค่ไม่ทำ เสียใจด้วยที่เลือกคนผิด เพราะพี่คงไม่รู้ว่าผมเป็นโรค ติ๊ดแดก ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง สาเหตุที่ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง เพราะผมมีสมองไว้สั่งตัวเอง มีแนวทางแน่ชัดในการเดิน ไม่มามัวหลงๆ มึนๆ แล้วก็ใช้ชีวิตแบบไร้จุดมุ่งหมาย อีกอย่างถ้าอยากเกิดจนใจจะขาด มันห้ามไม่ได้หรอก เพราะทุกคนก็อยากมีเส้นทางที่เติบโตในสายอาชีพของตนเองทั้งนั้น แต่จงอย่าสั่ง อยากพูดสิ่งที่ไม่รู้แน่ชัด เพราะผมจะรู้สึกเกลียดพี่ในทุกๆ ครั้งที่ทำแบบนี้ แต่ถ้าทนแสดงพลังไม่ไหว ก็มาลองดู รับลองว่า สนุกกันแน่นอน 24 March เฮงในที่สุด ทุกอย่างที่เคยสงใส มันหมดแล้ว....หมดทุกอย่าง แต่มันไม่ใช้สิ่งสำคัญมากนักเพราะมันไม่อาจจะทำให้ผมจบชีวิต ลงได้ มันเป็นแค่เพียวความต้องการอะไร จากใครซักคน เป็นเพียงความรู้สึกที่ไม่ได้รับมายาวนาน และผมเริ่มต้องการมันอีกครั้ง กับใครบางคน แต่สุดท้ายแล้ว....ความต้องการนั้นหายไปในที่สุด หลงเหลือไว้เพียงความทรงจำที่ จะเก็บมาคิดซักกี่ร้อยกี่พันครั้งมันก็ทำให้ผมมีความสุข รอดตัวไปอีกหนึ่งครั้ง เรื่องเฮงๆ ที่ผ่านพ้นไป ในหน้า Blog ที่แล้ว ผมทำสินค้าที่สงมาทดสอบเจ๊งไปหนึ่งตัว แต่ทุกอย่างที่ผมกลัวๆ และลนลานไปรับงานจนทำให้ไม่มีเวลาแม้แต่ ถอดหายใจ มันได้จบลง ตรงที่ผมไม่ต้องควักเนื้อจายไป แต่สิ่งที่ทุกคนทำให้ผม ผมจะตอบแทนด้วยการเลียงแทนแล้วกัน 5555 ขอบคุณมากกกกก และมากที่สุด หลังจากที่จบเรื่องนี้ได้ผมสบายใจสุดๆ แต่เรื่องเฮงๆก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น และมันทำให้ผมรู้ว่า การมอบบางสิ่งให้ใครบางคนโดยไม่หวังอะไรเลย มันเจ๋งขนาดไหน เคยคิดว่าการหยิบยื่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่การหยิบยื่นนั้นจะต้องไม่ทำให้เราเดือดร้อน ซึ่งหลายครั้งผมช่วยจนผมต้องเดือดร้อน และคนที่ได้รับความช่วยเหลือไม่เคยรู้เลยว่าผมต้องโดยอะไรบ้าง จนสุดท้าย เมื่อวันที่ผมต้องการความช่วยเหลือจริงๆ มาถึงอย่าไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ความเฮงเกิดจากเพื่อนเลิฟ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ตอนตีสอง ทั้งๆที่เหนื่อยและอยากนอน แต่ก็แปลกใจที่ทำไมอยู่ๆ โทรมาตอนนี้วะ ??? ผมตื่นนอนและรับโทรศัพท์ตอนตีสองของคืนวันพุธ อากาศร้อนๆในตอนกลางวัน มันมีผลต่อการทำงานในตอนกลางคืน สำหรับผม เหมือนกับการใช้พลังงานเพื่อสู้กับความร้อนในตอนเช้า พอตอนกลางคืนก็เลยหมดเรียวแรง และอยากที่จะนอนมากกว่าทำงาน เพื่อนผมโทรมาเล่าให้ฟังถึงเหตุผล สำหรับการถอด HDD เพื่อไปถ่ายโอนข้อมูลงานบางอย่าง ที่มันดันอยู่ใน HDD ลูกที่ผมทำงาน เหตุเกิดจากความง่วงมันจึงทำให้ผมตัดสินใจได้ ห่วยแตก ที่สุดในชีวิต ผมบอกให้รุ่นน้องที่ทำงานด้วยกันเป็นประจำ ไปถอด HDD ออกจากเครื่องผมและรีบเอากลับมาคืนในวัน พฤหัส.......เพื่อนเลิฟบอก "ขอบคุณ และจะรีบเอากลับมาคืนให้ในเช้าวันพฤหัส เพื่อประกอบให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน" นอนหลับฝันอย่างสบายฤทัย ไม่นานนัก ฝันดีๆในยามค่ำคืนกลายเป็น ฝันร้ายที่สุดในต้นฤดูร้อนของตัวผม หัวใจที่ว้าวุ่นกับงานในวันศุกร์ ผมตื่นเต้นแต่ไม่แสดงออก เพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกเกรง และผมทำฮาๆ เพื่อให้ทุกคนผ่อนคลาย แต่ผมหัวใจจะวายตอนไหนไม่มีใครทราบ ราวๆบ่ายโมงนิดๆของวันพฤหัส......หลังจากที่กินข้าวได้ไม่นาน โทรศัพท์ดัง เป็นเสียงที่คุ้นเคยบอกรายงานว่า เอา HDD มาคืนให้แล้ว เดี๋ยวจัดการต่อไว้ให้ และจะออกไป ดูเหมือนวันนี้จะผ่านไปได้ด้วยดีอีกวัน แต่มันกลับตรงกันข้าม หลังจากนั่งเผ้าบูทอย่างสบายอารมณ์ไม่นาน โทรศัพท์จากคนคุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง ในใจยังคิดว่าคงรายงานว่าทำงานเสร็จเรียบร้อย พร้อมใช้งาน แต่ที่ไหนได้ละ....มันบอกบูทไม่ขึ้น ไอ้ผมก็ใจดีสู้เสือ ทั้งๆที่ตอนนี้อยากจะเดินออกจากที่นั้น และไปดูให้เห็นกับตาว่ามันเป็นอะไรวะ ผมโทรเรียกไอ้โตให้เข้าไปดู อาการให้หน่อย เกรงใจสุดฤทธิ์ แต่วันนี้ต้องทำเพื่อความอยู่รอด สายที่สามที่ได้รับ น้ำตาที่ไม่ได้มีไว้เสียให้กับสาวๆซักที เก็บไว้มานาน เสียให้แต่กับหนัง วันนี้เสียให้กับคอมซักหน่อยแระกัน.......ไอ้โต บอก "HDD เป็น BADDDDDDDDD” ตอนที่ได้ฟังถึงกับลมจับ เข่าอ่อน แขนไร้เรียวแรง ยังกับในหนังน้ำเน่า ประมาณฉากที่นางเอกเห็นพระเอกควงกับอีตัวร้าย และอยากจะไปวีนให้สุดฤทธิ์แต่ไม่สามารถทำได้ ทำได้แค่เพียงเลียแผลใจตัวเองอย่างเงียบๆ (ชีวิตจริงใครวะเนีย 55555) ผมเดินไป 7-11 ในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฝ่าคนเป็นร้อย ที่เดินยุบยับเต็มไปหมด ยังกะคอมที่แม้งขายมันแจกฟรี เพื่อจะไปซิ้อบุหรีมาดูซักตัว ขาก็อ่อน เหงือก็แตก เพราะไอ้ HDD ลูกนั้นมันงานกูล้วนๆ ถ้ามันพังจริงๆก็คงได้ถึงการอวสานของความเหน็ดเหนื่อย และเงินทองที่จะได้รับ เพราะว่าคงไม่มีใครอยากจ้างคนที่ทำงานหายที่หนึ่ง 5 งานพร้อมกันจริงบ่ ได้บุหรีมาดูด กับหน้าซีดยังกับคนตายห่าไปชาติที่แล้ว แล้วก็ยังจะตายห่าอีกรอบในชาตินี้ หัวใจทำงานหนัง จากนิโคติน แต่สมองกลับทำงานหนักกว่า ด้วยต้องคิดหาถ้อยคำที่ดีและสวยงามเพื่อ บอกกับพี่ โย ว่า.....งานพี่ชิบหายเพราะผมนะครับพี่ คิดถึงหน้าพี่โย แล้วยิ่งทำให้ กระแสเลือดสูบฉีด พร้อมกับความอยากจะลงไปดิ้นๆตรงนั้นเลย อยากกรี๊ดดดดดดดดดดด อยากจะตอยยยยเพื่อน....อยากไร้เหตุและไร้ผล หยิบบุหรีตัวที่จุดดูด พ้นควัญให้สบายใจขึ้น แต่กลับไม่เลย จริงอย่างว่าที่การสูบหรี ที่จริงมันไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้น ยังไม่ดูดหมด......เพื่อนโทรมาบอกอีกที ว่าให้ทำใจ.....สุดท้ายเดินกลับบูทกับหน้าซีดๆ แต่พยามทำตัวสนุกๆ เพื่อไม่ให้ใครรู้ ตกเย็นพยามนั่งนิ่งๆและไม่คุยกับใคร เพราะรู้ว่าตอนนี้เหละ ชั่วโมงสำคัญ แอบดีใจเล็กที่เก็บได้เวลากลับ แต่เย็นวันนั้น มีคนในเว็บบอร์ดมา พี่ก็ชวนไปกินข้าวพร้อมกับคำพูดแซวตลอดทั้งทาง เค้าบอกว่า "จะพังวันนี้หรือวันหน้ามันก็ไม่ต่างกันหรอก" โฮฮฮฮ้ยยยยย BADDDDDDDDDDDDDDDDDDDD เมาดีกว่าเว้ยยยยย วันนั้นก็เลยไปกินเหล้าซักหน่อย พยามที่จะไม่นึกถึงมัน แต่ในที่สุด สายโทรศัพท์ก็ดังจากเพื่อน ถามไถ่ข่าวคราว และสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คนทำหายหัวไปไหน ไม่มีใครทราบ ไม่โทรมาถามด้วย เลิฟ เลิฟ เลิฟ มึงจริงๆ (ความคิดในตอนนั้น) สุดท้ายในคืนนั้นนั่งกินกันจนได้เวลา ตีหนึ่งนิดๆ แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ผมมุ่งตรงที่ที่ออฟฟิศ เพื่อดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีอะไรที่พอจะแก้ไขได้หรือเปล่า พอถึงออฟฟิศ...ผมแทบไม่อยากจะเดินเข้าไปในห้องทำงาน เพราะกลัวระเบิด แต่ไหนๆแล้ว ยังไงสิ่งที่เกิดขึ้น มันก็เกิดไปแล้ว ปัญหามีไว้แก้ ไม่ใช้มีไว้กลัว ผมเดินตรงเข้าไปเปิดเครื่องดู และเป็นเช่นนั้น หลังจากนั้นวิธีต่างๆที่คิดไว้ ว่าจะช่วยกู้ไฟล์ออกมาได้บ้างก็เริ่ม เกิดขึ้น ตั้งแต่ตี 2 นิดๆ จนถึง 10 โมงเช้า ทำงานกันแบบไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันเลย แต่สุดท้ายไฟล์ที่ยังค้างอยู่ในเครื่องก็ยังหลงเหลืออยู่ราว 70ู% จากทั้งหมด นั่นก็หมายความว่ากู้ได้แค่ 30% เท่านั้น แต่ก็ยังดี วันศุกร์ที่ผมต้องการความช่วยเหลือ....และความเข้าใจจากใครซักคน ในเช้าวันนั้นได้คุยกับพี่เล็ก ที่ทำให้ผมบ่นอะไรได้มากมาย ขอบคุณมากกกครับ ที่รับฟังทุกครั้งที่ผมมีเรื่องที่ไม่สบายใจ และอยากจะระบายมันออกไปด้วยการพูด ผมรู้สึกดีตั้งแต่เช้าวันนั้น เพราะอะไรที่ผมอยากจะพูด ผมได้พูดมันออกไป ถึงแม้มันจะไม่ใช้เสียง ที่เป็นย่านความถี่ให้คนได้ยิน แต่ผมพูดจากใจที่เหนื่อยล้า ผ่านนิ้วและคีย์บอร์ดจากหน้าโปรแกรม MSN ที่จริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งในวันพฤหัส ผมได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่มาตลอดเวลา หน้าไม่มืด แต่ตามัว สิ่งที่คิดได้ในตอนนั้นคือ ต่อจากนี้ไป ผมจะไม่โง่อีกแล้ว แต่คำว่าโง่ผมชอบมันมาก เพราะมันคอยย้ำเตือนผมเสมอว่า ผมยังเป็นมนุษย์ที่สามารถ "รักและโกรธเป็น" ใครบางคนที่เดินอยู่ข้างหน้าผม ผมต้องขอบคุณเค้า เพราะเค้าทำให้หัวใจผมได้ใช้งานบ้าง แต่ต่อจากนี้ ผมขอมันคืน....และคุณจะไม่มีวันได้มันไปอีกแล้ว วะ ฮะ ฮาาาาา กลับมาเรื่องวันศุกร์ ตาดำคล้ำจากการไม่ได้นอน ทำให้ผมดูแย่มาก ผมไปที่บูท เพื่อทำหน้าที่ในวันนั้นให้เรียบร้อย แต่ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ วันศุกร์ผมมีพูดเรื่อง PSU แต่ทุกอย่างในนั้น ผ่านไปได้อย่างเฮฮา และสนุกสนาน ตกเย็น คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณหรือเปล่า....หรือว่าเกิดกับตัวผม ทำไมถึงแปลกไป หรือผมได้รู้บางอย่างแล้ว ผมจะบอกว่าอย่างกังวลเลย ผมไม่รู้สึกอะไรหรอก ก็อีแค่เรื่อง.....ห่วยๆ ที่มันแค่ผ่านมาอีกครั้งในชีวิต เย็นวันศุกร์ หัวใจที่อ่อนล้าจากภาพที่เห็น ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่ต้องการ แต่ในส่วนลึกของหัวใจ ยังมีบางสิ่งที่ผมต้องการ ถึงจะรู้ว่ามันไม่ดี ก็เหมือนกับดูดบุหรี ทั้งๆที่รู้ว่ามันจะเป็นมะเล็งแต่ก็ดูด สุดท้ายผมก็ต้องยอมรับมันว่า ผมต้องการมันอยู่ดี ผมจึงต้องขอกลับบ้านก่อนอาบน้ำแล้วค่อยเข้าออฟฟิศรอบดึก....... ไปถึงพร้อมกับความง่วงเต็มพิกัด แต่เกิดเรื่องประทับใจจนร้างกายมีเรียวแรง เมื่อผมเดินทางไปถึง สตู..................ก้าวแรก ที่ย้างกายเข้าไป เต็มไปด้วยความคิดที่จะเอาข้อมูลกลับมาอย่างไร แต่เมื่อเปิดประตู แล้วพบกับคนคุ้นเคย และเพื่อนเลิฟที่ถ่อสังขารมาจากแดนไกล พร้อมกับคำว่า "มึงแม่งเคยระวังข้าวของเป็นไหมวะ" มันทำให้สมองมึนๆของผม งง และเกิดอยากถามว่า มาทำอะไรกันวะ...คำสุดท้ายที่ไอ้ภาคพูดคือ "มาช่วยมึงทำงานไงวะ" แล้วมันก็แบกสายสัญญาณกองใหญ่ๆ เดินไป ผมหยุดนิ่ง และ น้ำตาแทบไหล ขอบคุณสุดชีวิต....ที่ช่วยให้งานกูไม่พัง หลังจากนั้นก็เริ่มทำงาน แบบอดหลับอดนอนอีกหนึ่งวัน จนถึงเช้าวันเสาร์ ผมก็กลับไปทำหน้าที่บางอย่างที่ต้องทำ และเพื่อนผมก็นอนหลับฝันดี กันทุกคน หวังว่า แต่ปัญหาก็คือ จะมีสองงานที่จะต้องตัดออกแน่นอนที่สุด และเซอร์ไพรส์ที่สองเกิดในเย็นวันเสาร์ เมื่อผมบอกความจริงทั้งหมดกับพี่โย ด้วยความรู้สึกผิดสุดๆ เค้าบอกผมว่า......ทำไมไม่บอกพี่ตั้งแต่แรก และก็สั่งสอนผมอีกยาว ด้วยความเป็นครู เค้าบอกผมถึงกระบวนการทำงาน และบอกว่าาผมพลาดตรงไหน ทำไมงานถึงล่าช้า และเกิดความเสียหาย เสียงที่พร้ำสอนผม ผมรู้สึกว่ามันเหมือนจะทำให้ผมจำไปตลอดชีวิต ขอบคุณครับพี่ สุดท้าย ผมคิดว่าเรื่องนี้มีแต่ความเฮง และผมยังมั่นใจขึ้นอีกเยอะ ว่าการช่วยเหลือ คนที่น่าช่วยบางคน เค้าตอบแทนอย่างคาดไม่ถึง และผมรู้สึกดีสุดๆ แต่กับบางคนช่วยให้ตายห่า มันไม่เคยคิดอะไรเลย ไม่อยากยกตัวอย่างว่าเป็นใคร แต่มีชื่อในในเรียบร้อยแล้วละ...... ส่วนวันเสาร์ และอาทิตย์ ที่ผ่านมา อย่าถามว่า ผมทำอะไร ก็ทำงานนะสิ! ปล.พิมพ์จาก neooffice คำตกหล่นอาจจะเยอะ ไว้ค่อยแก้.... 05 March เกิดขึ้นจากตัวกูเอง….และแล้วความโชคดีก็มาเยือน แต่ราคาที่แลกไปแสนแพง บางครั้งความมั่นใจในอุปกรณ์ที่นำมาทดสอบ อาจจะกลายเป็นข้อเสียและทำให้ข้าวของพังก็เป็นไปได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมเขียนเรื่องอุปกรณ์ GPS จนเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมยังไม่ได้ถ่ายรูป พอวันนี้เกิดคึกคัก อยากได้รูปสวยๆจึงเอาเจ้า GPS ตัวนี้ไปติดกับกระจกที่ออฟฟิศและก็เริ่มถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีผมต้องเหงื่อตก เพราะเจ้าฐานตั้งตัว GPS เกิดร่วงตกลงพื้น
สิ่งแรกที่คิด แน่นอนละครับ….มันต้องเกิดการเสียหาย และจริงอย่านั้น หน้าจอแตกจนผมแทบไม่อยากจะหยิบมันขึ้นมาดู เมื่อผมหยิบมันขึ้นมาดู หัวใจเต้นรัว ร้างกายเริ่มร้อนด้วยอุภูมิความหวั่นใจ ในใจคิดแค่ว่าทำไมวันนี้โชคดีขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่พระทักมาจะเป็นจริง นี้มันแค่ต้นเดือนผมก็โดนแล้ว โอ่….ผมไม่อยากจะเชื่อเลย
ถึงแม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะทำให้ผม (อาจจะต้องเสียเงิน) แต่ก็ดีเหมือนกันต่อไปจะได้ระวังให้มากกว่านี้ การได้อุปกรณ์ดีๆมาทดสอบ มันทำให้ผมลืมไปว่า ถึงแม้จะมีราคาแพงแค่ไหน และดูแข็งแรง ผมที่เป็นคนทดสอบนิน่า ไม่ใช้ใครคนอื่น ต่อไปจงอย่ามั่นใจกับอะไรก็ตามที่นำมาทดสอบ นี้เป็นสินค้าชิ้นแรกเลยก็ว่าได้ที่ผมทำมันพัง……โชคดีสุดๆ พักชิ้นแรกก็แพงมาเลย….55555555
ผมเริ่มคิด ว่าควรทำอย่างไร สิ่งแรกผมเดินไปข้างล้างเพื่อโทรหาพี่ชาย และบอกเรื่องงานที่ผมเคยคิดว่าจะไม่รับ เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่าจะรับมันมาทำ แบบอดหลับอดนอน อย่างน้อย…มันก็ทำให้อุ่นกระเป๋าได้เหมือนกัน หวังว่าความโชคดีในครั้งนี้ จะทำให้อะไรๆดีขึ้น สาธุ
ดูกันชัด....นี้คือผลงานของผมเอง 55555555 ชีวิตเรื่องขำๆ แค่นี้ไม่ทำให้สลดได้นานมากนักหรอก 28 February ที่จริงมันขึ้นอยู่กับคนให้รางวัล ว่าจะดีแค่ไหนหรอ?หลายวันก่อนผมได้เห็นการประกาศผลรางวัลแห่งหนึ่ง ซึ่งมันเป็นกระทู้ที่เว็บชื่อดัง ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบฟังเพลง Soundtrack อยู่แล้ว และก็มักจะติดตามเชียร์ว่าปีนี้ใครจะได้ มักมีคนในใจอยู่เสมอ จนมาถึง วันที่รางวัลนี้ได้รับการประกาศในกระทู้แห่งหนึ่ง ซึ่งผมก็สงใสว่าเค้าเอาอะไรมาตัดสิน
"การโหวด หรือว่า ความชอบส่วนตัวของคนทำขึ้นมา"
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมันเหมือนกับงานที่ผมกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน สิ่งไดชอบก็ให้รางวัล อาจจะมีอ้างอิงจากสถาบันอื่นๆบ้างเรื่องของรางวัลที่มอบให้ แต่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวคนเขียนทั้งนั้น แต่คำถามที่เกิดขึ้นกับตัวผมก็คือ อะไรคือความเทียงธรรม กับรางวัลที่มอบให้
ในกระทู้มีหนัง 5 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัล 1 รักแห่งสยาม 2 Bable 3 Pan’s Labyrinth 4 Ratatouille 5 the Queen
ผมคิดในใจระหว่างเห็นชื่อผู้เข้าชิงรางวัล มันช่าง…..แตกต่างกันเหลือเกิน แต่หลังจากที่ได้ฟังเพลงที่ตัดออกมาเป็นตัวอย่างแล้ว ผมพบว่า……ความแตกต่างของช่วงอารมณ์ในหนังมันมากมายเหลือเกิน ซึ่งจุดนี้ผมเข้าใจดีว่าออสก้าก็ทำแบบนี้ เค้าเลือกช่วงที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนั้นๆ กับบทเพลงที่เข้าทำให้คนอาจจะเสียน้ำตาได้ เมื่อผมดู
รักแห่งสยาม (กิตติ เครือมณี) ไม่ได้ว่าหนังไม่ดี ผมรู้สึกเฉยๆกับเพลง และเรื่องราว แต่กลับเข้าใจแบบที่หลายคนคิดกันว่า ทุกชีวิตเติบโตด้วยความรัก กิตติ เครือมณี ได้รับรางวัลสตาร์พิกส์ไทยฟิล์มสอวอร์ดส ครั้งที่ 5 สาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยม เรื่องรักแห่งสยาม Bable (Gustavo Santaolalla) เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ผมดูแล้ว หยุดนิ่ง และต้องปิดก่อนที่จบเรื่อง ผมดูจากแผ่น DVD Zone1 มันบีบอารมณ์ให้ผมต้องปิดและนั่งร้องไห้ก่อนที่จะดูจบเรื่องด้วยความคิดที่ว่า ฉากสุดท้ายต้องกลายเป็นฝันร้ายสำหรับผมแน่ๆ แต่เมื่อเปิดต่อก็ต้องนั่งร้องไห้เพราะสุดท้าย มันไม่ใช้อย่างที่คิด เพลงของ Bable เน้นที่ความเรียบง่ายจากเครื่องสายที่สื่ออารมณ์ ผมชอบแต่คิดว่ามันยังไม่โดดเด่นพอที่จะได้รางวัล แต่สำหรับบทและการแสดงแล้ว…..สุดยอดจริงๆเรื่องนี้ Gustavo Santaolalla ได้รับรางวัลออสก้าถึงสองครั้ง จากหนังสองเรื่อง Brokeback Mountain และ Bable Pan’s Labyrinth (Javier Navarrete) เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ได้ดูในโรงหนังเพราะคิดว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นหนังเบาสมองเนื่องจากชื่อไทย มันเหมือนหนังเด็กมากมาย แต่พอได้ดูแล้วกลับพบว่า ความจริงบนโลกใบนี้มันช่างโหดร้ายกว่าที่เราคิดไว้เสมอ Javier Navarrete ชื่ออาจจะแปลกๆเนื่องจากเค้าเป็นคนสันชาติสเปน เคยผ่านงานเจ๋งๆมากหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น The Devil's Backbone และภาพยนตร์สเปนอีกหลายเรื่อง สำหรับ Pan’s Labyrinth เรื่องนี้ได้รางวัล Best Original Music Score ในปี 2006 The Queen (Alexandre Desplat) สำหรับเรื่องนี้สิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจด้วยตัวผมเองจากการรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้…..ขอไม่เขียนดีกว่าครับ เอาไว้คุยกัน แน่นอนมันเป็นด้านลบ สำหรับเพลงประกอบนั้น ผมยอมรับว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว ถึงแม้จะพลาดรางวัลออสก้าไป Ratatouille (Michael Giacchino) กับหนูที่มีความฝันอยากจะไปเป็นพ่อครัว การ์ตูนเรื่องนี้คงไม่ต้องพูดถึงให้มากมายว่ามันดีซักแค่ไหน เพราะผมได้เขียนไว้แล้วก่อนหน้านี้ ความชอบส่วนตัวผม ถ้าใครไม่ชอบก็ขอโทษด้วย สำหรับเพลงก็อีกนั้นเหละครับ ผมก็เขียนไว้ซะมากมายเพราะผมชอบเรื่องนี้จริงๆ ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ได้เสียน้ำตา แต่เต็มอิ่มกับคำพูดและสิ่งที่หนูตัวนี้แสดงออกมา มันสะท้อนบางสิ่ง บางแง่มุม สำหรับคนที่ไม่มีโอกาส ผมรักเจ้าหนูตัวนี้จริงๆ Michael Giacchino คงไม่ต้องพูดถึงมากมาย เพราะเคยเขียนถึงเค้าไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่ปีนี้ถึงแม้มีชื่อเข้าชิงรางวัล สาขา Music (Score) จากเรื่อง Ratatouille แต่ก็ต้องพลาดให้กับ Atonement ซึ่งผมยังไม่ได้ฟัง และเร็วๆนี้คงหามาฟัง
สิ่งที่ผมสงใสก็คือ คนที่ตัดรางวัลเอาอะไรมาตัดสินว่าเรื่องไหนควรได้ ทำไม และเพราะอะไร มันก็ใกล้เคียงกับงานของผมที่ต้องตัดสินว่าใครควรจะได้รางวัล เคยมีลูกค้ารายหนึ่งถามมาว่าทำไมสินเค้าของเค้าถึงไม่ได้รางวัล ทั้งๆที่เมืองนอกให้รางวัลมา (รางวัลด้านดีไซน์) ผมตอบได้แค่เพียงเรื่องเทคนิค สินค้าที่ส่วนใหญ่ผมได้ทดสอบจะเป็นลำโพง และอุปกรณ์ที่ต้องใช้ความชอบส่วนตัวมาตัดสิน เพราะมันไม่มีคะแนนแบบการทดสอบสินค้าประเภทอื่นที่มีโปรแกรมทดสอบและได้ผลคะแนนมาอ้างอิง บางครั้งผมหนักใจที่จะตอบคำถามเหมือนกัน ว่าทำไมถึงได้รางวัล แต่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมในด้านเทคนิค กลับมาที่เรื่องหนัง หลังจากที่ได้เห็นว่า รักแห่งสยาม ได้รับรางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์แห่งปี ผมก็เลยสงใสนิดๆว่า เรื่องอื่นมีจุดดี จุดด้อยแตกต่างกันยังไง ทำไมถึงต้องเป็นรักแห่งสยาม หรือเพราะกระแสหนังมันแรง เพลงคนร้องได้ทั้งประเทศ หรือว่ามันเป็นที่สังคมไทยเลือกฟังเฉพาะเพลงที่ร้องตามได้ หรือว่าอะไรงะ…..สงใสจัง สิ่งที่กำลังเขียน ไม่ได้ว่าหนังเรื่อง รักแห่งสยาม ไม่ดี ผมเฉยๆกับหนังเรื่องนี้ แค่สงใสเท่านั้นไม่มีอะไรนอกจากนี้จริงๆ เพราะถึงมีมันก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จริงไหม แต่สุดท้ายนี้ ถ้าตัวผมจะให้รางวัลระหว่างหนังเรื่องนี้ผมคงให้ Pan’s Labyrinth แน่ๆ ถึงแม้จะรู้ว่าใจผมชอบเจ้าหนูเบสตึง จาก Ratatouille มากเพียงได 25 February Quick shoot 004เที่ยว ThailandGameShow แบบคนเมาๆ
งานเปิดตัว Macbookair เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สุดท้ายงานไรมะรู้ ลืมแระแต่เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ ISO – F – Speed Shutter
1.1 500 – F4.5 – 1/60 1.2 640 – F2.5 – 1/80 2 640 – 2.8 – 1/80 3 640 – F2.8 -1/60 4 640 – F2.88 – 1/125 5 640 – F2.5 – 1/80 6 640 – F2.8 – 1/80 7 640 – F2.5 – 1/40 8 640 – F2.5- 1/40 9 500 – F2.5 – 1/100 10 640 – F3.2 – 1/60 11 640 – F2.2 – 1/40 12 640 – F3.2 – 1/30 13 640 – F3.2 – 1/30 14 640 – F3.2 – 1/80 15 400 – F5 – 1/40 16 400 – F3.5 – 1/160
1.2, 2, 3 ถ่ายน้องคนนี้มาหลายรูป จนคนที่ไปด้วยถามว่า “จะไปได้ยัง!” 555555 1-9 ถ่ายตอนเมาค้าง ไรเหตุผล และไม่มีความคม งาน TGS ไม่สนุกอย่างที่คิดไว้ 10-14 งานแถลงข่าว Macbook air โดย Tony Li เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา 15, 16 จำชื่องานไม่ได้ แต่เกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยีห้อหนึ่ง 11 February Quick Shoot 002 + Mini Trip 003
Quick Shoot 002 – Cake
Mini Trip 003 - ไปทะเลกันดีกว่า
ปล. ทริปนี้ไปน่าเสียดายที่นางแบบไม่ยอมให้ถ่ายรูปเลย รอบหน้าไปกันใหม่นะจ๊ะ รอบนี้มีรูปทะเลน้อยมาก เพราะเมฆลงเหมือนฝนจะตกตลอดทั้งบ่าย ก็เลยไม่คค่อยได้ฟิลแบบภาพสดใสเท่าไร สิ่งหนึ่งหลังจากทีได้ใช้ 50mm ตลอดทั้งทริป ผมพบว่ามันเป็นเลนส์ที่คุ้มสุดๆ _________________________________________ Quick Shoot 002 – Cake
ISO – F – Speed Shutter – EV
1. ISO 250 – F3.2 – 1/50 - +2 2. ISO 250 – F4.5 – 1/60 – +1.33 3. ISO 250 – F3.2 – 1/50 - +1.33 4. ISO 250 – F2.2 – 1/50 - +1 5. ISO 400 – F2.2 – 1/160 - +1.67 6. ISO 400 – F2.2 – 1/50 - +2 7. ISO 400 – F2.2 – 1/60 - +2 8. ISO 400 – F2.2 – 1/80 - +2 9. ISO 400 – F2.8 – 1/60 - +2 10. ISO 400 – F2.2 – 1/100 - +2 11. ISO 400 – F3.2 – 1/40 - +2 12. ISO 400 – F2.5 – 1/40 - +2
Mini Trip 003 ไปทะเลกันดีกว่า
ISO – F – Speed Shutter – EV
13. ISO 100 – F13 – 15” - +1 14. ISO 2000 – F1.8 – 1/80 15. ISO 320 – F5.6 – 1/320 - +1.67 16. ISO 320 – F9 – 1/500 - +1.67 17. ISO 320 – F6.3 – 1/400 - +1.67 18. ISO 320 – F7.1 – 1/100 - +1.67 19. ISO 320 – F8 – 1/320 - +1.67 20. ISO 320 – F4.5 – 1/400 - +1.67 21. ISO 320 – F7.1 – 1/125 - +1.67 22. ISO 320 – F10 – 1/125 - +1.67 23. ISO 320 – F5 – 1/500 - +1.67 24. ISO 320 – F9 – 1/160 - +1.67 25. ISO 320 – F6.3 – 1/500 - +1.67 26. ISO 320 – F6.3 – 1/2000 27. ISO 100 – F2 – 1/15 - + 0.33 28. ISO 1250 – F2.8 – 1/100 - + 3 29. ISO 1250 – F2 – 1/20 - +3 30. ISO 1250 – F2.5 – 1/15 - +3 31. ISO 1600 – F1.8 – 1/15 - +4 32. ISO 1600 – F1.8 – 1/40 - +3.33 33. ISO 1600 – F1.8 – 1/40 - +3.33 34. ISO 1600 – F1.8 – 1/60 - +3.33 35. ISO 1600 – F1.8 – 1/60 - +3.33 36. ISO 1600 – F1.8 – 1/50 - +3.33 37. ISO 1600 – F1.8 – 1/50 - +3.33 38. ISO 1600 – F1.8 – 1/50 - +3.33 39. ISO 1600 – F1.8 – 1/50 - +3.33 40. ISO 1600 – F1.8 – 1/50 - +3.33 10 February วันอาทิตย์วันนี้เป็นวันที่ผมเลือกที่จะเดินทางอย่างลำพัง ตามภาษาผู้ชายโสด ทำสิ่งที่อยากทำ เที่ยวและกินกับสิ่งที่อยาก วันเวลาและคำถามอันมากมายเกี่ยวกับใครบางคนที่ผมแอบมองอยู่ จะหมดลงไม่ช้าก็เร็ว ภายในสัปดาห์นี้ ผมอยากรู้ว่าสิ่งที่ผมคิดมันถูกหรือผิด ผมเพียงแค่คิดไปผู้เอง หรือเค้าคิดด้วย ผมถามตัวเองในขณะที่ยืนมองทะเลอย่างเดียวดาย ถ้าผมไม่ยอมพูดอะไรออกไป ไม่ยอมถามและไม่สรุป ปล่อยให้วันเวลามันร่วงเลยผ่าน มันยิ่งทำให้ผมหมดกำลังใจ และหมดลงอย่างรวดเร็ว เหมือนใบไม้ร่วงหล่นซึ่งมันใช้เวลาไม่นานก็ถึงพื้น แต่การสร้างขึ้นมา มันใช้ทั้งความตั้งใจและความหวัง สุดท้ายสิ่งที่เหลือไว้ก็คือก้านไม้แห้งๆที่ไม่มีชีวิตชีวา ลมทะเลพัดแรง มันเหมือนชายหาดแห่งนี้มีผมเพียงลำพัง ไร้ผู้คน ผมนั่งลงและคิดว่า ผมควรจะทำเช่นไรดี ในเมื่อหัวใจที่อยู่ในร้างกายมันดูท่าจะแย่....ลงทุกๆวัน ผมจะทำมันให้จบภายในสัปดาห์นี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ต้องพูดบางอย่างออกไป เพื่อให้มันจบซักที ผมเบื่อการที่ต้องนั่งคิดเอง ว่าทำไม และเพราะอะไร ถึงแม้คนรอบข้างจะบอกว่ามันใช่ แต่ผมก็ไม่ได้รู้จากตัวเค้าว่า ใช่หรือไม่ ผมต้องการเพียงแครู้ว่าเป็นเช่นไรเท่านั้น ถึงแม้ว่าเรื่องทั้งหมด มันจะจบลงที่ ดีหรือแย่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับกลับมาแน่ๆ คือหัวใจผมเอง...ที่จะกลับคืนมาเป็นของผม และผมจะได้พร้อมที่เริ่มต้นใหม่กับใครซักคน 07 February Quick Shoot 001ปิดท้ายด้วยรูปนี้แล้วกันครับ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ ทิ้งท้ายก่อนไป รูปในออฟฟิศนะครับ พอดีมีเกมออนไลน์มาเลยได้โอกาศถ่ายซะเลย อยากถ่ายนางแบบนี้คนอะ ตาสวยผมชอบ ถ้าไปถ่ายแบบแต่งตัวหวานๆคงจะดีไม่ใช้น้อย…..สำหรับรูปใบที่ 31- 33 อาจจะดูแคบๆมุมดูแปลกพิลึก เนื่องจากผมใช้เลนส์ 50mm เลยทำให้ภาพดูแย่มากครับ แทบทุกรูป ส่วนภาพที่ 34 – 38 ก็ยังไม่ค่อยถูกใจผมอีกเหละ อยากพาน้องเค้าไปถ่ายรูปหวานๆ น่าจะเข้าท่ากว่าการจับมีด หน้าทำโหด……..จริงไหม
ภาพที่ชอบ 12. โผล่จากควัน 18. หัวใจอยู่ที่มือ 19. ไฟร่วงลงดิด ดูแล้วมันเหมือนเคลื่อนไหว 21. มังกรพ้นไฟ คนพ้นควัน 22. มังกร นันยาง
ISO – F – Speed Shutter – EV
1. ISO320 –F4 – 1/320 - +0.33 2. ISO320 – F4 – 1/320 - +0.33 3. ISO320 – F4 – 1/320 - +0.33 4. ISO320 – F4 – 1/320 - +0.33 5. ISO320 – F4 – 1/320 - +0.33 6. ISO320 – F4 – 1/320 - +0.33 7. ISO320 – F3.2 – 1/500 - +0.33 8. ISO320 – F6.3 – 1/640 - +0.33 9. ISO320 – F2.8 – 1/400 - +0.33 10. ISO320 – F2.8 – 1/200 - +0.67 11. ISO320 – F5.6 – 1/100 - +0.67 12. ISO320 – F4 – 1/400 - +0.33 13. ISO320 – F2.8 – 1/400 - +0.33 14. ISO320 – F2.8 – 1/4000 15. ISO320 – F3.2 – 1/200 - +0.33 16. ISO320 – F2.8 – 1/250 - +0.33 17. ISO320 – F5.6 – 1/80 - +0.33 18. ISO320 – F5 – 1/125 - +0.67 19. ISO320 – F4 – 1/200 - +0.33 20. ISO320 – F4 – 1/250 - +0.33 21. ISO320 – F2.5 – 1/250 - +0.33 22. ISO320 – F5 – 1/80 - +0.33 23. ISO320 – F2.5 – 1/200 - +0.33 24. ISO320 – F2.5 – 1/320 - +0.67 25. ISO320 – F2.5 – 1/200 - +1.00 26. ISO320 – F2.8 – 1/320 - +1.00 27. ISO320 – F2.8 – 1/200 - +0.33 28. ISO320 – F4 – 1/250 - +0.33 29. ISO320 – F2.8 – 1/320 - +0.33 30. ISO320 – F2.8 -1/50 - +1.67 31. ISO640 – F2 – 1/100 - +1.33 32. ISO640 – F2 – 1/125 - +0.67 33. ISO640 – F1.8 – 1/200 - + 0.67 34. ISO640 – F1.8 – 1/200 - +0.67 35. ISO640 – F1.8 – 1/200 - +0.67 36. ISO640 – F1.8 – 1/200 - +0.67 37. ISO640 – F1.8 – 1/200 - +0.67 38. ISO640 – F2.8 – 1/160 - + 2.0 39. ISO 320 – F2.5 – 1/200 - +1.0 06 February Mini Trip 002
ISO – F – Speed Shutter – WB - EV
1. ISO 400, F7.1, 1/160 2. ISO 400, F4, 1/40 3. ISO 400, F4, 1/160 4. ISO 400, F5, 1/80 5. ISO 400, F2.5, 1/640 6. ISO 400, F2.8, 1/125, Kelvin Manual 7. ISO 400, F2.5, 1/640 8. ISO 400, F2.5, 1/2500 9. ISO 400, F2.5, 1/640 10. ISO 800, F1.8, 1/15, Cloudy weather, +
วันอาทิตย์ช่วงบ่ายแก่ๆ ผมได้มีโอกาสแวะไปถนนเยาวราช ด้วยความคิดที่ว่าจะไปหาอะไรกินให้อร่อยซักหน่อย แต่ผิดแผนเมื่อออกจากบ้านด้วยความหิว เลยซัดข้าวหน้าปากซอยไปก่อน ในใจคิดว่ากว่าจะฝ่ารถติดๆไปถึงคงจะหิวพอดี แต่ที่ไหนได้…….ไปถึงแล้วกลับหิวน้ำอย่างเดียว วันนั้นเลยไม่ได้กินอะไรนอกจากน้ำและกลับบ้านมามือเปล่า….ไว้โอกาสหน้าที่ผมมีเรียวแรงเยอะกว่านี้ จะแวะเวียนไปใหม่ 03 February คืนวันศุกร์ ที่ร้านสีส้มหลายวันมานี้ มีบางสิ่งที่ผมต้องคิดอย่างหนัก ผมไม่สามารถเขียนเรื่องอะไรก็ตามที่ผมอยากระบายออกมาเป็นตัวหนังสือลงบน Blog ได้ เนื่องจากหัวใจผมมันคงไม่อยากพูดเรื่องที่กำลังคิด เพราะมันคงมีผลกระทบหลายคน วันศุกร์ที่ผ่าน หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยคิดเปลี่ยนไป มันต่างจากการไปงานขอบคุณของสินค้าทั่วๆไป และมันดีกว่านั้นเยอะ การที่เราได้พูดคุยกับคนที่เราอยากจะพูดด้วยเสมอมา แชร์บางอย่างและเล่าถึงชีวิตตัวเอง มันทำให้ผมย้อนคิดถึงความต้องการของตัวเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมากับคำว่า "รักใครซักคน" ผมใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดียวบนโลกเหงาๆใบนี้ แต่ในค่ำคืนวันศุกร์ ที่ร้านสีส้ม ทำให้ผมต้องกลับมาถามตัวเองว่า พร้อมหรือยัง? คืนหนึ่งที่ร้านสีส้ม ลมแรง ถนนเต็มไปด้วยรถในคืนวันศุกร์ เราไปถึงที่งานสาย แต่ก็โชคดีที่มีผู้ใหญ่ใจดีสองคนที่เดินมาถามและให้นั่งด้วยกัน ผมถ่ายรูปตามปรกติ เพื่อเอามาทำข่าว ดูเหมือนจะไมีมีอะไรพิเศษในคืนนี้ เมื่องานเริ่มเราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมาย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ผมหิวแต่ให้เค้าได้กินก่อน โดยที่ผมลงมาตักข้าวให้ ทำไมผมถึงไม่กิน ความคิดในตอนนั้นคือถ้ากินแล้วกลัวจะไม่ได้รูป ก็เลยต้องลงมารอถ่ายรูป แต่ระยะแย่มาก เมื่ออะไรต่ออะไรจบลง เราก็ยังนั่งกันต่อไป โดยที่ผมบอกว่า ผมขอดู ป้อม ออโต้บาน เค้าตกลงโดยไม่มีคำถาม หลังจากนั้นเราก็ถ่ายรูปกัน.....แล้วเริ่มคุยกันหลายๆอย่าง ถ่ายไปขำไปเพราะพยามจะใช้เพราะใช้ Flash หัวกล้อง แสงมันเลยแปลกๆขำๆ และหน้าตาเค้าก็ขำมากด้วย เค้าจับกล้องเพื่อถ่ายรูปผม ผมมองท่าทางและการจับกล้อง เค้าจับดูแข็งแรงดีนะ ผมชอบท่าตอนเค้าเล็งมากๆ แต่กล้องมันกลับโฟกัสไม่ได้เนื่องจากผมตั้งโฟกัสติดซ้าย แล้วทางซ้ายมันมืดมาก เลยโฟกัสวืดตลอด สรุปแล้ววันนั้นผมได้รูปตัวเองสองใบ ใบแรกใช้ Flash หน้าเมาสุดๆ ทั้งที่ไม่ได้กินเหล้า เอามาดูแล้วยังตกใจ....รูปสองมืด แต่ดีแล้วเหละ ผมไม่ชอบให้ใครมาถ่ายรูปผมไม่รู้ทำไม แต่ผมกลับชอบถ่ายคนอื่น 5555555 พอวงดนตรีแรกจบการแสดง มันเป็นช่วงเวลาที่เราหยุดถ่ายรูป แล้วนั่งที่โต๊ะ เค้าถามผมตอนเห็นคนถือเหล้าขึ้นมาว่าไม่กินหรอ ผมคิด....ถ้าผมกินแล้วผมเมา ผมจะพาคุณกลับบ้านอย่างปลอดภัยได้ไหม....ผมเลยบอกไปว่าไม่กิน แต่คนยกขึ้นมาพูดอะไรไม่รู้ ผมเลยได้กินหนึ่งแก้ว เค้าลองกินดู แล้วบอกว่ารดชาดมันแย่มาก ผมกินเหล้าในขณะท้องว่าง ผมก็รู้สึกแย่ที่มันร้อนท้อง...แต่ไม่ใช้ปัญหา เราเริ่มพูดคุยกัน เวลามันผ่านไปเร็วจนผมจำเรื่องต่างๆที่เราพูดกันไม่ได้ ภาพที่ผมพอจะคิดออกคือผมนั่งอยู่ด้านข้างและเค้าหันหลังมองลงไปที่เวที พร้อมด้วยการจับผมตัวเองเล่น แล้วหันกลับมามองผมเป็นระยะ ระยะ พี่ป้อม ออโต้บาน ขึ้นเล่นกับบรรยากาศเหงาๆ ผมถามว่ารู้จักไหม เค้าตอบไม่รู้จัก ผมไม่รู้จะยกตัวอย่างเพลงไหนขึ้นมา แต่ผมแน่ใจว่าทุกคนคงเคยได้ยินผลงานของพี่เค้า เพลงแรกที่พี่ป้อมเล่น ผมมองผู้หญิงคนนี้จากด้านหลัง เค้ามองลงไปที่เวทีและตั้งใจฟัง ผมแอบยิ้มอยู่ด้านหลัง ผมกำลังมองผู้หญิงคนที่ผมอยากจะพูดด้วยทุกๆวัน ผมกำลังมองคนที่ผมได้แต่แอบคิดถึงในบางเวลาที่ผมเหงา วันนี้เค้าอยู่ตรงหน้าผมแล้ว เค้าหันหลังมาหาผมและยิ้มให้ พร้อมกับถามผมว่า จะเป็นเพลงแบบนี้ไปตลอดเลยหรือเปล่า เพลงแรกจำชื่อศิลปินไม่ได้แต่เป็นเพลงบรรเลง วงเล่นสองคนคือ keyboard กับ guitar ผมตอบ อืม แต่จริงๆแค่อำ 5555 เพลงที่สองขึ้นเราเริ่มคุยกัน แลกเปลี่ยนบางสิ่ง เราคุยกันแค่เรื่องของเรา ผมอยากให้เค้าเล่าเรื่องตัวเค้าผมฟังมากๆ ผมไม่อยากพูด ผมอยากฟังเท่าที่เวลาจะมีให้ผมได้ฟัง แต่มันก็ใกล้หมดลงในทุกๆครั้งที่เข็มนาฬิกาเดินไป จนถึงเพลงที่สาม เรายังคุยกันไม่หยุด เพลงนี้ผมชอบเป็นพิเศษ Every Breath You Take ของ The Police ผมบอกเค้า และเค้าหันไปฟังอย่างตั้งใจ ผมอยากบอกกับเค้าว่าเพลงนี้ผมอยากให้คุณฟังเพราะมันเหมือนกับความรู้สึกบางอย่างในตัวผมตอนนี้ ทุกๆอย่างที่คุณทำ ผมมองคุณด้วยความสนใจอยู่น่ะ แต่ผมพูดได้ไม่เต็มปาก เค้าให้ผมแปลให้ฟัง แต่ผมเลือกที่จะไม่แปลเพราะกลัวเค้าจะรู้บางอย่างที่ผมคิดกำลังคิดในใจ และกลัวว่า ใจผมจะคิดดังเกินไป หลังจากที่เพลงนี้จบ เราตัดสินใจไปกินข้าวกัน เพราะทั้งวันของวันศุกร์ไม่มีเม็ดข้าวตกถึงท้องผมเลย แต่.....ก่อนจะกลับแวะเข้าห้องน้ำกันก่อน พอเดินลงไปถึงชั้นล้าง เพลง More Than Words ของ Extreme ขึ้น ทำไมมันตรงกับความรู้สึกผมในขณะนั้น ผมอยากจะฟังทุกๆอย่างที่เค้าจะเล่ามา และผมอยากจะพูดถ้ามันทำให้เวลาเดินช้าลง แต่ในความจริงเราไม่สามารถควบคุมเวลาไม่ให้เดินได้ เราเดินออกจากร้านสีส้มในตอน 5 ทุ่มๆนิดๆ กับเพลงส่งท้าย More Than Words ที่จบลงเมื่อเราเปิดประตูร้านออกมา ภายนอกร้านลมแรงเหมือนฝนจะตก มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปซะแล้วในช่วงนี้ อากาศเย็นกำลังดี ผมพาเธอเดินในที่คนน้อยๆ เราจะได้เดินกันสะดวกๆ ในระหว่างที่เดินเราก็ยังพูดคุยเรื่องต่างๆ หลายสิ่งหลายๆอย่าง ตลอดทั้งทางเหมือนมีเราแค่สองคนเดินอยู่ เราเดินกันจนสุดทาง ผมรู้ว่าเวลาใกล้หมดลงไปในทุกๆที เรานั่งกิ้นข้าวกัน โชคร้ายที่จานผมรดชาดแย่มาก จนแทบกินไม่ได้ และดูเหมือนจานเค้าจะอร่อยจนเค้ากินหมด ผมแค่คิดว่าคนที่บ้านกำลังรอเค้าอยู่หรือเปล่า แค่เพียงถาม คนที่บ้านเค้าก็โทรมา และแล้วคงถึงเวลที่เราจะกลับบ้านกันแล้ว.....เค้าถามผมว่า "จะไปส่งเค้าหรือเปล่า" ผมคิดอยู่แล้วว่าต้องไปส่งเพราะดูเวลามันดึกสำหรับใครบางคน แต่มันกลับเป็นหัวค่ำสำหรับใครบางคน ระหว่างทางเราก็คุยเรื่องงานกันนิดหน่อย และก็หลายๆเรื่อง เค้าถึงบ้านอย่างปลอดภัย สิ้นสุดคืนที่ทำให้ผมได้รู้สึกถึงบางสิ่งที่ผมไม่ได้รู้สึกเนินนาน ในระหว่างทางกลับบ้านเค้าโทรมาถามว่าถึงบ้านหรือยัง ผมติดอยู่บนถนนที่รถติด เนื่องจากทางกลับบ้านผมซ่อมถนนอยู่ สุดท้ายเมื่อถึงบ้าน ผมโทรไปบอกเค้า และคืนนั้นก็หมดลงอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงบางสิ่งที่เก็บไว้ได้เพียงในใจ ในความทรงจำ และในภาพถ่าย ผมกลับมาถึงบ้าน พร้อมกับความคิดบางอย่าง คำถามเมื่อพี่เจอหน้าผมเมื่อวาน พี่ถามผมว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมพักนี้ดูแปลกไป มีอะไรก็บอกกันมา ผมพูดแค่ว่า "ผมแย่แล้ววะ............" แต่ผมไม่ได้พูดอะไรต่อ ตอนนี้เพียงผมมีความรู้สึกบางอย่างที่ผมไม่สามารถบอกเป็นตัวหนังสือหรือพูดมันออกมาได้ ผมรู้สึกเหมือนกับตัวเองย้อนเวลากลับไปในช่วงที่มีความสุขกับใครบางคน และสุดท้ายในค่ำคืนสีส้มผมถามตัวเองอีกครั้งว่าพร้อมหรือยัง? หัวใจผมตอบแทนเหตุผลที่มีมากมายว่า.......ผมพร้อมและรอคุณอยู่ ปล.สระมันอาจจะผิด หรือพิมพ์ตกไปบ้าง เพราะผมเขียนบน mac ด้วยโปรแกรม neooffice เดี๋ยววันจันทร์จะแก้ให้ถูกต้อง....ขอบคุณครับ 01 February Mini trip 00122 January รูปจาก HTC TyTN IIกูไม่รู้ 5555หากอยากชนะคนต้องทำยังไง…..ต้องยิ้มหรือทำหน้าดุร้าย หรือใช้วาจาอย่างฉลาดเฉลียวดูมีความคิด ทุกอย่างของคนมันสามารถอ่านได้จาก การขยับเพียงเล็กน้อย สายตาถึงแม้จะสื่อถึงทุกสิ่ง แต่ไม่จริงเสมอไป เพราะเราสามารถบังคับให้มันทำตามความคิดได้
หลายครั้งความคิดผมถูกเมื่อมองแค่เพียงผ่าน อย่างเช่นสิ่งที่ผมได้เจอมา ผมพยามจะเป็นมิตรกับทุกๆคน แต่บางครั้ง บางคนก็พยามจะใช้คำพูดเพื่อแสดงตัวตนของตัวเองออกมา เช่นเดียวกับคำที่ว่า พ่อแม่เป็นกระจกสะท้อนเงาของเค้าผ่านลูกๆ เป็นเช่นนั้น คนที่ผมได้คุย เป็นคนที่ผมไม่อยากจะคบหาไม่ใช้เพราะด้วยวาจา ไม่ใช้เพราะด้วยท่าทาง แต่เป็นสันดารตางหาก มันแก้ไขไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มา การโชว์ความใหญ่โตด้วยปฏิกิริยาและน้ำเสียง แค่มองก็จะเห็นถึงภายในว่าเป็นคนหว้าเหว่แค่ไหน สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคือความรักและความเอาใจใส่ รวมถึงความชื่นชม และมันจริงอย่างนั้น……
หลายสิ่งที่นั่งฟัง ผมไม่สงใสเลยแม้แต่น้อยว่าผมไม่ได้พูดสิ่งที่ไม่ดีออกไป ไม่ได้ใช้คำด่าแรงๆ หรือพูดจาให้เสียหาย แต่คนประเภทนี้มักจะนำเอาเรื่องที่ตัวเองไม่มีหรือสิ่งที่ตัวเองอยากจะมี มาพูดและประชดประชัง หลายครั้งที่พยามจะพูดให้ผมของขึ้น ด้วยการแกล้งถามโง่ๆหลายๆอย่าง เอาละครับ///……ผมชอบนั่งนิ่งๆ แล้วมอง เพราะผมชอบดู เค้ามีคำถามและฟังดูเป็นคำถามแบบ หลอกแตะเหมือนจะทำให้ผมคันปากและหลุดปากอะไรออกมา เออ….สิ่งที่กำลังทำอยู่ ไปเล่นกับเด็กดีกว่าไหม ยังไงผมก็ไม่เปลี่ยนความคิด ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมได้เห็นสายตาที่มองผม ผมรู้ทันทีว่าเค้าได้ฟังเรื่องของผมมากขนาดไหน และพูดอะไรไว้มากขนาดไหน สิ่งที่ต้องการคืออยากแสดงให้ผมกลายเป็นตัวตลกใช่ปะ….ได้เลยผมจัดให้
เพราะฉะนั้นทุกคำถามในค้ำคืนทคี่ผ่านมาก็จะกลายเป็น กูไม่รู้วะ…….กูรู้น้อย และที่สุดท้าย แล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดี พอใจมากไหม คำพูดประชดประชังมันฟังดูแสนตลก ทำไมผมฟังเท่าไรผมไม่รู้สึกโกรธเลย ผมกลับตลกขึ้นทุกๆครั้งที่ฟัง เอาละเค้าบอกว่าตัวเค้าอ่านคนเก่งมาก ผมก็อยากจะรู้ เพราะผมไม่รู้ว่าอ่านคนเก่งๆมันเป็นยังไง ช่วยผมที เค้าจ่องตาผมทันได เหมือนมีมนต์สะกด……ให้ผมมองตาเค้า แล้วก็ดูสิ่งที่เค้ากำลังเคลื่อนไหว อยากให้ผมขยับตาละซิ โอเค ขยับก็ได้ครับ 5555555555 นั้นไง มึงโกหกกูและ……………..5555555555 เอาละไหนดูใหม่ ผมใช้คำพูดแบบเขี่ยไพ่ว่า มึงแน่ใจแค่ไหนว่าอ่านคน แล้วทันไดนั้นเค้าจ่องตาผม ผมก็แกล้งขยับตาไปซ้ายสุด แล้วค้างอยู่แบบนั้น เค้าจ่องตาผมประมาณ 2 นาทีก่อนที่เค้าจะละตาดำออกจากจุดที่ควรจะสังเกต ผมมองแล้วบอก อ่านไรได้วะ…..เค้าบอกว่ามึงโกหกกู ก็หกเรื่องไรละ บอกหน่อยสิ จ่องตากูอีกครั้ง เอาเลย ทีนี้กูจะไปทางขวาบ้าง 55555555 เค้าเริ่มลำคานเพราะผมไม่ยอมขยับตาตามจังหวะสมองที่กำลังคิด ม่านตาที่ดูใส เหมือนไม่มีอะไร เพราะผมไม่ได้คิดอะไรจริงๆ ผมปล่อยใจให้คิดถึงคนทีผมหลงรัก และเอาตาดำทั้งสองข้างไปทางซ้าย นิ่ง และขวานิ่ง จ่องตา มองเข้าไป ไม่เห็นอะไรหรอก หลายครั้งที่เค้าพยาม แต่ตาผมก็นิ่งๆไม่ขยับไปไหน จนทำให้เค้าลำคานและเลิกพูดเรื่องนี้ไปเอง
คิดหรอครับ ว่าความรู้ที่ได้เรียนมาจะมีเพียงคนเดียวที่ได้เรียน โลกของการทำงานกับการเรียนแล้วใช้เงินพ่อแม่ไปวันๆ มันต่างกันเยอะโปรดเข้าใจ ในวันนั้นไม่มีซักครั้งที่ผมใช้คำพูดขู่บังคับ หรือพูดจาให้เสียหาย ผมใช้ให้เกียรติ พูดแต่สิ่งที่ดี หากว่าผมพูดจาดูถูกเค้าก็บอกมาเลยว่าตอนไหน ไม่ว่าจะพูดกับใครด้วย ผมไม่เคยพูดถึงเค้าในแง่ร้าย ทุกครั้งทีคุยกันถามถึงแต่เรื่องอนาคตตลอด สิ่งที่เค้ากำลังทำอยู่ แค่อยากลองภูมผมจะจบด้วยคำว่าไม่รู้ และนั่นคือสิ่งที่ได้รับ ง่ายๆแค่นี้
อย่างพยามให้ผมเห็นตามคนอื่น เพราะผมมีหัวใจ และหัวสมอง ผมอยากเห็นอะไร ผมจะตัดสินยังไง ไม่ต้องมาบอกผมหรอกครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง ผมอาจจะเห็นหรืออาจจะไม่เห็น…..แต่สุดท้ายผมตัดสินใจเอง
สุดท้าย……กูไม่รู้ กูไม่รู้ เห็นกูเมา คิดว่ากูไหลง่าย สุดท้าย กูไม่รู้ กูไม่รู้ กูไม่รู้….55555555555555 จะทำไรกูได้ละ 17 January Color seem to fade Vol.2People My Sunday
18
After Kid Day
Blossom Fait
Dear My Friend
On The Road
Other ISO – F - Speed Shutter, WB
1. ISO 125, F5, 1/60 2. ISO 125, F5, 1/60 3. ISO 125, F4.5, 1/250 4. ISO 125, F4.5, 1/250 5. ISO 125, F4.5, 1/400 6. ISO 125, F4.5, 1/320 7. ISO 125, F2.8, 1/250 8. ISO 100, F2.5, 1/60 9. ISO 200, F2.8, 1/60 10. ISO 125, F2.2, 1/100 11. ISO 125, F3.2, 1/80 12. ISO 125, F2.8, 1/500 13. ISO 125, F4.5, 1/320 14. ISO 160, F2.2, 1/250 15. ISO 160, F2.2, 1/250 16. ISO 160, F3.2, 1/200 17. ISO 160, F3.2, 1/200, +3 18. ISO 160, F1.8, 1/125, -3 + Y 19. ISO 125, F4.5, 1/100 20. ISO 125, F4.5, 1/320 21. ISO 125, F4.5, 1/320 22. ISO 125, F4.5, 1/40 23. ISO 160, F2.2, 1/500 24. ISO 160, F2.2, 1/500 25. ISO 160, F3.2, 1/640 26. ISO 160, F2.2, 1/400 27. ISO 160, F2.2, 1/250 28. ISO 100, F2.8, 1/200 29. ISO 320, F2, 1/100 30. ISO 160, F2, 1/250 31. ISO 160, F2.5, 1/200 32. ISO 160, F2, 1/100 33. ISO 160, F1.8, 1/100, *Kelvin Manual 34. ISO 160, F1.8, 1/100 35. ISO 100, F2.2, 1/250, *Kelvin Manual 36. ISO 100, F2.5, 1/200 37. ISO 320, F2.8, 1/100, *Kelvin Manual 38. ISO 320, F2.8, 1/100 39. ISO 400, F2.5, 1/40, *Kelvin Manual 40. ISO 400, F2.5, 1/40 41. ISO 1250, F2, 1/125 42. ISO 1250, F2, 1/125 43. ISO 400, F1.8, 1/60 44. ISO 640, F1.8, 1/40, Hi Pass 45. ISO 1600, F1.8, 1/50, *Kelvin Manual 46. ISO 1600, F1.8, 1/50, *Kelvin Manual 47. ISO 1600, F2, 1/50, *Kelvin Manual 48. ISO 800, F2, 1/100 49. ISO 1250, F1.8, 1/80 50. ISO 1250, F1.8, 1/100 51. ISO 1600, F2.8, 1/50 52. ISO 1600, F1.8, 1/100 53. ISO 800, F2, 1/60 54. ISO 100, F2.2, 1/250 15 January มือใหม่เล่าให้ฟัง เตรียมลุยศึกหนัก เสาร์นี้……..มือใหม่เล่าให้ฟัง เตรียมลุยศึกหนัก เสาร์นี้……..
หลังจากไม่ได้อัพ Blog นานมาก ประมาณหนึ่งอาทิตย์นิดๆ ตัวผมก็ไม่ได้ห่างหายไปไหนหรอกครับ ผมก็ยังวนเวียนเป็นผีเผ้าศาลพระภูมิอยู่แถวๆนี้เหละ แต่ที่ไม่อัพไม่ใช้เพราะไม่อยากเขียน แต่….งานเยอะมากๆ เลยทำให้ตัวผมต้อง เร่งปั่นงานให้เสร็จภายในอาทิตย์ที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานส่วนตัวหรืองานในบริษัท บางครั้งผมก็คิดน้อยใจเหมือนกัน ทำไมคนที่เรารักบางคน ชอบมองว่าการออกไปข้างนอกแล้วกลับดึกๆดื่นๆเป็นการออกไปเที่ยว แต่ทำใจไว้ล้วงหน้าเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะมาพูดกันอีก และผมก็ยังดีใจที่เค้าพูด เพราะเค้าเป็นห่วง….ขอบคุณครับ
ที่หัวเรื่องบอกว่าเตรียมออกศึก ใช่ศึกสงครามที่ไหน มันเป็นศึกที่ผมต้องเจอเพราะผมเลือกแล้ว ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่สองคน ในช่วงเวลาติดๆกัน เค้าจะว่าจ้างผมไปให้ถ่ายรูป เพราะเห็นว่ารูปใน Blog สวยดี……ในครั้งแรกที่ได้ยิน แอบดีใจว่าการถ่ายภาพเรามีการพัฒนาขึ้นมาอีกนิด ตรงที่มีคนบอกว่าสวย จากเมือก่อนภาพมันดูไม่มีความเคลื่อนไหว แต่ตอนนี้ก็ยังพยามอยู่นะครับ
อาวุธที่เตรียมไปออกสงครามในวันเสาร์นี้ ได้แก่…… D80 85 mm 1.8 + MC (ของพี่ยา เดี๋ยวก็กลายเป็นของผม 5555 สาธุ) 50 mm 1.8 + Pro1 Digital Protector SanDisk Ultra II 2GB
สิ่งที่กลัวไม่ใช้ เพราะมีเลนส์ช่วงหนักๆทั้งนั้น โดยเฉพาะ 85 ที่ส่วนใหญ่จะใช้ถ่ายเจาะ จริงๆแล้วผมได้ลองเอาไปถ่ายแนว Life หรือแนวที่ผมชอบ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นช่วงที่น่าโดนมากเลยครับ แล้วตัดสินใจว่าจะเอามาเป็นของตัวเองซักตัวหนึ่ง เนื่องจากช่วง 85 mm เวลาใช้ จะต้องยืนไกลหน่อย ประมาณ 1 เมตร โดยประมาณ และความสำคัญของช่วงเลนส์ 85 mm นี้จะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการ Portrait แบบเน้นๆ ไม่ว่าจะเป็นครึ่งตัวหรือเต็มตัว รับลองว่าสวย ผมจึงสนใจเลนส์ตัวนี้มาก หลังจากที่ได้ใช้งานไปเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองวันเต็มๆก็พบว่า ในช่วง 85 mm จะมีเสน่ห์อย่างมาก หากนำมาถ่ายแบบ Life จะได้อีกอารมณ์หนึ่ง และผมชอบมันมากๆที่สีมันหวาน โดยเฉพาะการถ่าย Portrait กับผู้หญิงหวานๆ มันจะเป็นอะไรที่……แหล่มเลยละครับ สรุปว่าไม่น่าเกินสองเดือนจะสู่ขอมาอยู่เรือนหอน้อยของผม…..
มาพูดถึง AF 50 1.8 กันบ้าง เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์ตัวที่เลือกตัวแรกหลังจากที่ได้ D80 มา เหตุผลก็เพราะว่าเป็นเลนส์ที่อเนกประสงค์ ถ่ายได้สารพัด ไม่จำกัดเรื่องอยู่ไกลจากวัตถุ และอีกอย่างเลนส์ตัวนี้ราคาไม่สูงมาก ตัวเล็กน้ำหนักเบา น่าคบหาเป็นศรีภรรยา เพราะเอาอกเอาใจผมเป็นอย่างดี ตลอดเวลาที่เราคบกันมา ไม่เคยทำตัวเหลวไหล อาจจะมีบ้างที่โฟกัสหลุด แต่นับว่าน้อยครั้งมาก…..สำหรับผม ความคิดแรกในการเลือกเลนส์ ผมคิดว่าจะเอา 50 mm 1.4 แต่……ที่ไม่ได้มา เพราะจำเป็นต้องใช้เงินกับเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องกล้อง เลยสรุปว่าเอา 50 1.8 มาใช้งานก่อน แล้วถ้ามันไม่โดนใจจริงๆ ก็คอยไปสอยที่ 1.4 มา แต่ความเป็นจริง หลังจากที่ผมได้ใช้เลนส์ที่มี F ต่ำๆมาระยะหนึ่งแล้ว ผมพบว่าตัวเองไม่เคยถ่ายที่ 1.8 เลย ถึงแม้จะอยู่ในที่แสงน้อยก็ตาม ผมก็จะเร่ง ISO เอา Shutter Speed ส่วนเรื่องที่เค้าพูดกันเกี่ยวกับ Noise เมื่อ ISO สูงๆ ต้องยอมรับว่ามีปัญหาบ้าง ในบางครั้งที่ใช้ ISO ตั้งแต่ 1250 ขึ้นไป (สำหรับตัวผมนะ) แต่ไม่ค่อยได้ใช้ถึง 1000 เพราะจะหลีกเลี่ยงเมื่อต้องถ่ายกลางคืน โดยเฉพาะที่มืดมากๆ แต่ส่วนใหญ่ถ้าจำเป็นต้องถ่ายจริงๆก็ไม่ใช้ปัญหาถึงมืดมากเพียงไหน เพราะผมติดการวัดแสงเฉพาะจุด(เลือกใช้เบอร์หนึ่ง) หรือแบบหนักกลาง(Center-Weighted) 50 -70% (เลือกใช้เบอร์สอง) เลยไม่ต้องห่วงเรื่อง Shutter Speed ซักเท่าไร ส่วนระบบการวัดแสงแบบ Matrix ผมไม่ค่อยได้ใช้ซักเท่าไร แต่งานนี้คงได้ใช้เพราะถ่ายแสงตอนเช้าตรู่….และถ่ายกลางแดดจัดๆ มันน่าจะช่วยให้ภาพดูสดใสขึ้นกว่าการวัดแบบหนักกลางหรือเฉพาะจุด
ในความคิดของผม ผมว่าที่ F 2 – 3 กำลังดี แต่ส่วนใหญ่ชอบใช้ที่ 2 – 2.8 บ่อยๆ แต่ถ้าพูดตรงๆคุณภาพของ 1.4 ค่อนข้างจะดีกว่า 1.8 ในเรื่องความโบเก้ แต่ถ้าความคมผมว่ามันพอกัน จากที่ดูหลายๆคนเอาภาพมาเทียบ ที่ส่วน 1:1 แล้วอีกหนึ่งความได้เปรียบก็คือเลนส์ตัวนี้มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ทำให้กล้องดูตัวเล็กไปด้วยเมื่อใช้งาน และมันไม่ต้องใส่ฮูธกันแสงเพราะมีช่วงแค่ 50 mm เลยทำให้เลนส์เก็บง่ายไปอีก โอ้…..ตอนนี้หลังจากที่ใช้งานไปแล้ว ผมพบว่าความความชื่นชอบที่จะถ่ายคนตามท้องถนน ถ่ายชีวิตและอารมณ์ บางครั้งมันจะอึดอัดไปซักหน่อย ด้วยความแคบของช่วงเลนส์ แต่ชดเชยด้วยความคม ความแคบทำให้เรื่องราวในภาพขาดหายไป (แต่จริงๆภาพผมมันออกแนวมั่วๆอยู่แระ 5555555) เลยไม่ใช้เรื่องที่น่ากังวลมากนัก
ตอนนี้มีเลนส์สองตัวนี่อยู่ในมือ กับงานถ่ายภาพครั้งแรก…..ในชีวิต (แบบจริงๆจังๆนะ) ความประหม่า ผมคงไม่ค่อยมีกับเค้าซักเท่าไร เพราะถ้าถ่ายเจาะจริงๆผมว่า ผมคิดว่าผมเอาอยู่ด้วยเลนส์ 85 mm สำหรับถ่ายเจาะ ส่วนถ้าต้องการเรื่องราวในภาพ หรือต้องการองค์ประกอบอื่นๆมากกว่าการถ่ายคน ก็จะใช้ที่ 50 mm เพื่อเก็บบรรยากาศและเรื่องราวต่างๆ ถึงแม้ช่วงจะแคบไปหน่อย แต่ก็…..เลือกมาแล้ว คงต้องใช้จนถึงที่สุด
สิ่งที่น่าเสียดายคือ หา 35 mm F2 ไม่ทัน ซึ่งเป็นเลนส์ ที่อยากได้มาเป็นเมียน้อยมาก เพราะเลนส์ตัวนี้มีช่วงกว้าง และความคมต้องบอกว่าชนะเมียหลวง 50 mm 1.8 อย่างขาดรอย แถมค่าตัวไม่สูงมาก อยู่ในระดับหมื่นนิดๆ ซึ่งนับว่าเป็นเลนส์อีกตัวที่น่าสนใจอีกตัว และจะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศและบรรยากาศโดยรอบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องนั่งๆนอนๆคิดอีกนาน เพราะกลัวเมียหลวงหึง……
สำหรับความกังวลในเสาร์นี้ ไม่ใช้เรื่องกล้อง ไม่ใช้เรื่องเลนส์ และไม่ใช้แนวทางการถ่าย….แต่มันเป็นเรื่องของแบตเตอรี่ที่น่าคิด ทำไมถึงน่าคิด เพราะผมไม่มีกิฟ จึงทำให้มีแบตเตอรี่เพียงก้อนเดียว และระยะเวลาการถ่ายภาพโดยรวมน่าจะมีเวลายาวนานถึง 8 ชั่วโมง หรือเกินกว่านั้น เริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า ก่อนเข้ารับ จนไปถึงเวลา 19น หรือหนึ่งทุ่ม ทั้งสองคนน่าจะมีรูปไม่ต่ำกว่า 4 GB ซึ่งผมตระเตรียมเมโมรี่สำลองไว้เรียบร้อยแล้ว โดยอาจจะต้องใช้ MAC เพื่อสำลองข้อมูลระหว่างการถ่าย เนื่องจากผมมี SD การ์ดเพียงสองอัน อันแรก SanDisk Ultra II 2GB ที่จะใช้เป็นตัวจริงตลอดเวลา เนื่องจากค่อนข้างมั่นใจกับ Ultra II มากในเรื่องความเร็วและความปลอดภัยของข้อมูล ถึงแม้จะเคยพังไปรอบหนึ่งแล้ว…..แต่นับว่าเป็นหนึ่งในล้านจริงๆ ผมมันซวยระเบิดโลกไปเลยใช้ของดี แต่ดันได้ตัวเสียมา แต่พอเอาไปเครมที่ศูนย์บริการก็ได้ของใหม่มา นับจากนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นปรกติดี ส่วนตัวที่สองเป็นของเป็นของ Kingston - Elite Pro ขนาด 2GB เท่ากัน ตัวนี้ได้มาจากเพื่อนแถวๆนี้ ขอบคุณมากครับ จะไว้ใช้เปลี่ยนอย่างเร่งด่วนในขณะที่ถ่ายอยู่ หรือมีปัญหากับเมโมรี่ตัวหลัก
ฟิลเตอร์……จากที่ได้ดูตามแกลอรี่ภาพถ่ายของคนอื่นๆ ที่รับงานจริงๆจังๆแล้ว ผมสรุปเองว่า รูปส่วนใหญ่จะเน้นไปทางแนวสดใสและสนุกสนาน ในความคิดของผมก็เป็นเช่นนั้นเหละ เพราะงานแบบนี้จะถ่ายแบบสีขุ่นๆตามสไตล์ผมคงไม่ได้หรอก จะถ่ายเน้นมืดๆหดหู่ๆ ก็คงไม่ได้อีกเหละ งานนี้จึงเลือกฟิลเตอร์แบบที่ไม่มีสี และไม่ลดสต็อป สำหรับสองตัวที่มีอยู่ในขณะนี้ สำหรับ AF-D 50 mm 1.8 ตัวนี้มีฟิลเตอร์สองตัว ตัวแรกเป็น Skylight ที่จะเอาไว้ตัดหน้ามันในตอนแดดแรงๆช่วงสิบโมงถึงบ่ายแก่ๆ แต่จะไม่ใช้เป็นฟิลเตอร์หลักเพราะตัวที่ผมมีมันค่อนข้างติดสีฟ้า และผมไม่ชอบโทนสีแบบนี้ โดยที่ฟิลเตอร์หลักในงานนี้น่าจะเป็น Pro1 Digital Protector ที่ไม่ทำให้สีผิดเพี้ยน และได้ภาพแบบใสๆ ส่วน AF 85 mm 1.8 ตัวนี้มีฟิลเตอร์ตัวเดียวเพราะเป็นเลนส์ของคนพี่ยา แต่ค่อนข้างไม่น่าเป็นห่วงเพราะใช้ฟิลเตอร์ Pro1 MC จึงน่าจะได้ภาพใสๆอีกเช่นกัน
วางแผน…..สำหรับช่วงเช้า ผมคิดไว้ว่าน่าจะเป็นความชื่นมื่นของเหล่าบรรดาพ่อแม่พี่น้องและญาติมิตร ในช่วงเช้าๆ แดดน่าจะกำลังดี มีโทนสีติดไปทางร้อนๆ (ส้ม แสด เหลือง ขาว UV) ด้วยแสงของพระอาทิตย์ในช่วงนั้น หลังจากนั้น สิบโมงถึงบ่ายสาม น่าจะเป็นบรรยากาศสนุกๆ ตามภาษาเพื่อนฝูง แต่ทุกช่วงเวลาสิ่งที่สำคัญก็คือการเก็บความประทับใจ รอยยิ้ม กอด แคนดิด ของขวัญ ความเหน็ดเหนื่อย ถ้าเก็บทันนะ…..แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ผมไม่ใช้ตัวจริงที่กำลังจะไปลงสนาม ผมเป็นเพียงคนไปช่วยถ่ายเฉยๆ
สิ่งหนึ่งที่คิดตลอดเวลาคือการถ่ายแบบมี Concept ตอนนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น กับตัวผมมากๆ ก็คือการไม่ใช้ Shutter อย่างสิ้นเปลือง ทั้งๆที่เป็นกล้องถ่ายภาพแบบดิจิตอล กล้องตัวก่อน อยากถ่าย จับขึ้นมา เล็งผ่าน view finder แล้วก็กด จริงๆมันเป็นเรื่องที่ดูปรกติ แต่สำหรับผมตอนนี้ผมเปลี่ยนไป เมื่อกด Shutter ทุกๆครั้งภาพนั้นจะต้องมีอะไรอยู่ ใช้สักแต่ว่าถ่ายๆออกมาเยอะๆ แต่รูปเหล่านั้นไม่มีอะไรเลย ผมได้ลองพูดคุยกับนักถ่ายภาพหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ที่เค้าใช้ และวิธีการคิด สิ่งหนึ่งที่ได้จากพวกพี่ๆเหล่านนี้ เค้าบอกว่าทุกอย่างที่ถ่ายทอดออกมาต้องมี Concept และต้องมีก่อนที่จะไปถึงสถานที่ ไม่ใช้ว่าไปคิดเอาตรงนั้น ให้จิตนาการดูก่อนว่าเราอยากได้รูปแบบไหน และต้องใช้อะไรบ้างทำให้รูปที่เราถ่ายออกมา เป็นแบบที่เราต้องการ เมื่อไปถึงสถานที่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีสิ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้เลย แต่เราก็ยังควรที่จะมี Concept และจิตนาเพื่อการสร้างอยู่ดี
สิ่งหนึ่งที่ต้องขอพูดก่อนว่า ที่ผมไม่รับเงินไม่ใช้เพราะไม่อยากได้เงินเหล่านั้น เพราะถ้ารับเงินจากสองคน ได้เกือบหมื่นเลยบาทเลย แต่ทำไมถึงไม่รับงาน…..สิ่งหนึ่งที่ผมเป็น คือผมไม่ใช้มืออาชีพ ผมไม่ได้กลัวว่าจะถ่ายออกมาไม่ดี แต่ผมเลือกไปถ่ายเพราะผมอยากฝึกผีมือมากกว่าการที่จะรับเงิน ทั้งๆที่ตัวเองยังมีความเป็นมืออาชีพไม่พอ แค่อุปกรณ์ที่ใช้งานยังไม่เพียงพอ แล้วถ้าผมไปรับงานมา และเกิดมันไม่ดีขึ้นมา สิ่งหนึ่งที่จะเสียหายหนักคือ ความเป็นผม แล้วก็จะมีหลายๆคนถามว่า แล้วเมื่อไรถึงจะเรียกว่ามีความเป็นมืออาชีพละ……..อันนี้คงต้องให้เวลาตอบ แต่เมื่อไรที่ผมคิดว่าพร้อม ผมก็อาจจะรับงาน หรือก็ไม่รับตลอดชีพ ถ้าตราบไดที่ผมยังคิดว่ามันคืองานอดิเรก แต่การลงทุนกับเงินหลายๆหมื่นบาทกับกล้องดิจิตอล แบบที่ทำอยู่ในขณะนี้ ในความคิดผม….ผมคิดว่ามันไม่ใช้เรื่องเล่นๆหรืองานอดิเรก เพราะมันไม่ใช้จำนวนเงินน้อยๆเลยที่เราต้องใช้ไปในทุกๆครั้งที่มีการซื้ออุปกรณ์ หรือ ค่าทรุดโทรม ถ้าไม่รีบเก็บเกี่ยวความรู้ในช่วงแรกๆแบบตอนนี้ ต่อไปเมื่อล้าแล้วคงไม่อยากรู้เรื่องอะไรอีก หลังจากนี้อีกไม่นานผมคิดว่า ความรู้ที่ผมกำลังเริ่มจะสะสมก็คงจะเอามาใช้งานได้จริงภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ และสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ก็คือ การลงทุนไปแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรต้องได้ผลตอบแทนกลับมาเสมอ….
ก่อนจะจบไป หลายๆครั้งที่ได้ยินอะไรจากหลายๆคนว่าการถ่ายภาพแบบดิจิตอลมันเป็นเรื่องง่ายๆ แค่กดๆ ผมอยากจะถามว่าเคยลองกันหรือยัง…….ถึงแม้ตัวผมจะมีประสบการณ์กับการใช้กล้องฟิล์มน้อยมาก แต่ก็ยังเคยใช้งานมาก่อน แล้วรูปบางรูปที่ลง Blog ผมยังใช้กล้องฟิล์มถ่ายอยู่ ผมว่าความรู้สึกมันไม่ได้แตกต่างกันซักเท่าไร เพราะจะยังไงแล้วผมก็ถ่ายโหมด M อยู่ดี และไม่เคยที่จะใช้งานในโหมดอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ความเป็นดิจิตอลอำนวยความสะดวกให้ก็คือ การที่มีภาพให้ดูเมื่อถ่ายเสร็จ ซึ่งมันช่วยได้เยอะ จะได้ตัดสินใจได้ทันทีว่าจะเอารูปนั้นหรือไม่ แถมไม่ต้องเสียเงินในค่าล้างรูปอีก…ฟิล์มก็ไม่ต้องซื้อ มันเลยเป็นโอกาสดีที่จะหัดให้ชำนานมือจริงไหม การใช้ระบบดิจิตอลสมัยใหม่ๆ การวัดแสงมันง่ายกว่าแบบเก่าเยอะ มันมีสต็อบให้เห็นกันชัดๆถึงสามสต็อบ และยังตั้งแบบ 2/1 3/1 ได้อีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่คนอีกนั้นเหละ ว่าจะรู้จักการวัดแสงมากแค่ไหน
โดยสรุปแล้ว ในวันเสาร์ที่กำลังจะถึงนี้ อาจจะทำหน้าที่ได้ไม่เต็ม 100% หรือถ่ายได้ทั้งวัน เพราะเตรียมใจเรื่องแบตเตอรี่ไว้แล้ว แต่ทำได้แค่ไหน ก็จะทำสุดตัวแค่นั้นในวันเสาร์นี้ การเดินทางคงใช้เส้นทางที่ง่ายๆ เดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินตามสบาย น่าจะไปถึงสถานที่ก่อนซักประมาณหนึ่งชั่วโมง เพื่อเดินสำรวจสถานที่และเตรียมตัวให้พร้อม เฮ้ยสุดท้ายที่เอาเรื่องนี้มาเขียนซะยาว ไม่ใช้ว่าตื่นเต้นหรอกครับ แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยทำเลยเอามาเล่าให้ฟังสนุกๆนะ บางคนอ่านแล้วก็คงได้อะไรบ้าง หรือไม่ได้อะไรเลยก็คิดอ่านเพลินๆ ข้ามเวลาเล่นๆ 55555 07 January Color seem to fade04 January อย่างน้อยถึงมาแบบไม่ได้คาดหมาย แต่ทำให้ได้รู้ว่า ยังมีใครบางคนห่วงใยผมอยู่ มันไม่ได้มีราคาแพง แต่มันเต็มไปด้วยความคิดถึงและห่วงใย ชิ้นที่สอง ให้ความรู้สึกนิ้มลิ้น และกรุบกรอบจากพายที่อยู่ด้านล้าง มันเหมือนเป็นการเตือนให้รู้ว่า ยังมีใครบางคนคอยคิดถึงเราอยู่เสมอ ถึงแม้เรามองไม่เห็น…..แต่รู้สึกได้ และทุกอย่างก็เงียบสงบดั่งเช่นเดิม และนี้คือวันฉลองปีใหม่ของผม…. 18((ไม่เอา ((ไม่เอา บางครั้งเศร้า ผมเหงา แทบจะตาย บางครั้งหมาย หาคู่รัก มาซักคน บางครั้งสม หัวใจ เพียงชั่วคราว ผมแพรวพราว ดุจดั่งดาว บนฟ้าไกล แต่พอทุกข์ มันร้อน เหมือนดังไฟ สุขก็หาย ละลายพลัน เหงาดังเดิม
ยามรักใคร เพียงให้ ไม่เคยคิด เหมือนอาทิตย์ ที่ไม่ดับ อับสิ้นแสง เมื่อรักแล้ว ทุ่มเทไป สุดเรียวแรง เหนื่อยยากแสน เพียงได จะฝ่าฟัน
แต่รักนั้น ไม่ได้เป็น ดังใจหมาย รักกลับกลาย จากรสหวาน เปลี่ยนเป็นขม ทิ้งไว้ให้ ตัวผมนี้ ต้องตรอมตรม ความรักสม ดังใจหมาย ไม่เคยมี
ได้เพียงคิด ย้อนกลับไป ให้ป่วยจิต เหมือนเสพติด คืนและวัน ที่สุขสม แต่ตราบได ใจดวงนี้ ยังตรอมตรม รักสุขสม คงไม่เกิด จริงไหมเอ๋ย
5555555555555 เขียนไปได้…..ลองเขียนดูไม่ได้เกี่ยวกับตัวผมหรอก พอดีว่าผมกำลังเขียน Test สินค้าอยู่ แล้วผมก็เริ่มเขียนเล่น เขียนไปเขียนมา 55555 ฮาวะ เดี๋ยวเขียนอีกเพลินดี 02 January ปีใหม่ที่ผ่านไป….ทุกๆปี ผมอาจจะไปอยู่กับงานที่ไดซักทีหนึ่ง และร่วมเฉลิมฉลองเทศการปีใหม่อย่างเมาและมันส์ไปในเวลาเดียวกัน แต่ในปีนี้ผมเลือกที่จะอยู่เงียบๆ เผ้ารอทุกอย่างให้มันผ่านพ้นไป ความรู้สึกตอนที่ผมนั่งรอเวลาหกทุ่มมันว่างเปล่า และไม่มีความรู้สึกพิเศษแต่อย่างได ก่อนถึงเวลาหกทุ่มมี SMS มามากมาย ในปีนี้ผมเลือกที่จะไม่ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์ให้กับใคร แต่เปลี่ยนเป็นการโทรหาเพื่อแสดงความรู้สึกมากกว่า ทุกๆอย่างที่บรรยายเป็นตัวหนังสือ อาจจะสื่อไม่เท่ากับเสียงที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและความห่วงใยอย่างจริงจัง
ใครก็ตามที่ SMS มาหาผม ผมจะโทรกลับทันที ผมโทรไปขอบคุณเป็นรายคนไป ยังไม่ทันจะหกทุ่ม ผมก็ได้รับ SMS ของแทบทุกคนที่ผมกำลังคิดถึงอยู่ครบ แต่….มีเพียงคนเดียวที่ผมโทรกลับไปแล้วโทรไม่ติดและผมยังคาใจจนถึงเมื่อเช้าวันนี้ที่เราเจอกัน ผมได้พูดคุยและขอบคุณเค้าคน ที่ไม่ลืมผมในคำคืนวันนั้น เค้าเป็นผู้หญิงปากหวานที่ชายหลายคนต้องแอบหลง เค้าบอกผมว่า เค้าไม่ลืมผมหรอก เพราะตั้งแต่ผมพาเปียกฝนเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เค้าจำผมได้สนิทใจว่า ผมเนียนเหละเป็นคนที่ทำให้เค้าป่วย 55555
ในปีที่ผ่านไป มีทั้งช่วงเวลาที่ง่ายและยาก ตามแบบฉบับของชีวิต แต่มีความแตกต่างจากช่วงปีที่แล้วพอสมควร หลายๆเรื่อง มีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิมก็คือมุมมองที่มีต่อคนที่อยู่ด้านหน้า และสั่งให้ผมทำนั้นทำนี้ เมื่อก่อนเคยคิดว่าการช่วยเหลือคือการให้อย่างที่ไม่คิดมูลค่าไดๆทั้งสิ้น เช่นเดียวกัน คำว่า มูลค่า ถ้ามันคือมูลค่าทางใจ ผมรู้ว่าการให้หัวใจจะแจกใครหรือเท่าไดก็ได้ เพราะหัวใจให้ได้ไม่มีวันหมด แต่ มูลค่าทางความคิด อาจจะให้ได้เพียงการชี้ให้มองและต้องให้คนที่รับลองทำเอง แต่….มูลค่า เงินทอง อันนี้อาจจะฟังดูแล้วให้ได้ยากเย็นที่สุด แต่การให้มูลค่าทางเงินมักจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า และมีการผูกมัดมากกว่าทั้งสองแบบ แต่ตัวผมเองชอบให้ความรู้มากกว่า เพราะอย่างน้อยมันก็ติดตัวไปจนตาย และตัวผมคงไม่สามารถที่จะช่วยเหลือด้านเงินทองกับใคร เพราะผมไม่ใช้คนร่ำรวย แต่ยังคิดเสมอว่า คำว่า “เงิน” มันน่ากลัวมาก
แต่อีกแล้วละครับ ทุกๆอย่างที่ได้รับไป บางคนไม่รู้จักพอ และไม่เคยรู้ว่าคนที่ให้ต้องเสียอะไรไปบ้าง คนที่ได้รับบางคน มักคิดว่าตัวของเค้าได้รับเพราะ คนที่ให้นั้นเต็มใจให้ด้วยความที่เป็นน้อง เป็นเพื่อน มันเลยทำให้การได้รับทุกครั้ง กลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าจดจำ และไม่ต้องศูนย์เสียอะไรบางสิ่งไป และสุดท้ายผู้ให้กลับกลายเป็น “ทาส” ผู้รับใช้ และต้องยอมกระทำทุกๆอย่างให้โดยที่ไม่ต้องถาม
“ทาส” มักจะโดนดูถูกเหยียดหยามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวาจา และท่าทางที่ดูราวกับเป็นเจ้าของชีวิต ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้การพูดแบบคนฉลอดกับคนที่ไม่ฉลาดแบบผม คำพูดถากถางและดูถูกบางและตามท้ายด้วยคำว่าพูดเล่น มันให้ความรู้สึกแบบ ตบหัวแล้วลูบหลัง ผมไม่ชอบการกระทำแบบนี้มาตลอดเวลา
มันเกิดขึ้นกับคนที่ผมรู้จัก และนับถือ ตัวผมช่วยแหลือเค้าตลอดเวลา ถึงแม้หลายๆครั้งที่ช่วยเหลือไป จะทำได้ไม่เต็มที่บ้าง เพราะผมมีการมีงานต้องทำเยอะแยะ มีเรื่องส่วนตัวมากมายแต่ผมช่วยเหลือเค้าตลอด โดยที่ไม่เคยคิดถึงคำพูดที่ไม่ดี และการกระทำบางสิ่งบางอย่าง ผมอยากช่วยเหลือคนมีความฝัน แต่ผมไม่ต้องการที่จะลงเรืองความฝันของพวกเค้า ผมใช้ความรู้สึกรับรู้ถึงหลายสิ่งหลายอย่าง เหมือนกับปลาในท้องทะเลลึกที่ใช้ความรู้สึกของตนจับความเคลื่อนไหวรอบๆข้าง และสุดท้ายที่ผมจะคิดได้ก็คือ
หลายอย่าง ควรจะพูดกันตามตรง ไม่น่าปิดบัง และน่าจะให้ความเคารพกันมากกว่านี้ การที่ผมยอมเสียสละ เอะ….เสียสละคืออะไร และทำไมผมบอกว่าต้องเสียสละด้วยละ สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือ มันคือวันพักผ่อนประจำปีของผม และของทุกๆคน ผมถามไปก่อนว่าจะมีอะไรหรือไม่ ก่อนที่ผมจะเดินทาง เค้าบอกไม่มีอะไร ผมนั่งคิดอยู่นาน ก่อนที่จะตัดสินใจกลับบ้านพักผ่อน พร้อมวางแผ่นไปเที่ยวซะอย่างดิบดี สุดท้ายมันกลับกลายเป็นว่าผมต้องกลับมาทำบางอย่างให้กับใครบางคน ผมกลับมาตามคำเรียกร้องไม่ใช่ว่าไม่เต็มใจช่วย ผมเต็มใจช่วยเหลือ และก็ยังคิดว่า อย่างน้อยก็ฉลองปีใหม่กันแถวๆนี้ละ
เมื่องานเสร็จเรียบร้อย ทุกอย่างถึงแม้จะเชื่องช้า สาเหตุมาจากที่ผมไม่มีคอมฯ ใช้งานเลยแม้แต่เครื่องเดียว ที่หายไปหมดเพราะผม เปลี่ยนเป็น Mac และยังไม่ได้ย้ายข้อมูลจาก HDD ลูกเดิมมา จึงทำให้ต้องรบกวนให้ยกเครื่องมาด้วย ไม่ใช้ปัญหาอยู่แล้ว ก็อบหนังโป้ ยังยอมยกมา กับงานยังไงก็ต้องไม่พลาดอยู่แล้ว แต่…..เมื่อมาถึงทุกอย่างเป็นไปตามอย่างที่คิด ผมทำงานให้ช้า เพราะผมเหนื่อยจากการเดินทาง และต้องมาช้าเพราะ HDD ของผมอาจจะมีปัญหา หรืออะไรก็ตามที่ผมไม่อยากพูดถึง แต่คำว่า “ทาส” ก็เริ่มชัดเจนเมื่อ เสร็จงาน ไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ ถึงแม้ว่าจะมีคำเชิญชวนให้ไปดูงานเล็กน้อย แต่ก็เล็กน้อยมากจนแทบจำไม่ได้ว่าพูดตอนไหน ผมยังคิดในใจว่ากำลังเข้าใจบางอย่างผิดไปกับคนที่เรารู้จัก
เมื่อคืนวันงานมาถึง ผมนั่งเล่นสบายๆ และตัดสินใจว่าจะแวบไปดูซักหน่อย อย่างน้อยผมขอฟังตอนมันออก P.A ว่ามันเป็นอย่างไร มันทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจในความคิดตัวเองว่า สิ่งที่พวกเค้าทำอยู่ตอนนี้ มันช่างชัดเจนเหลือเกิน เมื่อผมไปถึงงาน แต่ก็เอาเถอะ ผมไม่ขอพูดให้มากกว่านี้ ไม่ใช้เพราะผมโกรธ ที่โดนหลอกอะไรบางอย่าง ผมไม่อยากพูดเพราะมันผ่านไปแล้ว ไม่อยากขุดมาเขียนให้รกหน้า Blog เพราะแค่นี้ Blog ผมก็ตัวหนังสือเยอะอยู่แล้ว…..สุดท้ายในคืนวันนั้นผ่านไป แบบที่มีบางอย่างค้างคาใจผม อย่างที่รู้กัน ผมไม่ชอบพูดหรอกครับ ผมกลัวการพูดอะไรออกไปแล้วจะทำให้คนที่ฟังรู้สึกแย่ เพราะถ้าผมด่าผมด่าแรงมาก เลยกลัวตัวเอง ก่อนที่จะพูดอะไรกับใครผมจะคิด หรือเขียนก่อนเสมอ
สรุปแล้ว สำหรับสิ่งที่ผมพบเจอก่อนปีใหม่ มันเป็นเหมือนสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว และก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าการช่วยเหลือที่มากเกินไป มันจะทำให้เคยตัวจนลืมไปว่า ผมช่วยเหลือ และไม่มีผลประโยชน์ห่าไรเลยกับการขายได้ไม่ได้ หรือแม้แต่จะออกมาวางขายหรือไม่ ผมช่วยเพราะอยากช่วยเหลือ หันมองผมและถามผมสิผมอยากได้อะไรในการช่วยเหลือ เดี๋ยวจะตอบให้ว่าอยากช่วยพวกมึงไง…..แค่นี้พอใจหรือไม แล้วสิ่งที่ทำอยู่ถูกต้องหรือผิด ตัดสินเอาเอง ที่เขียนไม่ใช่ว่าด่า เพียงแค่อยากจะถาม 21 December <:o) = ความหมายสำหรับผม
เมื่อกี้นี้ก่อนที่จะเริ่มเขียนข้อความนี้ลงบน Blog ผมจะบอกว่า ผมรู้สึกดีกับวันศุกร์ถึงแม้จะเจอฝุ่นอย่างเยอะ…..เพราะเก็บออฟฟิศให้สะอาด เหมือนได้โต๊ะทำงานใหม่เพราะว่า โต๊ะเก่าผมรกยังกับขนหะมอยพันกัน…เออผมพูดแปลกๆ เพราะวันนี้ผมรู้สึกดีใจที่โต๊ะผมสะอาดมากกกก แต่อีกไม่กี่วันมันก็จะกลับมาเป็นแบบเดิม ผมรู้ตัวเองดี
จริงๆเครื่องหมายใน MSN ที่ผมชอบก็มีอยู่ไม่กี่อันที่ใช้งานบ่อยๆ แต่ละอันมันก็หมายความตามรูปนั้นเหละ อย่างที่คุณๆท่านๆเข้าใจ….ว่ามันคืออะไร รูปวัว รูปเครื่องบิน และอีกหลายๆรูป ส่วนรูปที่ผมชอบก็จะมีอยู่
เมื่อกี้พี่น้ำถามว่า จริงแล้ว
ความหมายเมื่อผมใช้
เอาละจริงๆความหมายมันมากกว่านี้ ขึ้นอยู่สถานการณ์ที่ใช้มัน บางครั้ง อีโมชั่น ที่แสดงไปไม่ตรงกับสีหน้าในขณะที่เรากำลังนั่งกดเพราะอะไร เดี๋ยวค่อยพูดต่อ มาต่อกับ ชุดที่สอง
จริงๆก็เหมือนข้างบนเหละ คงเหมือนกันหมดทุกอันด้วยละมั้ง เพราะมันแล้วความคิดที่จะใช้ในตอนนั้นๆ
ไอ้หน้าโรคบิดเอาแค่สามอันพอ ผมเขียนไปเห็นมันไป ผมรู้สึกปวดท้องน้อย ความรู้สึกเหมือนปวดขี้ แต่ไปขี้แล้วมันขี้ไม่ออก สรุปกูเป็นโรคบิดหรือเปล่าวะเนีย เป็นรูปที่แสดงความรู้สึก ที่ผมชอบ แต่ผมกลับเกลียดตอนเห็นมันเยอะๆ
จริงๆมีอีกอันหนึ่งที่ได้จากแป้ง ผมโคตรชอบเพราะเป็นรูปเท้าแมวอันใหญ่ๆ กวักๆ แต่ไม่อยากเอามาลง จริงๆแล้วไอ้อันที่กวักๆ บางคนบอกเห็นเหมือนหนอน ซะงัน…..
หลายคนอ่านมาจนจบ แล้วก็จะพบว่า การแสดง……ความรู้สึก……ผ่านหน้าจอ…..นั้น…….มันไม่มีความเป็นจริงเหมือนกับการที่เราพูดคุยและได้สัมผัสกัน เช่นเดียวกับความรู้สึก ที่เมื่อเราส่งต่อกันผ่านตัวหนังสือมันคงไม่ลึกซึ้งเหมือนกับผ่านการพูดคุยแบบตาต่อตา แต่โลกใบนี้ยิ่งอยู่ ยิ่งเหมือนเราห่างไกลกันมากยิ่งขึ้น ทุกๆวันนี้เราไม่จำเป็นที่ต้องไปพบคนก็ได้ เพียงแค่อยู่บ้าน ทุกๆอย่างอยู่ที่หน้าจอ ของกินก็อาหารสำเร็จรูป ข่าวสารก็อินเตอร์เน็ต รวมทั้งความรู้ด้วย มันทำให้เรามีความสัมพันธ์กับคนรอบข้าวแย่ลง เคยคิดกันบ้างหรือเปล่า????
ยิ่งเราห่างกัน เรายิ่งมองเห็น ยิ่งเราไกลกัน สายตาเรายิ่งมองกว้างขึ้น แต่กลายเป็นเมื่อเราใกล้กันทุกอย่างมันกลับแตกต่างจากสิ่งที่เราคิดเอาไว้
|
|
|