| Marut: profilThe Diary of FAtCAtFotografieBlogSeznamy | Nápověda |
|
|
22 srpna ตีตั๋วเข้าโรงหนังดู Wall-Eโลกที่ไร้ซึ่งมนุษย์นานถึง 700 ปี คุณเคยคิดกันไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงเวลาเหล่านั้น เมื่อเราได้หลงลืมบางสิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่อทำ “ภารกิจ” ที่เรามอบหมายให้ อย่างกับมันมีชีวิตอมตะ Wall-E หุ่นตัวเล็กจิ๋วที่มนุษย์หลงลืมไว้บนดาวโลกที่เต็มไปด้วยขยะ ภารกิจหลักของ Wall-E หุ่นยนต์คลาส ซี คือการกำจัดขยะให้หมดไปจากโลกใบนี้เสีย แต่ก็ช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นเนื่องจากขยะมีมากมายจนล้นโลก ซึ่งเก็บเท่าไรก็เหมือนจะไม่หมดสิ้น เสมือนกับความเหงาที่อยู่เป็นเพื่อนเค้ากับเพลงสุดไพรเราะจากช่วงยุค 60s ที่ทำให้คิดถึงความหอมหวานของการรักใครซักคน ช่วงเวลาที่ยาวนานเปลี่ยนหุ่นยนต์ตัวนี้ให้มีหัวใจ ให้รู้สึก และสร้างให้เค้ามีโลกส่วนตัว ด้วยการเก็บสิ่งของเล็กน้อยกลับมาเก็บสะสมเสมอ และแล้วในวันหนึ่ง หุ่นยนต์ชื่อ EVE ซึ่งทำภารกิจ ประเมินพืชพันธุ์จากนอกโลก ได้รับมอบภารกิจ และได้มาพบกับ Wall-E โดยบังเอิญ นี้คือจุดเริ่มต้นของการพจนภัยเหนือจิตนาการ ที่เรียกเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และน้ำตาก่อนที่คุณจะเดินออกจากโรงภาพยนตร์แน่นอน ผมคงไม่เล่าอะไรมากมายสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะอยากให้ทุกคนได้ดูมันจริงๆ ผมเลือกที่จะไม่ชวนใครไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะอยากได้อารมณ์เหงาๆ จะได้เข้าใจหุ่นตัวนี้ว่าคิดอะไรอยู่ และทุกอย่างมันเป็นใจมากครับ แถวที่ผมนั่งดูมีเพียงผมคนเดียว หนังเริ่มเรื่องกับพบเพลง Put on your Sunday clothes (1969) จากภาพยนตร์เรื่อง “Hello Dolly” สิ่งนี้เสมอการกำหนดบุคลิกลักษณะของตัวละคร Wall-E ให้เด่นชัดจากการที่ Wall-E ได้ดูวีดีโอเทป ภาพยนตร์เรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า (เพราะเป็นเรื่องเดียวในคอเล็กชันเดียวของเค้า) จนเกิดความรู้สึกว่าโรแมนติก ย้อนกลับไปถึงเรื่อง Hello Dolly เพลง Put on your Sunday clothes เป็นเพลงที่หลายคนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้คงจำกันได้เป็นอย่างดี เริ่มด้วยประโยคเปิดที่เหมาะเจาะกับ Wall-E ซะเหลือเกิน “Out There” โดยในเรื่องจะเป็นผู้ชายสองคนที่ไม่รู้จักอะไรในชีวิตเลย พวกเค้าเพียงต้องการไปที่เมืองใหญ่และพวกเค้าก็จะไม่กลับ ถ้าไม่ได้จุมพิตหญิงงาม สำหรับเพลงนี้นับได้ว่าเป็นอะไรที่ลงตัว และไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า…ผมจะได้ยินบนแผ่นฟิล์มของพิกซาร์ อีกเพลงที่ทำให้เมื่อรับชมถึงกับยิ้มไม่หุบ เพราะมันเป็นเพลงโปรดของผมที่ไม่ได้ยินมานานมากแล้วคือ “It Only Takes a Moment” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจของ Wall-E ในเรื่องความรัก โดยเฉพาะวิธีการจับมือควงแขนกันที่เค้าอยากทำตลอดทั้งเรื่อง เพราะเป็นสิ่งที่เค้าได้เรียนรู้จากการดู “Hello Dolly” และมันเป็นวิธีการแสดงความรักในหนังเรื่องนี้ เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้นและ เปิดดวงตาของเธอออกมอง เมื่อนั้น หัวใจของเธอก็จะรับรู้ว่าเธอจะไม่อยู่ลำพังอีกต่อไป ฉันกอดเธอไว้เพียงชั่วครู่ แต่วงแขนของฉันมั่นคงและเข้มแข็ง เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้นและ ที่เธอจะพบรักชั่วนิรันดร์… ส่วนหนึ่งในบทเพลง “It Only Takes a Moment” จากภาพยนตร์เรื่อง “Hello Dolly” จริงๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ประทับใจหลายเพลงครับ แต่ถ้าให้เขียนไปรับรองว่าคงมีแต่เรื่องเพลงแน่ๆ ผมประทับใจภาพยนตร์เรื่องนี้มากครับ และต้องยอมรับเลยว่ากลั้นน้ำตาไม่อยู่จริงๆ กับหลายๆ ฉาก ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยความประทับใจ รอยยิ้ม และความอิ่มเอมจากความรักของสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่มีหัวใจ 07 srpna Ratatouille [Soundtrack]ไม่ได้ฟังเพลงที่ทำให้นึกถึง Walt Disney นานแค่ไหนแล้ว….คงไม่ต้องพูดมากับ Ratatouille เพราะหลายคนคงได้ดูและรู้สึกเหมือนกันว่า เรื่องนี้ Pixar ไม่ทำผิดหวังตามเคย แต่สิ่งที่ดีนอกจากเนื้อเรื่อง นั้นก็คือสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่เคยคิดถึงเลยก็เป็นไปได้ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์นั้นมีสีสัน และ ความตื่นเต้นมายิ่งขึ้นอีกหลายเท่า นั้นก็คือ Soundtrack โดยส่วนตัวแล้วไม่ใช้คนที่ฟัง Soundtrack มามากมายนัก แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบเหลือเกิน
ในระหว่างดูหนังเรื่องนี้ การดำเนินเนื้อเรื่องบางช่วงอาจจะไม่ค่อยถูกใจนัก แต่สิ่งที่ผมพบนั้นก็คือ เพลงประกอบอนิเมชัน เรื่องนี้มันเป็นอะไรที่ …….สุดยอดยิ่งนัก ซึ่งเป็นผลงานของ Michael Giacchino ที่หลายคนรู้จักกันในนักประพันเพลงภาพยนตร์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นเกมส์ เป็น หรือภาพยนตร์จอเงิน……สำหรับ Giacchino นั้นผ่านงานอะไรมาบ้างมาพูดถึงงานที่ผ่านมากันซักนิดหน่อย
ผลงานเริ่มต้นที่ปี 1997 อย่างท่คิดไม่ถึง เค้าเริ่มจากการทำเพลงให้กับเกมส์ The Lost World Jurassic Park ในปี 1997 โดยมีสตูดิโอ Dream Work เป็นผู้มองงานให้ทำ และเกมส์นั้นได้วางจำหน่ายให้กับเครื่อง Play Station ซึ่งนับได้ว่าเป็นเกมส์แรกที่ใช้เครื่องดนตรีแบบ ออคเครสตร้า สดทุกชิ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงวงการเกมส์โดยสิ้นเชิง หลังจากนั้นแล้วเค้าได้มีเริ่มความสัมพันกับทางค้าย Dream Work และมีผลงานชิ้นต่อมานั้นก็คือ Medal of Honor ในซีรี่นี้นั้นไม่ว่าจะเป็นภาคแรกในปี 1999 ในปี 2000 กับ Underground ในปี 2002 กับภาค Allied Assault และในปี 2002 กับภาค Frontline แล้วเค้าก็ได้เริ่มผลงานใหม่กับสตูดิโอ Electronic Arts นั้นก็คือเกมส์ Call of duty ในปี 2003 และปี 2004 กับภาค Finest Hour และอีกหลายๆเกมส์ที่จะไม่ขอพูดถึง
หลังจากที่ทำ Soundtrack ให้กับเกมส์อย่างมากมาย เค้าเริ่มมาทำงานให้กับจอเงิน เรื่องแรกนั้นก็คือซีรี่ Alias โดยที่เป็นออเครสตร้าแบบเต็มวง และใช้จังหวะที่เร็วและกระชับพร้อมด้วยดนตรีแบบ Eletronic music ซึ่งทำให้เค้าได้รับมองหมายงานชิ้นใหม่ จาก J.J. Abram ใน project ปี 2004 สำหรับจอเงินนั้นก็คือเรื่องที่หลายคนรู้จัก ซีรี่ LOST และทำให้ความโด่งดังของเค้าไม่หยุดอยู่คแค่จอเงิน กับการก้าวข้ามมาสู่จอทอง ด้วยเรื่อง The Incredibles ในปี 2004 โดยผู้กับกับ Brad Bird นั้นอยากได้เพลงที่มีส่วนผสมของ Jazz แบบ Upbeat และ ออเครสตร้า ส่งผลให้เค้าได้รับรางวัล Best Score Soundtrack Album For motion Picture Television or other Visual Media และ Best Instrumental composition และในปี 2005 กับเรื่อง Sky High และ The Family Stone พร้อมทั้งหนังจอเงินอีกเรื่อง Muppet Wizard of OZ หลังจากนั้นไม่นานเค้าได้สร้างผลงานชั้นเยี่ยมอีกชิ้นนั้นก็คือภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible III ในปี 2005 และผลงานล่าสุดในปี 2007 ที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้นก็คือ Ratatouille ซึ่งเป็น Soundtrack ที่มีความโดดเด่นและทำให้ผมคิดถึง Walt Disney เหลือเกินเพราะทั้งกลิ่ง และการดำเนินแนวทางดนตรีที่มีความหลากหลาย และท้วงทำนองที่สุดเจ๋ง กับเพลง Le Festin ในฉากแรก ที่ผมยิ้มแล้วย้อนกลับไปคิดถึงเรื่อง จำชื่อเรื่องไม่ได้แระ แต่ประมาณว่ามีหมาจิ้งจอก กับหมาล่าเนื้อเป็นเพื่อนกัน ถึงฉากกลางเรื่องตอนยายที่เลียงหมาจิ้งจอกไว้ไปปล่อย แล้วขับรถร้องเพลงไปด้วย ผมร้องไห้เลยอะ มันเป็นความรู้สึกที่เข้าถึงใจของคนและมีความชัดเจนในการใช้เครื่องดนตรีอย่างมาก และมีบางสิ่งที่ผมชอบ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Ratatouille อย่างมากเพราะเพลงมันทำให้ความรู้สึกแบบกาตูนดีสนี ที่มีความสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆตลาอดเวลา และส่วนของเพลงนั้นเป็นสิ่งที่รวบรวมความเป็น Jazz ที่บ่งบอกได้ถึงความหรูหรา พร้อมทั้งการใช้ออเครสตร้า อย่างลงตัว ทำให้เพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมชั่น เรื่อง Ratatouille นั้นมีความชัดเจนและน่าซื้อเก็บสระสมอย่างยิ่ง…..
กับผลงานที่ผมอยากดูโครตสองเรื่องจาก Pixar นั้นก็คือ Wall-E ในปี 2008 คงได้เห็นตัวอย่างกันไปแล้ว…..แต่ผมก็รอต่อไปกับปี 2009 เรื่อง UP และปี 2010 นั้นก็คือเรื่อง Toy Story 3 โอ้ยยย นานโครตต แต่รอได้เพราะชื่อนี้เค้าบอกว่าจะไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวังกับการรอคอยที่ยาวนาน และผมเชื่อแบบนั้น เรื่อง Wall-E นั้นเป็นผลงานบนโต๊ะอาหารเรื่องสุดท้าย ของผู้กับกับมือมองแห่ง Pixar เพราะเรื่องอื่นๆได้ออกฉายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มารอดูเรื่องนี้กันว่าจะเป็นอย่างไร
ทำงานก่อนเด๋วมาแก้ช่วงเย็นๆ 03 srpna มากกว่าสิ่งของ มากกว่าเงินตรา มากกว่าทุกสิ่ง นั้นคือความรักและความผูกพันธุ์Alway : Sunset On Third Street
หนังให้ความรู้สึกดี ตามแบบฉบับดูไปยิ้มพร้อมทั้งน้ำตา เพลงประกอบอาจจะฟังดูแล้วสุดแสนธรรมดา แต่เมื่อถึงตอนท้ายของเรื่อง ผมน้ำตาซึมไม่หยุดและปล่อยโฮ.....ชุดใหญ่ตอน
ชินโนะสุเกะ วิ่งกลับมาหานักเขียนคนที่ไม่ใช้ทั้งญาติ พ่อ หรือ พี่น้อง เป็นเพียงคนธรรมดาที่เลียงเค้ามาด้วยไม่กี่เดือน และให้ปากกาแค่แท่งเดียว........ดูตอนจบแล้วน้ำตาไหลพลาก ร้องไห้เลยเหละ......ชอบชิบหาย
จดหมายจากแม่ และเด็กหญิงที่คิดว่าเองเป็นคนที่พ่อแม่ไม่เคยรักอะไรจะขนาดนั้น หนังเรื่องนี้ได้มานานมากเหลือเกิน และได้ยินคำชมมากมายเพราะรางวัลเป็นประกันถึง 12 สาขาในปี 2005
หนังที่สร้างจากเหตุการในช่วงยุค 1950 ของญี่ปุ่นที่เศรษกิจที่กำลังพื้นตัวหลังสงคราม และประเทศญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเลือกสร้างหอคอยโตเกียวเพื่อเป็นอนุสาวรีย์สัญลักษณ์ของความต้องการเป็นผู้น้ำทางเศษฐกิจโลก หนังเรืองนี้บอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ผ่านมากว่า 50 ปีแล้ว ความรู้สึกผมเมื่อมองภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมรู้สึกถึงหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกนักแสดง บทเพลง ฉาก และเหตุการที่เกิดขึ้น เช่นการดูทีวี เป็นอะไรที่....น่าตื่นเต้นจริงๆในช่วงยุคนั้น
หนังเรื่องนี้ครบเครื่องโดยส่วนตัวแล้วได้ ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ น้ำตาซึม และลุ้นจนมือสัน แต่.....การตัดบากฉากผมดูแล้วยังรู้สึกว่ามันรวดเร็ว ตัดทอนอารมณ์ไปบ้าง แต่เข้าใจเรื่องเวลาของหนังเพราะหนังเรื่องนี้ใช้เวลาถึง 133 นาที แต่อยากแนะนำให้ใครหลายๆคนดูได้ เพราะดูแล้วจะรู้สึก.............อะไรก็ตามแต่ตัวคนดูคิดแล้วกัน
ไหนๆก็ไหนๆแล้วถือว่าเป็นการลองซาวการ์ดจาก ASUS อาจจะฟังดูแปลกว่าเค้าผลิตซาวการ์ดตั้งแต่เมื่อไร ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย อ่ะๆ.....เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้รายละเอียดก็ติดตามได้กับหนังสือ Buycoms เล่ม 151 ก็แล้วกัน แต่ระบบเสียงนั้นไม่ธรรมดา มีความน่าสนใจและมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ CREATIVE ทำบ่ได๋.....
วันนี้ถือว่าเป็นการเขียนบททดสอบเล็กๆแล้ว สำหรับ Asus Xonar D2 Audio วันนี้เป็นการทดสอบดูหนังจะบอกสั้นๆว่า โอ้....โห้ DSP มึงแม้งเสียงโคตรเจ๋งเลยวะ.......แต่ผมไม่ได้ดูในระบบ DSP เพราะการดูในระบบ DSP ของซอฟต์แวร์นั้น มันจะทำให้เสียงค่อนข้างแน่นขึ้น มีมิติที่กว้างกว่า แต่ผมเลือกดูในแบบ....ธรรมดา อยากรู้ว่า DSP ดียังติดตามต่อในหนังสือแล้วกัน แต่วันเสาร์นี้ แน่นอน กะลองอัดเต็มที่เพราะการ์ดซาวตัวนี้ ถึงฟังเพลงมะวานจะมีเวลาน้อยและไม่ค่อยประทับใจนัก แต่......เด๋วจะทดสอบใหม่ เพราะทำเทสนะ......สำหรับวันนี้ดูหนังในระบบ DTS 5.1 เสียงที่ซาวการ์ดผ่านการ A>D แล้วให้ผมโปรแกรมให้มันให้สัญญาณที่ PCM 192KHz ที่ 24 bit ทดสอบกับลำโพง giga works G500 ฟังแล้วรู้สึกมีความอิ่มตัวและให้ SNR ที่น้อยแบบว่าไม่ได้ยินเลย แปลกดีนะแต่แกะซาวการ์ดออกมาดูแล้วก็รู้แระ ยังไงก็ขอกักไว้ลงหนังสือก่อนแล้วกัน 5555 แต่เรื่องเพลง เรื่องอื่นเขียนเต็มที่เหมือนเดิม หึๆๆๆ |
|
|