| Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists | Help |
|
28 September ร้างกายอ่อนแอ หัวใจออดแอดตามไปด้วยวันอาทิตย์…. ผมหลับไม่ลง มีอะไรให้คิดเต็มไปหมดในหัวสมอง….ขนาดกินยาไปหลายขนาน แต่ร้างกายผมยังไม่ตอบสนองแม้แต่นิดเดียว นั่งอยู่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อคืนวันเสาร์ ในตอนหัวค่ำ กำลังมึนจากฤทธิ์ยาเมื่อตอนเช้า ตื่นมาได้รับโทรศัพท์สายตรงจากทางบ้านเรื่องเกี่ยวกับอาม่า มันทำให้ผมคิดอะไรหลายๆ เชื่อมโยงกันแบบที่ได้จากในหนังสือเกี่ยวกับ NLP แปะๆ ผมเข้าใจเลยว่าตอนนี้กำลังสับสนและมึนๆ งง เอาหลายเรื่องมาคิดรวมกันแล้วมันทำให้ผมเกือบบ้า สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือคุยกับพี่คนสนิท ถึงแม้จะไม่นานเพราะแบทโทรศัพท์ผมหมดไปซะก่อน แต่มันก็รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย ใกล้ถึงกำหนดวันคืนกล้อง D3 แล้วสินะ พูดตามตรงว่าไม่ค่อยได้ใช้มันเลย หลังจากที่ถอย D300 มาพักใหญ่ๆ แล้วก็เริ่มสึกว่าตัวเองยังไม่ต้องการใช้มันซักเท่าไร ถึงแม้มันจะโปรขึ้นทุกอย่าง ทั้งความละเอียด ทั้งความกระชับถนัดมือ ทั้งความเร็วในการถ่ายภาพ แต่สุดท้ายตอนนี้ D80 ก็ยังตอบโจทย์ผมได้เกือบครบอยู่ดีล่ะ ถ้าจะให้พูดตรงๆ ตอนนี้ D-SLR เป็นทางเลือกของผมมากกว่า ไปๆ มาๆ ใช้กล้องคอมแพคเล็กๆ สะดวกกว่าแยะ แถมที่สำคัญไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์และอีกอย่างมันเบามาก เหมาะกับคนขี้เกลียดนักแล เมื่อวันก่อนพี่เอกเจ้าของ D3 โทรมาถามเรื่องกล้องว่าใช้ให้พี่คุ้มหรือยัง...ไอ้ผมก็ไม่รู้จะตอบไง แค่บอกว่าให้เค้ารีบมาเอาไปคืนซะกลัวทำพัง ฝากไว้เกือบเดือน ยิงไปยังไม่ถึง 300 รูป เพราะขี้เกลียดแบกมันหนักได้ใจจริงๆ อีกอย่างการใช้กล้องในระดับมืออาชีพถ่ายไม่สนุกเลย ทุกอย่างดูจริงจังไปหมด แหม่ที่ไอ้ช่วงนี้นะไม่มีงานรับ ปรญ. ถ้ามีคงเอา D3 ไปเถิดฉายให้ใครต่อใครได้เห็นความหล่อของมันแล้วล่ะ ร้างกายอ่อนแอ หัวใจออดแอดตามไปด้วย ตอนนี้ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ออกแดด มากเท่าไร ไม่ได้ไปถือกล้องถ่ายรูปตามที่ชอบมานานแล้วเพราะป่วย และตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองดำมาก ดูหมดราศีเลย แต่เค้าบอกว่าไม่ให้พูดคำว่า “ซวย” นะเดี๋ยวมันเข้าตัว ผมก็พยามอยู่ รู้สึกได้เลยว่าช่วงนี้สงบปากสงบคำมากกว่าเดิมมากๆ เพราะไม่ค่อยมีแรงจะพูด พอกินยาไปทีไรหมดฤทธิ์นอนสลบทุกที แถมบางวันคิดนู้นคิดนี้อ่านหนังสือมากไป นอนหลับไปฝันให้เครียดต่ออีก 55555 เป็นเอามากแต่ยังสู้อยู่นะเว้ย!! เหตุผลที่เก็บตัวและไม่ได้บอกใครเรื่องป่วยเพราะไม่ชอบให้ใครรู้ว่าเป็นไรอยู่ เบื่อการตอบคำถาม พอคนส่วนใหญ่รู้ก็มักจะถามว่า เป็นได้ยังไง ทำไมถึง??? งันๆ งี้ๆ บลา บลา บลา เบื่อครับพูดตามตรงเลยไม่ค่อยอยากพูด เลยขอสงบปากสงบคำดีกว่า ตอนนี้สิ่งที่อยากทำมากๆ ก็คือการหายป่วยเร็วๆ เพราะเบื่อมาก เวลาตัวเองอ่อนแอ ทำอะไรก็เหนื่อย ออดๆ แอดๆ กินก็น้อย จะออกไปล่าเริงในช่วงเช้าเหมือนเมื่อก่อนก็ทำไม่ได้ โดนแดดมากๆ หน้ามืดตาลาย พอกินยาก็อยากนอน ที่เป็นเช่นนี้เพราะร้างกายมันยังพื้นตัวไม่เต็ม 100% ไอ้ที่ออกจากโรงบาลมาหมอก็บอกอยู่แล้วว่าห้ามขับรถ ห้ามกิจกรรมกลางแจ้ง แล้วที่สำคัญห้ามดื่มเด็ดขาด ทำยากทุกอันเลย พอออกจากโรงบาลวันแรกก็โชว์อดหลับอดนอน ต่อมาไปกินเหล้าอีก แล้วก็ตามด้วยการทำงานแบบฟ้าไม่สางไม่ยอมเลิก สุดท้ายไปกินเหล้าอีก.....เออวันต่อมาเดียงสนิท ลุกไม่ขึ้น ลืมตาได้หมุนๆ ตลอดเหมือนวันที่เป็นวันแรกเลย ทรมานมากมาย แต่ก็ดีหน่อยที่เริ่มรู้ตัวตั้งแต่กลับมา เดินไม่ค่อยตรง กินยาไว้รอ เตรียมถุง เตรียมน้ำดื่มและยาไว้ใกล้ๆ มือ พอตื่นมา อวก กินยาแล้วรีบหลับตานอน เป็นแบบนี้อยู่หนึ่งวัน พอวันเสาร์ก็หายเป็นปรกติ แต่ท้องไส้กลับไม่ปรกติเพราะวันศุกร์นอนไม่ยอมกินอะไร พอกินมื้อแรกในบ่ายวันเสาร์เท่านั้นเหละ อวกแตกอีกแล้ว เฮ้ยยยเหนื่อยยยยยย ป่วยไม่สนุกเลยเว้ยยย โมโหตัวเองจริงๆ ตกกลางคืนดันมีเรื่องที่อาม่ามาล้มขาหักผ่าตัดในคืนวันเสาร์อีก หนักกว่านั้น เพราะพึ่งเขียนเรื่องกับข้าวของอาม่าเสร็จไม่เมื่อไม่นาน มีเรื่องเลยหรอ คนอายุ 70 กว่าๆ ล้มไปทีหนึ่งเรื่องใหญ่มากมาย ผมเคยบ่นๆ เรื่องอยากให้ทำพื้นตรงห้องน้ำที่บ้านอาม่าใหม่นานมากแล้ว เพราะขนาดผมเดินยังจะลื้นล้มเลย พื้นชันประมาณ 10 องศา ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนแก่ ถึงแม้ห้องน้ำจะทำใหม่มีราวจับ มีอะไรมากมาย แต่พื้นนี้มันใช้ไม่ได้จริงๆ พอได้ยินเรื่องอาม่าก็ใจเสียนิดหน่อย ผมโทรบอกน้องให้ไปเยี่ยม แต่ตอนนี้ผมคงไปไหนมะได้หรอก..ตัวเองยังไม่รอดเลย ผมจึงพักผ่อนจริงๆ กินข้าว กินยา นอน รีบรักษาตัวให้หายเร็วๆ เพราะเบื่อป่วยแล้ว เกลียดมากเวลาที่ไม่มีแรง ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ...แต่จากนี้ผมจะรีบหาย กลับมาแข็งแรง และกวนตีนเหมือนเดิม 06 September ชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันลืมตาตื่นขึ้นมากับอาการปวดท้องเล็กๆ ผมบ่นพรึมพรำในใจว่าหิวน้ำ…หลังจากนั้นไม่นานก็ตาสว่างในตอนตีสามเศษๆ ความเงียบในยามคำคืนทำให้คิดถึงสิ่งที่ผ่านมาหลากหลายในปีในนี้ หลากหลายความรู้สึกเดินทางเข้ามา ไม่ว่าจะรัก สนุก เกลียดชัง หรือแม้แต่ความอยากอยู่อย่างสงบ ผมจัดแจงใส่เสื้อผ้าและปั่นจักยานคันสีเหลือไปที่ 7-11 เพื่อซื้อน้ำมาดื่ม ในขณะเดียวกันนั้นเอง มีใครบางคนรอคอยผมอยู่เช่นกัน สินค้าที่ซื้อไม่มากมายมีเพียงน้ำเปล่าขวดใหญ่ที่ดื่มเป็นประจำ และกาแฟกล่องสีน้ำตาลของโปรด….ไม่นานนักเมื่อซื้อสินค้าเสร็จ ผมได้พบเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งเคยมอบความสุขให้กับผมเข้าโดยฉับพลัน เค้าเข้ามาทักทันใด ด้วยสีหน้าหมองหม่น และกล่าวคำขอโทษถึงสิ่งที่เค้ากระทำผิดลงไป “พี่ครับ ของไว้ก่อนนะ เงินผมหาคืนให้” ผมมองด้วยสีหน้าที่ตกใจเล็กน้อยเพราะบนใบหน้าของเด็กชายคนนั้นเต็มไปด้วยรอยเย็บ และแผลเหวอะหวะ ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นอย่างหลากหลายเกี่ยวกับรอบแผลเหล่านั้น จึงได้ถามออกไป ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ไม่ได้หวังว่าจะอยากได้เงินคืนซักบาทเดียว ถ่อยคำที่ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเบาๆ บอกผมให้รู้ถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของทางเดินในชีวิต เด็กชายเล่าให้ฟังถึงกลุ่มนักเลงที่หมายหัวเค้าอยู่ และหวังที่จะรุมทำร้ายมานานมากแล้ว ด้วยความประมาทเหตุจึงเกิด ระหว่างที่กำลังจะออกไปเอาของบางอย่างมาให้กับผม และหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เค้าหายหน้าไป ผมยืนฟังเรื่องของเค้าอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะกล่าวคำลา และบอกให้รักษาตัว ไว้หายเมื่อไรเจอกันใหม่ ผมเอาของใส่ตะกร้ารถจักยานและปั่นกลับ เมื่อกลับมาถึงแล้วมีความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในสมองและมันเชื่อมโยงกับหลายสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดห้าเดือนที่ผ่านมานี้ในชีวิตของผม ที่มันทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนไปและผมคล้ายจะไม่ใช่คนเดิม ซึ่งผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ามันเกิดจากอะไร และทำไมหลายคนพูดเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ผมรู้สึกเหมือนเดิมทุกๆ อย่าง คงจริงอย่างเค้าว่า เมื่อเรารู้จักใครบางคนมากยิ่งขึ้น เรายิ่งรู้สึกถึงความลึกลับที่คนผู้นั้นไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ผมก็เป็นเช่นนั้น ผมเป็นคนที่เก็บเรื่องราวอะไรหลายๆ อย่างไว้เพียงคนเดียว หรือถ้าคิดอยากจะพูดคุยผมคงเลือกคนสนิทก่อน และไม่ใช่เพื่อนในวัยเดียวกัน เมื่อช่วงห้าเดือนที่ผ่านมา ผมเลือกที่จะไม่เล่าอะไรให้ใครฟังเลย เลือกที่จะเก็บ และเลือกที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง ความเชื่อหนึ่งเกิดขึ้นกับผมระหว่างที่กำลังรอซื้อขนมที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งใน กทม. เมื่อหลายเดือนก่อน ผมชอบดูหนังคนเดียวครับ….หลายคนก็คงรู้ แต่ในครั้งนั้นผมเจอผู้หญิงที่ถูกใจโคตรๆ แบบรักแรกพบเลยก็ว่าได้ และผมก็เป็นบ่อยๆ หญิงสาวตัวเล็ก ผมตรงสีดำเข้ม นั่งอยู่ข้างๆ ในขณะผมอ่านหนังสือและรอชมภาพยนตร์ หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อถึงเวลาที่ภายนตร์เข้าฉาย….เธอก็เดินไปซื้อน้ำและขนมตามปรกติ เธออยู่ข้างหลังผม ผมพยามไม่สนใจเธอ แต่ทะว่า ผมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้นาน เพราะอยากเพียงสัมผัสด้วยสายตา น่ารักเหลือเกินจนหยุดที่จะแอบมองไม่ได้ เอาละครับ คงได้มองกันแค่ครั้งนี้ล่ะ เพราะส่วนใหญ่ เมื่อสาวๆ ซื้อขนมเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนุ่มๆ ก็ต้องมาช่วยถือจริงไหม เหลือเชื่อที่เธอเดินไปดูหนังอย่างโดดเดียวเหมือนกับผม และเรานั่งใกล้กัน และเมื่อภาพยนตร์จบ ผมตัดสินใจที่จะทำบางอย่าง…แปลกออกไปจากเดิม คือเข้าไปทักทาย เพียงผมพูดว่า “รู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่องนี้” จากนั้นผมก็ได้รู้จักกับเค้าและกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน เหตุการณ์นี้จึงทำให้ผมเชื่อว่า แค่เพียงเสียววินาที สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมายจริงๆ ถ้าผมไม่ทักทายเค้า ก็คงไม่มีคนคอยโทรมาชวนกันไปดูหนังบ่อยๆ คงไม่มีคนโทรมาเล่าเรื่องหนังสือใหม่ๆ ที่เค้าได้อ่าน คงไม่มีแม้แต่คนที่อยากพยามจะเข้าใจถึงคนที่ชอบฟัง Jazz ว่าคิดอะไรกันอยู่ และที่สำคัญเลยก็คงไม่มีคนที่ทำให้ผมหายเหงา เมื่อผมอยู่คนเดียว ยกตัวอย่างเหตุการณ์ รถชน…ผมเคยโดนรถชนรุนแรงมาก ทำให้สลบและตัวลอยไปไกลถึง 100 เมตร ด้วยความเร็วกว่า 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งตรงเข้ามาสู่รถผมขณะที่มึนเมา เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมกลัวการกลับรถไปนานเลยทีเดียว มันก็เกิดขึ้นจากเสียววินาทีที่ตัดสินใจ ผมเพียงแค่คิดว่าอยากกลับถึงบ้านเร็วๆ ก็เลยไม่หยุดรอดูรถที่วิ่งมาเพราะคิดว่าถนนปล่อยภัยเนื่องจากเวลานั้นดึกมากแล้ว สุดท้ายก็ต้องไปนอนโรงบาลเป็นอาทิตย์ และผ่าตัดขาใส่เฝือก หากว่าหยุดดู 10 วินาที คงไม่ต้องเสียเวลาใช่ไหมล่ะ เรื่องหญิงสาวที่โรงหนัง และ เรื่องรถชน เกี่ยวกับวินาทีการตัดสินใจ มันจึงทำให้ผมเป็นแบบนี้คิดอะไรก็ทำเลย อยากทำอะไรก็ทำ…แต่มันก็กลายเป็นข้อเสียเหมือนกัน เริ่มต้นวินาทีสำคัญในเดือน ธันวาคม 50 หลังจากที่ไม่สมหวังกับใครบางคน เพราะกลัวที่จะพูดออกไป ผมทำใจอยู่นาน อยู่ดีๆ ก็มีใครคนหนึ่งที่เคยใกล้ชิด ผูกพันเดินกลับเข้าไปทักทายว่า “สวัสดีจ๊ะ ยังจำกันได้อะเปล่า….”เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พูดในสิ่งที่ไม่ตรงกับหัวใจว่า “จำบ่ได๋ก๋า” เหมือนเริ่มเล่าเรื่องใหม่ทั้งหมด แต่ก็ยังคิดว่าดีเหมือนกัน จะได้รู้จักกันใหม่ ทุกวันในฤดูหนาว ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยหนาว และเหมือนฤดูฝนซะมากกว่า มันชุ่มฉ่ำซะเหลือเกิน ละอองฝนที่ตกลงมาเหมือนมีความหมาย ทุกวันมีความสุขเพียงแค่คุยกันถึงเรื่องเก่าๆ หัวเราะในสิ่งที่เราเคยผ่านกันมามากมายในอดีต ในที่สุดเราตัดสินใจเดทกันครั้งแรกหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่า 3 ปี ผมตื่นเต้นจัง….ที่จะได้เจอหญิงสาวคนนี้แล้ว เผ้ารอนับวันให้ถึงเวลานั้นเร็วๆ เรื่องการงานก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆ นับวันรอ นับวันรอ ในที่สุดมันก็เดินทางมาถึง 22 ธันวาคม 50 เรานัดกันที่เซ็นทรัลเวอร์ อาการเย็นสดชื่น เสียงเพลงเฉลิมฉลองเทศคริสต์มาสการดังไปทั่วทั้งบริเวณ ใจเต้นรัวเพราะใกล้ที่จะได้พบใครบางคนแล้ว ไม่นานนักเค้าก็ปรากฏตัวขึ้น และค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงหน้าผม เราทักทายกันด้วยเสียงหัวเราะ แล้วก็คุยกันไม่หยุดตลอดมื้อเย็นนั้น อิ่มใจมากกว่าอิ่มท้อง ความสุขมันล้นจนแทบจะอวกออกมาแล้วฝังดินเก็บไว้ใช้ต่อในวันหลัง แต่ทำไม่ได้จริงไหม คริสต์มาสเดินทางมาถึง เราก็เจอกันอีก แลกของขวัญกัน และจนหมดเดือน ธันวาคม เราพบกันบ่อยมากยิ่งขึ้น แต่ละวันที่เรียนรู้กันมันมีความหมาย เข้าสู่เดือน มกราคม เค้าได้รับ ปริญญา เรียนจบแล้ว เราพบกันและเค้าบอกมีเรื่องอยากจะขอร้องให้ช่วย ไอ้เราก็คิดว่าเรื่องใหญ่โตอะไร ที่แท้ไปถ่ายรูปนั้นเอง ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย จัดให้ ในวันนั้นเองทำให้ผมได้พบพ่อแม่ พี่น้อง และแฟนเก่าที่เข้ามาทักทาย และถามว่าผมเป็นใคร เย็นวันนั้นกลับมาแบบเมาๆ แล้วถามตัวเองว่า “ผมเป็นใคร (ในสายตาของคุณ)” ชอบหรือว่ารักวะ….สรุปว่าวันนั้นโทรไปถามว่า ลองมาคบกันไหม แล้วเค้าตอบตกลง เดือน กุมภาพันธ์ ฤดูความรัก ทุกอย่างผ่านไปกับงาน งาน และก็งาน บ้าบิ่นอยากทำให้งานดี จนลืมใครบางคน เดือน มีนาคม ใกล้สงกรานต์แล้วสิ….เริ่มรู้สึกตัวว่าทิ้งขว้างบางสิ่ง แต่เราก็ยังดีกันอยู่ใช่ไหม มันชักไม่แน่ใจ เดือน เมษายน ออกท่องเที่ยวเจอสิ่งใหม่ และหลงไปกับสิ่งนั้นชั่วคราว จนเมื่อพบกันอีกครั้งหนึ่ง จึงได้คิดว่าเกือบจะเสียเค้าไปแล้วสิเรา เดือน พฤศจิกายน กลับเข้าสู่ความเป็นปรกติ งาน งาน และงาน และในเมื่อไม่ได้คิดอะไรเลย เค้าได้นัดผมไปเจอเพื่อคุยบางอย่างด้วย เรานัดกินข้าวกัน และผมได้ทราบข่าวจากเค้าว่ากำลังจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายเลยในครั้งแรกที่ทราบ กลับรู้สึกตื่นเต้นด้วยซ้ำที่เค้าจะไปเจอสิ่งใหม่ๆ มีรูปใบใหม่ๆ มาให้ผมดู…… เดือน มิถุนายน วันเกิดที่ทุกอย่างกำลังไปด้วยดี ฉลองจนเช้า ทำงานอย่างมีความสุขอยู่ที่ออฟฟิศใหม่ ถึงแม้เรื่องราวจะไม่ค่อยสงบ แต่ในขณะนั้นนับได้ว่าใจนิ่ง และเป็นต่อไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เดือน กรกฎาคม วันเกิดของเค้า ผมพบเจอเพื่อนเค้าหลายคน และอยู่ในปาร์ตี้จนเช้าตามเคย อย่างไม่ทันคาดคิด…..มันถึงเดือน สิงหาคม แล้วสิน่ะ ทุกอย่างที่ดี มันเปลี่ยนไปหมด เริ่มจากเรื่องงาน เรื่องทางบ้าน และตามมาด้วยเรื่องส่วนตัว หลายอย่างสับสนไปหมด ประบนวุ่นวายจนผมรั่วเกินขนาด เมื่อเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ เค้าเตือนและอยากพบผมมาก แต่ผมไม่อยากเจอเค้าเลย ผมลืมเรื่องไปเรียนต่อสนิท ก่อนหน้านั้นสามคืน ผมวุ่นวายเรื่องออฟฟิศ เรื่องแม่ และเมาให้ตัวเองหลับบ่อยครั้ง ในที่สุดวันนั้นก็เดินทางมาถึง เช้าวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม ก่อนหน้านี้หนึ่งคืน สายที่ไม่ได้รับ ข้อความ ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากงาน และผมพึ่งกลับมาจากโรงบาลด้วยความเหนื่อยล้า ในตอนเช้าที่ทนลำคานไม่ไหว จึงรับสายและได้รู้ว่า…ผมกำลังจะพลาดโอกาสครั้งสุดท้ายไป ผมรีบแต่งตัว หยิบกระเป๋ากล้อง และขับรถไปสนามบินสุวรรณภูมทันใด โอกาสสุดท้ายที่จะเจอกัน แต่นี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ ใจหายและรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ผมไม่อยากฉุดรั้ง ไม่อยากหยุดให้เธอไม่ไป อยากให้ไปเพราะจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่นี้คือจบกันแล้วใช่ไหม คำตอบก็คงใช่ เค้าบอกลา….ปล่อยให้ผมยืนตัวแข็งน้ำตาแทบไหลออกมา บอกกับตัวเองว่าเก็บไว้ อยากแสดงอะไรออกไป คำว่ารักไม่เคยออกจากปากผมเลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา อย่างดีก็แค่ชมว่าวันนี้น่ารักจัง ช่วงเวลาที่ยืนส่งเธอจนลับสายตา ทำให้ผมถามตัวเองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตผมกันแน่ ผมกำลังจะเสียหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกันใช่ไหม คงใช่ และมันสะใจดีที่มัวแต่ทำงาน ที่ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย กลับมาถึงบ้านพร้อมกับเหล้าห่วยๆ หนึ่งแบน นั่งกินและคิดถึงเรื่องในวันต่อไปอย่างลำพัง ในเดือนสิงหาคม ผมก็ได้เจอกับอาการบ้านหมุน ผมเองไม่ได้บอกใคร มันเริ่มอย่างง่ายๆ และก็จบลงแบบยากนิดหน่อย เริ่มจากนอนไม่หลับมาหลายสัปดาห์ ไม่อยากนอน อยากรีบทำงานให้จบ ก็พยามอดหลับอดนอน จนถึงวันที่รู้สึกเต็มที่แล้ว ก็ยังฝืนตัวเองไปอีก คิดว่านิดเดียวคงผ่านไปได้ และพรุ่งนี้จะได้พักผ่อนเต็มที่ แต่สุดท้ายไม่ไหว….เลยตัดสินใจนอน นอนได้ไม่นานก็รู้สึกอยากอวก ก็จัดไปอวกหนึ่งที และตามมาด้วยอาการปวดหัวแบบมึนๆ ตลอดทั้งคืน ในตอนนั้นก็คิดว่ากินยาแก้ปวดก็คงหาย นอนพักซักนิด ตื่นมาว่ากันใหม่ ได้แต่เพียงแค่คิด เพราะแค่หลับตาก็บ้านหมุน หมุนเร็วมาก และก็มีเสียว วี๊ดดดดดดดด วี๊ดดดดดดด ตลอดเวลา ไอ้เสียง วี๊ดดดดดดดด ที่อยู่ในหู ผมเป็นบ่อยมาก และกลัวมันจริงๆ มันเหมือนอาการแรกเริ่มของคนหูเสื่อมเลย แต่ไม่ใช่ครับ…หลังจากที่ทนไม่ไหว ก็ไปโรงบาลและพบว่าตัวเอง น้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดจากการพักผ่อนน้อย ไม่ยอมหลับยอมนอนหลายคืน และในวันนั้นเองผมได้นอนโรงบาลให้น้ำเกลือหนึ่งคืน หมอบอกว่าให้พยามนอนตามเวลาปรกติตั้งแต่ 3 ทุ่ม อย่าดึกบ่อย และถ้ามีอาการห้ามขับรถ หรือออกไปข้างนอกเพราะจะไม่สามารถทรงตัวได้ หลอนไปพักใหญ่ แต่ตอนนี้ก็พยามนอนสามทุ่มอยู่น่ะ แต่ไม่ได้เลยซักครั้งเดียว ย้อนกลับไปถึงเด็กชายคนที่พูดถึงในหัวเรื่อง กับเรื่องราวที่ผมเก็บไว้คนเดียว มันเกี่ยวกันอย่างไร ผมคิดครับ ในวันที่ผมพบเค้า และฝากเงินไป เค้าดูสดใสร่าเริง หัวเราะมีความสุข เหมือนกับผมในช่วงห้า หก เดือนก่อน มีความสุขจริงๆ แต่เมื่อพบความสุขแล้ว ความทุกข์ที่ตามมานั้น มันเดินทางมาเร็วเหลือเกิน หากว่าไม่ได้ตั้งตัวให้ดี และไม่พร้อมรับกับหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ผมก็ไม่รู้จะเป็นเช่นไร เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องง่ายๆ คือเข้าใจมันและยอมรับ เพราะนี้เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเราเองล้วนๆ |
|
|