Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    21 September

    ขังกรง

    หากว่ามีคนจับคุณไปขังไว้ในกรง เป็นเวลายี่สิบปี คุณจะเป็นไง

     

    มีหลายคนในเว็บบอร์ดบ่นว่า แค่เลียงหมาเลียงแมว หนึ่งตัวยังบ่นเลยว่าจะกินอะไรกันนักหนาผมประหลาดใจกับคำพูดนี้มาก เพราะทุกคนในเว็บบอร์ดบอกว่ารักหมารักแมว เวลามองเข้าไปในแววตามันแล้วรู้ถึงบางสิ่ง นั้นก็คือความรัก แต่คำพูดมันกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่พูด ทำไมต้องมาบ่นว่าจะกินอะไรกันนักหนา

     

    มีกระทู้หนึ่งตอนนี้ที่อ่านแล้วถึงกับน้ำตาแทบตก ไม่ใช้ตกเพราะคำพูดที่เรียบเรียงอย่างสวยงามในกระทู้ หรือความกินใจในคำที่เขียนมาอย่างดี แต่สิ่งที่ทำให้น้ำตาแทบไหล ก็คือรูป หลายคนมักบอกว่าการมองสัตว์ที่อยู่ในกรงมันเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึก ผมก็เป็นเช่นกัน

     

    ผมไม่ไปได้สวนสัตว์เป็นเวลานานมาก กว่าที่จะทำได้ว่าครั้งสุดท้ายไปเมื่อไร และไปแล้วรู้สึกอย่างไร เพราะผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ไปผมมีอายุเพียงสิบกว่าขวบ น่าจะประมาณสิบสองขวบแถวๆนั้น และผมไม่เคยไปอีกเลย เพราะทนความหดหู่ไม่ได้ กับสิ่งที่ผมเห็น เมื่อมองลึกเข้าไปในสิ่งมีชีวิตที่ต้องการอิสละภาพ มากกว่าการที่อยู่ในกรง ทุกสิ่งที่มีชีวิตก็ต้องมีหัวใจ

     

    สวนสัตว์พาต้าเคยไปกันไหม

     

    ผมไม่เคยไปซักครั้งในชีวิต เนื่องจากผมเป็นคนต่างจังหวัด แต่จำหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับห้าง พาต้า ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ทุกอย่างจะผ่านเวลามายาวนานมากกว่าสิบปีแล้วก็ตาม เมื่อมีคนพูดถึงห้างนี้ก็จะคิดถึงสวนสัตว์ เพราะตอนเด็กเคยอยากมา คิงคองมากๆ แต่เวลาผ่านพ้นมายาวนาน มันยาวนานจนผมลืมทุกสิ่งไป จนเมื่อวานนี้ผมได้เปิดกระทู้ดูตามปกติ แล้วมีคนมาถามว่า จำสวนสัตว์พาต้ากันได้ไหมถึงแม้ตัวผมไม่เคยไป แต่ได้ลองเข้าไปอ่านกระทู้ดูในทันที และสิ่งที่พบเจอก็คือ สวนสัตว์พาต้ายังอยู่ อย่างไม่น่าเชื่อ ว่า คิงคองตัวที่ตอนเด็กเคยอยากไปดู มันยังอยู่ที่เดิม ในขณะที่เราใช้ชีวิต และเวลาผ่านเดินไป แต่คิงคองตัวนั้นยังอยู่ที่เดิม แบบเดิม คิงคองตัวนั้นไม่เคยจากที่ ที่ตัวเองเกิดไปไหน และเหมือนติดคุกยาวนานตั้งแต่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ เป็นเวลามากกว่าสิบห้าปี ยาวนานมากเหลือเกิดสำหรับมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอย่างปกติ และมีหลายคนบอกว่า อยากให้เอาสัตว์ทั้งหลายกลับสู่ป่า ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ก็เพราะมันขาดความเป็นธรรมชาติไปแล้ว มันอยู่ในกรงที่มีการเลียงดู เป็นระยะเวลายาวนานขนาดนี้ ถ้าออกไปก็คงหาอาหารกินเองไม่ได้ หรือไม่ก็โดนตัวอื่นในฝูงฆ่าตาย แต่สิ่งที่เห็นด้วยคือการนำไปสถานที่ ที่ดีกว่าตอนนี้ไม่ เพราะดูจากรูปแล้ว กรงเล็กมาก สัตว์ทุกตัวอยู่อย่างเหงา เศร้า ซึม เหมือน ชีวิตนี้มันช่างน่าเบื่อซะเหลือเกิน แต่คงไม่สิ่งไดที่สามารถทำได้ นอกซะจากหวังว่ามันจะได้ไปอยู่ในที่ ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อมองลึกเข้าไปในแววตาของสัตว์ป่า นักล่าผู้หิวกระหายอิสละภาพ เหมือนมันกำลังพูดว่า สิ่งที่มันอยากได้มากที่สุด มันไม่สามารถเป็นจริงได…..มนุษย์เท่านั้นที่สามารถจะช่วยเหลือพวกมันได้ เพราะมันไม่สามารถสือสารแบบเราได้ 

    19 September

    เป็นอะไรไป "หัวใจสีหม่น"

    กลับมาบ้านด้วยอาการงงๆ

     

    เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่เรากระทำอยู่ มันน่าจะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่มันกลับเป็นอีกแบบ แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้กับวันนี้คือความรู้สึกบางอย่าง ที่ผมไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร และสิ่งไดทำให้มันเกิดขึ้น

     

    ผมกลับมาถึงบ้านตอนตีหนึ่ง สี่สิบห้านาที พร้อมทั้งความรู้สึกอยากอวก อวกบางอย่างออกมา ไม่ใช้เพราะแอกอฮอล หรือสิ่งเสพติด แต่ผมอยากอวกอย่างไรเหตุผล ผมอยากร้องไห้ แต่ผมไม่สามารถทำได้ ผมอยากนอน แต่ผมไม่สามารถทำได้ ผมอยากพูดบางอย่างกับใครบางคน แต่ผมก็ไม่สามารถทำได้

     

    เวลาล่วงเลยมาจนถึงตีสองพร้อมด้วยเพลงเบาๆที่คุ้นเคย เมื่อถึงบ้าน ผมนั่งอยู่หน้าคอมแล้วพิมพ์บางสิ่งลงใน BLOG นี้

     

    วันนี้เกิดอะไรขึ้น

     

    ทุกอย่างในวันนี้ปกติ อาจจะมีบางสิ่งที่มารบกวนใจคือคำพูดและความเข้าใจของแต่ละคน ซึ่งผมเป็นห่วงคำพูดของผมจะไปทำร้ายจิตใจของใคร วันนี้ผมช่วยผู้หญิงเข็นรถเข็นขึ้นตรงทางที่ สูง จนเค้าไม่สามารถทำได้ แต่สิ่งนั้นไม่ใช้ความรู้สึกที่ดีมากมาย เพราะผมก็ช่วยทุกคน วันนี้การทำงานสบายเหมือนเดิม ทุกอย่างปกติ ยกเว้นบางสิ่งในตอนเย็น ตกเย็นมีนัดกับพี่ ที่เค้าผิดหวังมาเรื่องงานซึ่งมันไม่เกี่ยวอะไรกับผม แล้วทำไมผมต้องไป? ผมคิดว่าจะไปปรับทุกกัน แต่มันไม่ใช้การปรับทุก มันเป็นการปรึกษา ผมเลิกจากงานมา ผมไม่อยากทำสิ่งไดนอกจากนอนหลับให้สบาย และพร้อมเจอกับบางสิ่งในวันพรุ่งนี้

     

    ในช่วงบ่ายผมทำตามสิ่งที่ผมพูดไปเป็นที่เรียบร้อย ผมให้บางสิ่งที่มีใครต้องการ สิ่งนั้นเป็นสิ่งเล็กน้อยมากสำหรับผม ผมพยามทำดีที่สุด เท่าที่ผมจะสามารถทำได้ และผมได้ทำมันแล้ว อาการนี้เริ่มจากตอนเย็นที่ผม กำลังคิดบางสิ่ง และตัดสินใจว่าทำหรือไม่? ผลที่ตามมามันเป็นแบบนี้ เป็นแบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้

     

    ความผิดหวังจากบางสิ่ง แล้วผมผิดหวังสิ่งได ทำไมผมต้องมานั่งเป็นแบบนี้ ผมเพียงพูดในสิ่งที่ผมต้องการ แต่สิ่งที่ผมต้องการมันไม่ได้รับ ผมหวัง? บางสิ่งแต่มันก็ไม่เคยเป็นจริง

     

    และแล้วเวลาในช่วงระยะสุดท้ายก็เดินทางมาถึง ผมตัดสินใจทำบางสิ่ง ที่อาจจะไม่มีใครคาดคิด และผมกำลังทำบางอย่าง ให้มันแข็งแรงขึ้นมา นั้นก็คือ ใจของผมเอง ต่อไปนี้ผมจะเลิกคิด เลิกพูดและเลิกกระทำสิ่งนี้ และอยู่แบบเดิมต่อไป ผมไม่ผิดหวัง ไม่เสียใจ ไม่รู้สึกถึงสิ่งได นอกจากผมจะกลับไปเป็นตัวผม ในเช้าพรุ่งนี้

     

    มักมีคนพูดเสมอไม่ว่าจะเป็นคนสนิด หรือเพื่อนฝูง บอกผมแข็งแรงดี แต่ความเข้าใจนั้น ผิด ผมไม่แข็งแรง ผมอ่อนแอ และอ่อนแรง มันหมดลงไปในทุกๆครั้งที่พยามทำบางสิ่ง และสิ่งนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ ผมไม่ผิดหวัง และไม่ทำใจ แต่ในช่วงเวลานี้ ผมอยากอยู่อย่างเงียบๆเพื่อรับรู้ถึงบางสิ่ง

     

    สิ่งที่ผมทำในตอนนี้คือหางานให้ได้มากที่สุด เพื่อทำมันให้สำเร็จทุกชิ้น แต่ชีวิตผมก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมเมื่อขาดมันไป ผมจะใช้ช่วงเวลาทำงานให้มากที่สุด เพื่อ..............ตัวผมเอง เพื่อ เวลาที่เดินอยู่และเพื่อบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ด้วยตัวผมเอง 

    17 September

    วันศุกร์ เล่าย้อนหลังจากวันเสาร์

    วันศุกร์ที่แสนธรรมดา

     

    หลังจากที่หลายคนแยกย้ายกลับบ้านในเย็นวันศุกร์ หลงเหลือความวุ่นวายของช่วงกลางวัน และเปลี่ยนเป็นความเงียบที่ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม ผมนั่งเผ้าหน้าจอคอมเพื่อดูหลายอย่าง และทำงานของตัวเองต่อไป มีบางสิ่งที่ผมไม่ได้พยามก็คือการเก็บกระเป๋า และเตรียมตัวกลับบ้าน เนื่องจากวันนี้จะมีการรวมตัวไปเทียวกัน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างผิดพลาดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนัดหมายและสถานที่ จนทำให้เหลือกันอยู่แค่ห้าคนเท่านั้น

     

    คำถามก็คือ เราจะไปเทียวไหนกันดี……ทุกคนเข้ามาคุยกันในห้องสนทนาด้วยการ invite และตกลงสถานที่กันไม่ได้ซักที จนสุดท้ายก็ได้ที่ไป เรียบร้อย…….ก่อนจะเข้าช่วงเวลาสองทุ่ม

     

    ทุกสิ่งเป็นไปตามปกติของวันศุกร์ที่มีรถเต็มท้องถนน และฝนตก พร้อมด้วยคนห้าคนในรถหนึ่งคันเท่านั้น ในระหว่างทางเป็นสิ่งปกติที่ต้องพูดคุยกัน ผมชอบนั่งฟัง และฟังหลายๆอย่าง ผมไม่เข้าใจในบางอย่าง แต่ผมก็เข้าใจบางอย่าง

     

    เราไปเทียว ดื่มและกินเบียร์ เพลงเล่นสนุกสำหรับผม เพราะมีเครื่องเป่า และ หญิงสาวสวย พร้อมด้วยเพลงสากล เก่าใหม่ที่เล่นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รู้ว่าคนที่ไปด้วยจะสนุกหรือเปล่า แต่ผมรู้ถึงหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบเสียง และการร้องเพลงที่มันใช้ได้แต่ไม่ดีมากนัก

     

    จนสุดท้ายนาฬิกาบอกเวลาที่เราควรจะกลับกันได้แล้ว เนื่องจาผมมีงานต่อ และมีสาวๆที่ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านบ่อยนัก นี้มันก็ดึกแล้วสำหรับเค้า ในขณะที่เดินออกมาจากร้านฝนหยุดตก ผมคิดถึงขากลับระหว่างผมกับเธอคนนั้นเพราะเราต้องไปทางเดียวกัน พี่ที่ขับรถอยู่ พูด ฝากดูแลเค้าด้วยนะผมตอบกลับไป ผมเมาขนาดนี้ จะดูแลใครได้แล้วผมก็ยิ้ม

     

    จนเมื่อทุกอย่างเข้าสู่ปกติ เราเดินไปขึ้นรถที่หน้าซอย เสือใหญ่ สามคน ซึ่งต้องไปส่งพี่ก่อน ผมกับเค้าก็นั่งรถต่อไป แต่สิ่งที่ผมเข้าใจผิดก็คือ เค้าลงก่อนแล้วผมลงตาม ผมเข้าใจแบบนั้นมาตลอดซึ่งมันผิด

     

    ตลอดทางที่ระยะไม่ใกล้ และไกล ใช้เวลาเดินทางไม่นาน แต่ว่าเรื่องที่คุยกันมันเหมือนมีมากจนผมจำไม่ได้ว่า คุยอะไรกันไปบ้าง คงเพราะผมเมาด้วยเหละ ผมถามว่าผมดูเหมือนคนเมาหรือเปล่า เค้าตอบว่าเปล่า แต่มีบางสิ่งที่ไม่ได้ยินมานาน เราคุยเรื่องอะไรซักอย่าง ต่อจากเรื่องวันเกิดของผม แล้วก็เรื่องพี่น้อง เค้าถามผมด้วยความสงใสว่าทำไมผมไม่เหมือนพี่ชายคนโตเลย…..ผมยังสงใสกับคำถามนี้ และเค้ายังบอกอีกว่า ผมหน้าไม่ดุเลยซักนิดมันไม่ได้ยินแบบนั้นมานานมากเพียงไดแล้ว

     

    ผมไม่เข้าใจในหลายอย่าง แต่อยากจะเข้าใจ เมื่อรถจอดที่ปลายทางแล้ว ผมยังงงๆอยู่แล้วก็ลงจากรถ พร้อมทั้งลืมเอาเงินให้เค้า ผมเดินทางต่อไปจนถึงจุดมุ่งหมายพร้อมด้วยฝนตกแรงกระหน่ำ ผมยืนถือแก้วเหล้าอยู่ด้านหน้าบ้านหลังหนึ่ง หยดน้ำที่มันกำลังตกมาเป็นสาย มันทำให้ผมมีความสุขอย่างไรเหตุผล และผมไม่ต้องการคำตอบว่า ทำไม ไม่มีคำว่าทำไมอีกต่อไป เพราะสิ่งเหล่านี้มาจากความรู้สึกดี ที่ตัวผมมีให้ใครซักคนหนึ่ง ถึงแม้เค้าจะไม่เคยรับรู้สิ่งนั้นเลย แต่ผมก็ไม่เคยหวังให้เค้ารับรู้สิ่งนั้นหรอก ความรู้สึกดีแบบนี้เกิดขึ้นและผ่านเลยไป ผมพึ่งรู้ว่าเวลามันเร็วมากเพียงแค่ไหน หลังจากที่คุยงานกับพี่เสร็จเรียบร้อยก็จัดการนั่งกินเหล้าต่อไปจนใกล้ถึงเวลาเช้า ผมจึงต้องขอลากลับบ้าน พร้อมด้วยรอยยิ้มในหัวใจที่ไม่มีใครสามารถเห็นได้บนใบหน้า

     

    ระหว่างทาง ผมเผลอหลับไป เมื่อตื่นก็มาถึงที่ซอยที่คุ้นเคย เมื่อผมถึงบ้าน ผมถอดรองเท้า ถอดกางเกง ตามแบบฉบับคนขี้เกลียด จะนอนแล้วเว้ยย ใครอย่ามาขวากู แต่ก่อนจะนอน ที่กระเป๋าเสื้อผมมันดันมีแบงก์ ยี่สิบอยู่สองใบ ผมนอนนึกว่าเงินนี้มาจากไหน ความจำเริ่มกลับมา พี่เค้ายื่นเงินให้ผมสี่สิบบาท เพื่อที่จะเป็นค่ารถ ผมลุกจากเตียงนอนทันได แล้วผมยังคิดต่ออีกว่า กูให้เงิน เค้ายังวะ…….ผมกลับนอนไม่หลับเพราะเงินสี่สิบบาท

     

    ในตอนลงจากรถ ผมจะเอาร่มให้ผู้หญิงคนนี้แล้วบอก รอก่อน ผู้หญิงคนนี้ โบกมือลาผม แล้วมองผม ผมบอกเดี๋ยวก่อนเสียงดังเพราะกลัวเธอต้องตามฝนเข้าบ้าน เหมือนเหตุผลในสมองน้อยเมื่อมีแอกอฮอล์  เหตุผลที่แท้จริงก็คือผมเองเป็นคนที่ต้องใช้ร่ม เพราะต้องไปต่อ ส่วนเค้านั่งแทคซี่กลับเข้าบ้านซึ่งอยู่ห่างจากจุดนั้นเพียงไม่เท่า ผมยังห่วงเค้าอีกทำไม?  น่าจะห่วงความปลอดภัยซะมากกว่า เจ้าแอกอฮอล์ มันมีผลต่อระบบความคิดจริง ถึงแม้เค้าจะบอกว่าผมดูเหมือนคนไม่เมาเลยแม้แต่น้อย

     

    ผมลุกขึ้นมาแล้วอยากจะโทรไปหาเค้า แต่สิ่งที่ผมทำได้คือการรอเวลาให้ถึงตอนเย็นซะก่อน เพราะวันนี้ตอนบ่ายมีนัด ต้องไปตามนัดในเว็บบอร์ด ผมหลับไปแล้วฝันเห็นผู้หญิงคนนี้ ผมกลัวว่าเค้าจะโกรธหรือคิดยังไง กับการหลงลืมครั้งนี้

    พอตกเย็นทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่าย ผมโทรหาเค้าแล้วเป็นแบบที่ผมเล่าให้ฟังว่าผมไม่กล้าพูดบางสิ่งที่น่าจะพูด และไม่บอกบางอย่างในขณะที่ยังสามารถบอกได้ คำว่า ทำไม กลับเข้ามาอีกครั้ง ว่าทำไมผมถึงไม่กล้า ทั้งๆที่ใจอยากจะทำในสิ่งนั้น

    แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาในค่ำคืนนั้น มันอาจจะดูเล็กน้อย และผมจำหลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้มากนัก แต่สิ่งที่ผมจำได้ก็คือ ผมมีความสุข ถึงแม้มันจะเป็นช่วงเวลาสุดแสนสั่น และผ่านไปอย่างที่ผมจำคำพูดตัวเองไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ผมกลับรู้สึกดีที่คิดถึงมัน

    หลังจากที่นั่งเขียนมาได้ระยะหนึ่งผมจำสิ่งที่เราคุยกันได้ทีละอย่าง เหมือนกับว่าย้อนความทรงจำนั้นมาอีกทีหนึ่ง  และมีหลายอย่างที่เราคุยกัน หลายสิ่งที่ผมรับฟัง และหลายอย่างที่เค้าเล่าให้ฟัง และช่วยเติมเต็มประสบการในครั้งนี้ และความทรงจำนั้นกำลังจะจากไปอีกไม่กี่วัน ผมก็จะลืมมันไปทีละน้อย ทีละน้อยจนผมจำไม่ได้  แต่อย่างน้อยสิ่งนี้เคยเกิดขึ้น และอย่างน้อยมันทำให้สายฝนที่ตกลงมาในค่ำคืนแห่งความเงียบเหงา กลายเป็นหนึ่งท่วงทำนองแห่งชีวิต ที่ผมเคยผ่านมัน และผมได้เข้าใจ….ว่าการตกหลุมรักใครซักคนเป็นเช่นไร……

     

    วันเสาร์ที่ผ่านมา

    การช่วยใครซักคน หลายครั้งที่ผมได้ช่วยอะไรหลายๆอย่าง และไม่เคยคิดที่จะอยากได้สิ่งไหน ตอบแทน เพียงแค่อยากให้สิ่งที่เป็นอยู่ดีขึ้นมากกว่านี้ ในหลายๆครั้ง คนที่ช่วยเหลือส่วนใหญ่ก็มักจะ…..ไปมีชีวิตของตัวเองต่อไปโดยที่ผมไม่เคยหันไปมองข้างหลังว่าสิ่งที่ผมช่วยเหลือไป มันทำให้คน คนนั้นได้สิ่งอะไรบ้าง

     

    วันเสาร์ เมาจากวันศุกร์และมีความสุขเพียงชั่วคราว กับช่วงเวลาที่ไม่มากมายนัก ทุกสิ่งทุกอย่างมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วมากซะเหลือเกิน ผมตื่นนอนตอนเช้าประมาณสิบโมง แล้วลุกขึ้นมาด้วยความเหนื่อยล้าจากคืนก่อน ที่มีทั้งการดื่ม และกินอย่างหนัก ตื่นขึ้นมาด้วยหน้าตาที่ไม่สดใส แต่ก็พยามจะตื่น แล้วก็นั่งเล่นไปพักใหญ่จนเมื่อได้เวลา ดูนาฬิกาได้เวลานัดหมาย กับเว็บบอร์ดหนึ่ง

     

    เริ่มจากการอ่านเพียงตัวหนังสือของใครหลายๆคน และจบด้วยการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว เนื่องจากเห็นว่าต้องการผู้ช่วยเหลือด้านเทคนิคคอมพิวเตอร์ ผมใช้เวลาคิดไม่นานเพราะไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านผมนัก เพียงและยังคิดถึงเวลาเดินทางที่ไม่นานมากนัก ผม POST ข้อความลงที่เว็บบอร์ดอย่างไม่รอช้า และตามด้วยการที่โทรนัดพี่คนสนิดเพื่อที่จะไปเป็นเพื่อนกัน พี่ผมตกลงอย่างไม่รอช้า แต่สิ่งที่ผมคิดไว้ในใจไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตั้งตาคอย ผมเริ่มตามเว็บบอร์ดจนมาถึงตอนเทียงๆก่อนจะไป พี่เค้านำคอมมาให้ซ่อมตามเคย ผมนั่งทำให้เสร็จอย่างรวดเร็วแล้วก็อาบน้ำเตรียมตัว ลุย”””โดยที่ในใจไม่ได้คิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นแต่น้อย

     

    ออกจากบ้านรถติดเป็นแถวยาวเหยียด ใจผมเริ่มสับสนว่าจะไปดีหรือเปล่า เพราะนี้เราสายมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ในเมื่อพูดสิ่งไดไปแล้ว สิ่งนั้นต้องกระทำ ผมจึงไม่คิดให้ชักช้า ถึงแม้รถติดแต่ยังไงก็ไป รถติดเพียงช่วงเดียวแต่สิ่งที่เราต้องเจอคือการหาทางที่จะเข้าไป เข้าทางไหนยังไง จนมองเห็นซอยลาดพร้าว 46 มันช่างเป็นซอยที่เล็กและแคบมากมายเหลือเกิน ยิ่งเมื่อเข้าไปแล้ว ผมมองไปรอบๆเพราะผมไม่เคยเข้าที่แบบนี้มากก่อน ผมยังคิดว่าเราเข้าซอยผิดหรือเปล่า เพราะนี้มันน่าจะเป็นซอยตันมากกว่าซอยที่มีคนอยู่

     

    เมื่อลงจากรถแล้วเดินมุ่งหน้าไป เมื่อเดินเข้าไปสิ่งที่พบก็คือความคับแคบ สมแล้วที่เค้าเรียกกันว่าสลัม หรือชุมชนแออัด ผมเดินหลงเข้าไปในนั้น เหมือนเดินอยู่ที่ไหนซักที่ ที่มีคนที่เราแทบไม่เห็นในสังคมอยู่กันเต็มไปหมด แถมด้วยความขยะและขี้หมา เต็มพื้น มันทำให้ผมหวนคิดถึงบางสิ่งที่เราเคยกระทำ อย่างเลวร้ายไปในอดีตไม่ว่าจะเป็นการพูดไม่ดีกับใคร หรือ การมองใครด้วยสายตาดูถูก ผมเสียใจกับการกระทำเหล่านั้น ผมรู้แล้วว่าความลำบางของคนที่อยู่ที่นี้ มันมีมากมายแค่ไหน แต่เพียงว่าเราไม่เคยมองเห็นเลยแม้แต่

     

    คุณยายใจดีนั่งตัดผมให้หลานสาว กับบ้านที่มีหมาตัวสีขาวผสมดำอยู่หนึ่งตัว หมาเห่าเสียงดัง แต่สายตาที่มองเหมือนระวังตัวตลอดเวลา สภาพร้างกายผอมโซ เต็มไปด้วยขี้เลื่อน ผมบอกให้พี่คนที่ไปด้วยเดินไปถามว่ารู้จักบ้านพี่เขียวหรือเปล่า ยายถามซักไซ้ไล่เรียง จนสุดท้ายยายเรียกหลายสาว ที่ใส่เสื้อสีขาวดูสกปกมอมแมม มาแล้วพูดว่า พาพี่เค้าไปบ้านไอ้เขียว ลูกใยน้อยหน่อยซิเด็กน้อยคนนั้นเดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็วราวกับว่าเธอหลับตาเดินในซอยที่มีทั้งขยะและเต็มไปด้วยขี้หมานี้ได้อย่างคล้องแคล้ว ผมเดินตามในช่วงแรกแทบไม่ทัน แต่สุดท้ายเราก็เดินกลับมาทางเดิมและเดินต่อไปอีกหน่อย มันเป็นทางเข้าบ้านของพี่เค้า ซึ่งหลังจากที่เดินผ่านสิ่งต่างๆและสายตาคนมองพวกเราอย่างมากมาย เด็กสาวในชุดที่ขาวก็หายไปซะแล้ว ยังไม่ทันได้ขอบคุณซักคำ ผมมองเข้าไปในบ้าน เห็นคนอยู่กันเต็มไปหมด ทุกคนมองผม และยิ้มแย้ม เหมือนทุกคนรู้ว่า แมวขี้เกลียดมาแล้วเค้าถาม LOGIN ในทันได  ผมตอบไปอย่างรวดเร็ว และผมเร่งรีบที่จะถามอาการเสียงของคอมพิวเตอร์เพราะรู้ตัวว่า ตัวเองมาสายมากเพียงได

     

    ข่าวที่ได้มากจากคนข้างในว่า PSU เสีย และพี่กำลังไปซื้ออยู่ เป็นไปตามที่คาดคิดไว้ว่าต้องมีปัญหากับเจ้านี้แน่นอน ผมเดินกลับไปที่รถอย่างรวดเร็วและหยิบตัว PSU ที่ตัวเองเอามาเพื่อเปลี่ยนให้พี่เค้า เดินกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ใบหน้า พี่เขียวบอกอยากดูตอนเปลี่ยนด้วย ผมเดินขึ้นไปแล้วมองที่เมนบอร์ด ซึ่งมันมี 4 pin ด้วย โอ้ววไม่นะ เราหยิบมาผิดนิหว่า พลาดซะแล้ว…….เลยต้องทำการติดต่อพี่ที่ยังอยู่ที่ตะวันนาเพื่อให้พี่เค้าซื้อเข้ามา ซึ่ง พี่เค้าให้ผมคุยกับช่าง ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ

     

    เมื่อ PSU มาถึง ผมก็กำลังเพลินกับการคุยกับคุณ จ๊อยส์ซะแล้ว เค้าเป็นคนที่คุยสนุกมาก และมีหลายเรื่องทำให้เพลินได้เลยกับการคุยกับเค้า หลังจากนั้นก็ถ่ายรูปกันเสร็จ ถึงเวลาผมจัดการ ผมต่อ PSU อย่างไม่รอช้า และทุกอย่างก็เป็นปกติ เมื่อต่อเครื่องเรียบร้อยแล้ว ทุกคนลุ้นว่าจะติดหรือไม่ ประกอบกลับเข้าไปที่เดิม และถึงเวลาที่จะเปิดคอม ทุกอย่างก็เป็นปกติ เปิดติดใช้งานได้ เสียงตลบมือดัง พร้อมความดีใจของหลายๆคนไม่ว่าจะเป็นที่ด้านล้างหรือด้านบนของบ้าน

     

    ตอนนั้นสิ่งที่ผมมองคือดูคอมว่าปกติหรือไม่ แต่ผมหันมาแล้วเห็นรอยยิ้มที่เปื้อนหน้าพี่เขียว ที่มีความสุขเหมือนลืมเรื่องร้ายทุกอย่าง กับการแค่ได้คอมพิวเตอร์กลับมาเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่เค้าพยามคือใช้มือที่แทบจะใช้งานไม่ได้ทั้งสองข้างเพื่อที่จะดูว่าไฟล์ในฮาร์ดดิสก์อยู่ดี หรือไม่? ซึ่งทุกอย่างก็อยู่อย่างเป็นปกติ มันทำให้ผมรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือใครซักคน  ทำให้คนยิ้มไม่หุบได้ขนาดนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ

     

    แต่ยังมีคนแบบนี้อยู่อีกหลายคน เค้าคนนั้นอาจจะยังไม่มีใครเห็น และรับรู้ว่าเค้ามีตัวตนอยู่ บางคำพูดที่คุณจ๊อยส์เล่าให้ผมฟัง ผมก็ค่อนข้างตกใจกับคำพูดบางอย่าง อย่างเช่น ถ้าแม่ตายไป เองก็รอวันตายได้เลยเพราะฉะนั้นกำลังใจตอนนี้เป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนนั่งคุยกัน ทิ้งให้พี่เขียว ที่มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่ในขณะนั้น….ได้เพลินกับคอมพิวเตอร์ของเค้าไประยะหนึ่ง และต่างคนก็เริ่มเรื่องสนทนากันอย่างสนุกสนาน จนถึงเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ผมจึงได้เวลาที่จะกลับบ้านแล้ว จึงขอแยกตัวออกมาก่อน ซึ่ง มีคำถามว่าก่อนที่ผมจะออกมาว่า พี่เขียว อยากกินอะไรเป็นพิเศษ พี่เขียวอยากกินต้มเลือดหมู

     

    และผมจากมา เมื่อกลับถึงบ้าน ผมก็นั่งกินข้าวแล้วทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงความคิดบางสิ่งบางอย่าง และรอยยิ้มที่พี่เขียว ยิ้มในตอนที่คอมเครื่องเก่าๆเครื่องนั้นเปิดติด……มันเหมือนเป็นเพื่อนเก่า ที่ไม่ได้เจอกันนาน (จริงๆแค่สามวัน) มันเหมือนกับเพชรเม็ดงามที่หลายคนมองไม่เห็น มันเหมือนกับทุกๆอย่างของพี่เขียว

     

    ก่อนที่จะกินข้าว มาเรื่องผมบ้าง หลายครั้งที่ผมไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่ผมเข้าใจถึงสิ่งที่จำเป็น ความต้องการของผมคือการชวนผู้หญิงคนนี้ มาพูดคุยและเปลี่ยนความคิดเห็นและผมอยากชวนเค้าไปดูหนัง สิ่งที่แปลกก็คือ ทำไมผมไม่กล้าทำมัน เพราะเรื่องนี้มันง่ายมากที่สุดแล้ว หากเทียบกับหลายสิ่งที่เคยทำมาในช่วงชีวิตอันน้อยนิดของตัวผม

     

    ในขณะที่เดิน…..ไปกินข้าว ผู้คนมากมายถนนดูวุ่นวาย ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรไปเบอร์นั้น…..ฝั่งตรงข้ามรับสายและพูดสิ่งที่ผมสงใสคือผมไม่พูดตาม ผมโทรไปรอบแรก เค้ารับแล้วเค้าไม่ได้ยินเสียงจากโทรศัพท์ผม ผมเลยลองโทรไปใหม่ เค้าได้ยิน ผมกลับพุดบางสิ่งที่มันไม่ตรงกับสิ่งที่ผมอยากพูด ผมอยากพูดว่า วันนี้เป็นไงบ้าง และถามหลายสิ่งหลายอย่าง แต่สิ่งที่ผมทำก็คือ โทรไปแล้วพูดเรื่อง เงินที่ลืมเอาให้มะวานนี้ แล้วผมก็ชิงวางหูไปเลย เฮ้ยนี้ตัวผมเป็นไรไป คิดแล้วตลกตัวเองจริงๆ  

    ความกล้าหายไปไหนหมด……แล้วผมทำไมต้องกลัวด้วย

     

    เดี๋ยวเขียนเรื่องของวันศุกร์ต่อเลย…. 

    13 September

    "พลอย" ในแบบที่ผมมอง

    เรื่องพลอย ยังสงใสว่าหนังมันเข้าใจยากตรงไหน.....

     

    หนังถ่ายทอดชีวิตคู้ของคนสองคนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาถึงเจ็ดปี ซึ่งเป็นเจ็ดปีที่แสนยาวในกับการอยู่อย่างโดดเดียวถึงเพราะผ่านช่วงอายุของเสน่หาไปซะแล้ว เหลือไว้เพียงความห่วงใย และความเข้าใจ

     

    ก่อนดูหนังเรื่องนี้ ใจจริงแล้วอยากไปดูในโรงหนัง แต่พักหลังมาตัวผมกลับเริ่มหลงใหลในเสน่ของการดูหนังอยู่บ้านซะมากกว่า เพราะการไปดูที่โรงหนัง เหมือนกับการได้รับรสชาติมากกว่า หลายคนบอกว่าเป็นหนังที่ดูแล้วงง ไม่มีอะไรเลยแม้แต่น้อย....แต่สำหรับผมมันกลับเป็นเรื่องที่ผมดูแล้วขนลุกในตอนจบ ยิ่งกว่าเจอผีซะอีก

     

    หลายคนมักมีคำถามว่า.....ฉากที่บาเทนเดอร์เอากับคนเก็บห้อง มันเกี่ยวอะไรกับหนัง……ทำไมดูไม่เข้าใจหว่า ผมว่าการตีความเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหนังแนวนี้ ผมดูแล้วผมกลับตีความว่า หนังเรื่องนี้บอกอะไร.....ผ่านเด็กผู้หญิงชื่อ พลอยพลอยมักมีคำถามเสมอว่า พี่เป็นยัง แฟนพี่เป็นยังไง แล้วก็ตีความ ซึ่งพลอยเห็นคนทั้งคู้เหงาเหมือนอยู่อย่างโดดเดียว แต่สิ่งที่พลอยมีมันเป็นสิ่งที่ลงลึกยิ่งกว่าความเหงา.....มันคือความโดดเดียว

     

    ฉากที่บาเทนเดอร์เอากัน มันจะมากับฉากที่คุยกันตลอดทั้งเรื่อง เค้าต้องการสื่ออะไรให้คนดูได้เข้าใจ จากความเข้าใจของผม อาจจะฟังดูไม่ดีนัก แต่ผมเข้าใจแบบนี้ และไม่งงเลยแม้แต่ฉากเดียว ฉากที่ผมรู้สึกชอบมาก ก็คือก่อนที่จะเอากันผู้ชายแต่ตัวก่อน แล้วเข้าไปในห้องน้ำ ต่อจากนั้นก็มีการเร้าโรมกัน และตัดมาที่ฉาก แดง (หมิว) ถามวิทย์ วิทย์รักแดงไหม” “ทำไมแดงไม่เคยรู้สึกว่าวิทย์รักแดงเลยคำพูดเหมือนต้องการความรักและความห่วงใยจากบางสิ่งที่เคยได้มา แต่กลับกัน คนที่กำลังเอากันอยู่ เหมือนไม่เคยรับรู้สึกถึงความรัก เพียงแค่อยากเสพมันเพียงเท่านั้น ผมดูแล้วโคตรได้อารมณ์และชอบมาก

     

    อยากเขียนยาวๆแต่ตาจะปิดและ.........เล่าไปถึงฉากสุดท้ายว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ไปดูเอาเองแล้วกัน ผมชอบรอยยิ้มตอนจบของ แดงมาก..........เพราะผมดูแล้ว รอยยิ้มที่ได้มาซึ่งความรักที่ตนเองต้องการ แต่ก่อนที่จะได้มาต้องเสียบางอย่างไป โดยที่ไม่ทันจะรู้ตัวว่าสิ่งที่เสียไปมีค่ามากเท่าได แบบตอน วิทย์ ตื่นมาพร้อมห้องที่ว่างเปล่า มีเพียงกระดาษจดหมาย และข้อความ พร้อมเรียกหาสิ่งที่ตนเองผูกพัน นั้นก็คือ แดงแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า และอ้างว่างเมื่ออยู่เพียงลำพัง หลังจากที่วิทย์พยามโทรหา แดงแล้วเค้าไม่รับสาย สายที่สองที่โทรไป แล้วพูดว่า แดง อย่าทิ้งพี่นะแล้วต่อจากนั้นก็ไปนั่งร้องไห้เงียบๆในห้องน้ำ.............มันช่างโดดเดียวเหลือเกิน กับความรู้สึกผูกพันเกินกว่าคนอย่างผมจะเข้าใจ (เพราะผมยังไม่มีเมีย) ตอนจบหลังจากผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านร้องเพลงหลังโดนเอาเสร็จ...ผมแม้งโดนวะฉากนี้ ชอบชิปหาย 55555555555 ไม่ขอเขียนว่าชอบยังไง แต่ชอบมาก 555555555555

     

    สิ่งที่ติดตายิ่งกว่าดูหนังผี ก็คือรอยยิ้มในตอนจบของ แดงมันมีบางสิ่งในรอยยิ้ม และมีบางอย่างในแววตา สรุปแล้ว หมิวเล่นดีวะ ชอบ......ง่วงแระครับบ นอนดีก่า

     

    พรุ่งนี้กูจะไปชิล อีกแล้ว 55555555

    08 September

    ง่ายที่เดินจากไป แต่ยากที่เดินกลับมา

    มันเป็นสิ่งที่ง่ายดายนัก ที่คุณจะเดินจากผมไปโดนไม่ลาซักคำ แต่สิ่งที่ยากคือการคิดว่ามันง่ายที่จะเดินกลับมาแล้วเราจะเป็นเหมือนเดิม…..

     

    ผมเผ้าอ่านจดหมายของคุณทุกฉบับ ที่ผ่านมาเราเป็นเพียงสิ่งได? ผมเผ้าจดจำทุกสิ่งที่เราทำด้วยกัน ทุกอย่างที่เราเคยคิดร่วมกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งที่ผ่านมาแล้วเหมือนเป็นรอยสักอันล้ำค่า ให้ผมได้รู้ถึงสิ่งที่ผมทุ่มเท แม้ต้องเก็บซ้อนไว้ในหัวใจ เหมือนต้องใส่เสื้อผ้าเพื่อปกปิดสิ่งนั้นไว้ ไม่อยากให้ใครเห็น

     

    ทุกครั้งที่ผมมองคุณ เมื่อคุณร้องไห้กลับมาแล้ว อยากให้เราเหมือนเดิม มันเป็นสิ่งที่ผมดีใจ แต่สิ่งที่ผมกระทำผมไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำว่าผมไม่สนใจคุณ เพราะผมไม่สนใจคุณจริงๆ นั้นไม่ได้หมายความเราไม่สามารถที่จะคบกันได้ต่อ เราเป็นเพื่อนกัน เท่านั้นเพียงพอหรือไม่กับหัวใจที่ไม่อยากรับใครมาอยู่เพราะห้องที่ผมเปิดไว้รอ ผมมีคนที่อยากให้เข้ามาอยู่แล้วในขณะนี้

     

    เมื่อคุณโทรหาผมแล้ว คุณพูดว่า อย่างงอนบ่อยนัก ต่อไปจะไม่ตามง้อแล้วผมไม่เข้าใจกับคำนี้นัก เพราะผมเข้าใจแต่เพียงว่าสิ่งต่างๆที่ผ่านมา ผมไม่เคยโดนคุณง้อเลย แม้แต่ครั้งเดียว แล้วนี้เกิดอะไรขึ้น ช่วยบอกความจริงให้ผมได้ยินซักคำว่าคุณคิดสิ่งได และต้องการอะไร

     

    คำคืนนี้ เป็นคือที่แสนวุ่นวายในห้วงความคิดของผม โดยเฉพาะเรื่องงาน ตอนนี้ตีหนึ่ง เกือบๆจะตีสอง เป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบ ผมหยิบกล่องใส่จดหมายมาอ่าน ผมเริ่มจากฉบับที่เรายังไม่รู้จักกัน ผมยิ้มเมื่อเปิดมัน และเริ่มความทรงจำที่เคยมีกับคุณใหม่อีกครั้ง

     

    เมื่อผมหยิบหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมาจากกล่องความทรงจำนั้นผมพบรูปใบเก่า เมื่อครั้งที่เรายังไม่เข้าใจสิ่งไดในโลกใบที่เราอยู่ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่เข้าใจสิ่งไดมากกว่านั้นมากนัก แต่ผมพบว่าความเป็นเด็กในตัวเราสองคนสูงมาก แม้ในตอนนี้จะไม่น้อยไปกว่าเดิมก็ตาม ในรูปคุณยิ้มสวย และผมก็พยามยิ้มเพราะคุณให้ผมยิ้ม สิ่งนี้มันช่วยย้ำเตือนผมว่า ผมหลอกตัวเองมาตลอดเวลาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมมีความสุขกับการคิดบางสิ่ง ที่คุณไม่เคยคิดด้วยกับผมเลย ถึงแม้คำว่ารักของคุณจะหลุดลอยออกมาจากปาก แต่ในใจมันเคยจริงไหม ผมเพียงอยากรู้และอยากลองถามดูให้ดีก่อนที่คุณจะบอกให้ผมกลับไปคบกับคุณใหม่

     

    จดหมายในกล่องชั่งมากมาย จนผมไม่สามารถหยิบทุกฉบับมาอ่านได้ แต่ผมเลือกอ่านจดหมายที่เขียนถึงผม และมีซองเป็นสีเหลืองรูปสีน้ำ ที่ผมเคยชื่นชอบ เพราะผมชอบสีน้ำคุณรู้ ผมหยิบมันขึ้นมา เพื่อเปิดไปหน้าสุดท้ายของหนังสือ คือเราจบกันด้วยซองจดหมายสวยๆ สิ่งที่ผมได้รับจากความหวังที่เราไม่ได้คุยกันเป็นเวลานาน เมื่อเปิดจดหมายฉบับนี้ ก่อนหน้านี้ผมเคยรู้สึกแย่ และรู้สึกว่าตัวเองสิ่งไดผิดแปลกไป แต่วันนี้มันไม่ใช้สิ่งที่เคยเกิดขึ้น เมื่อผมอ่านประโยคสุดท้าย จบ

     

    ผมยิ้ม และสิ่งที่ผมอยากทำนั้นก็คือ ให้คุณมองหน้าผมอีกครั้ง มองว่าสิ่งที่คุณเคยรู้จักว่าการเป็นสิ่งของมันรู้สึกแย่เพียงได

     

    วันนี้สิ่งที่ผมสงใส คือคุณจะกลับมาทำไม ในเมื่อเราต่างก็รู้กันแล้วว่าไม่สามารถที่จะเป็นได้แบบเดิม ในตอนที่ผมอยากกอดคุณให้แน่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้คุณได้รับรู้บางสิ่ง คุณหายไปไหน?  คุณจำได้หรือไม่ว่าผมเคยรักคุณมากเพียงได?  และเมื่อครั้งนั้นคุณจำได้หรือไม่ ว่าฝนที่ตกใส่เราทั้งคู้ขณะที่เดินอย่างร่าเริงด้วยกัน มันหนาวหรืออบอุ่น?  ในทุกคำคืนก่อนจะนอนคุณเคยจำได้หรือไม่ ว่าผมมองคุณด้วยสายตาแบบไหน ความรัก หรือเพียงแค่ต้องการคนนอนด้วย?

    เมื่อย้อนกลับมาถึงตอนนี้ ทุกสิ่งมันเรียบง่าย และเป็นเช่นเดิม ผมเหมือนเดิม แต่ต่างจากสิ่งที่เป็นคือทุกอย่างมันเดินตามเข็มนาฬิกา หัวใจของผมเดินด้วยเช่นกัน เมื่อมันผ่านมาแล้วไม่สามารถย้อนกลับได้

     

    สิ่งที่ง่ายดายคือการจากลาผมไป แต่สิ่งที่ยากสำหรับผมคือให้คนที่ผมรักที่สุดกลับมาในฐานะเดิม 

    05 September

    หูฟัง ในคืนวันพุธ

    จริงอย่างว่า กับหูฟังที่ต่างเทคโนโลยี ถึงแม้ตอนนี้จะมีกระแสของ PK2 มากมายเพียงไหน แต่ไม่สามารถหยุดความอยากใน Grado MS1 ของผมลงได้ ถึงแม้ตอนนี้จะมีหูฟังคู่กาย ที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน เหมือนมีสาวๆเสียงใสพกติดกระเป๋าไปทุกที แต่หัวใจดวงนี้ก็ช้างมีหลายห้อง ทำให้ผมเหมือนผีสิง นอนฝันเห็น Grado MS1 อยู่ทุกวัน ไม่ว่าใครจะพูดว่ามิติและซุ่มเสียงสาวสวย PK2 จะสุดยอดแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ผมยังเชื่อว่าหูฟังแบบ ยัดหูมันไม่ใช้แนวผม ผมเน้นไปทางครอบหัว ไม่ว่าจะเป็น เซมิ หรือเป็น ปิด เลยก็ตามยังไงก็ยังคิดถึง GRADO อยู่ทุกวันและหวังว่าเร็ววันนี้จะไปขอแต่งงาน.....เพื่อมาเป็นหวานใจในกระเป๋าของผม

     

    และสิ่งที่จริง เมื่อใช้งาน AKG มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ครั้งก่อนไม่กล้าฟันธงว่าตัวไหวเสียงดีกว่ายังไง....แต่ครั้งนี้ผมกล้าฟันธงจะๆแล้วว่าระหว่าง HQ 1700 จากฝั่งยักใหญ่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ CREATIVE เมื่อมาสู้กับหูฟังพับได้เหมือนกันจากออสเตรีย AKG ในรุ่นเล็กสุดประหยัด K412P สิ่งที่พบก็คือไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทำไปได้....ขอย้อนความหลังกันซักนิด ว่าโดยความเป็นจริงผมกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนอันแสนอบอุ่นและเริ่มกลับมาฟังเสียง HQ 1700 ตั้งแต่เมื่อวานนี้ แต่ผมฟังไปน้อยมากและคิดว่าหูฟังให้เสียงไม่สดใสเอาซะเลย เกิดอะไรขึ้นกับที่รักของผมเนีย หรือว่าจะน้อยใจแล้วเอาเสียงใสๆไปซ้อนไว้หมด

     

    ผมตื่นสาย แล้วก็ไปทำงาน พร้อมกับวันนี้ลอง BURN-IN ทั้งวัน จนกระทั่งเย็นกลับมาถึงบ้าน เปิดฟังเพลงจากลำโพงผมก่อนแล้วก็นั่งเล่นชิลๆ พอเริ่มดึก เก้าอี้ทำพิษ เมื่อหลังเอนหลังนอนเล่น บนเตียงบ้าง แล้วจับหูฟังมาต่อ mac เปิดเพลงจาก CD ที่เพิ่งจะได้มาเมื่อไม่กี่วันนี้ เสียงมันไม่สดใสเหมือน AKG และไม่ FLAT แต่สิ่งที่ได้เปรียบมากคือน็อย หรือเสียงรบกวนตัวนี้ทำได้ดีกว่า AKG อย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากรูปทรงของมันนั้นเอง

     

    แต่ถ้าด้านความสดใสและเสียงเบสที่หนักแน่น ไม่น่าเชื่อคำนี้จะหลุดออกมา ต้องยอมรับว่า AKG ได้จุดนั้นไปแทบทั้งหมด โอ้ยยย โดนขโมยหัวใจไปซะแล้ว HQ 1700 ความกว้างของมิติ เครื่องดนตรีความจัดจ้าน และชัดเจน ชนะหมดทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวก็คือเสียงรบกวนและ nsr โดยที่ใช้งานแล้ว ก็ต้องยอมรับจริงๆ

     

    วันนี้ขอฟันธงสำหรับผู้ที่ต้องการเลือกหาหูฟังคู่ใจ ที่มีราคาไม่เกิน 2000 บาท ในตอนนี้แล้วกำลังสนใจสองรุ่นนี้

     

    โดยผมจะให้คะแนนระหว่าง HQ1700 ที่คบหาดูใจกันมานาน ว่ากันถึงวัสดุทำจากพลาสติก และตัวหูฟังค่อนข้างใหญ่ เสียงที่ได้ พูดภาษาชาวบ้าน มันชัดเจน แต่ไม่จัดจ้าน เผ็ดร้อน เสียงอยู่ในโทน full color มิติพอไปวัดไปวา แต่เสียงเครื่องเป่าหลายๆตัวหูฟังตัวนี้จะแสดงปัญหาอย่างมาก เพราะผมฟังแล้วยังแทบหลงทาง แถมท้ายด้วย ข้อพับหูฟังที่เปราะบางหักได้เมื่อมีแรงกดทับ หรือแรงกระแทก ของผมหักแต่ติดกาวตราช้างไว้ 555555 เจนคนเหยียบบนรถไฟฟ้าใต้ดิน ผมทำตกเองเหละโทษเค้าไมได้เหมือนกัน ชั่วโมงเร่งด่วน

     

    ส่วนเสียงจากออสเตรีย AKG412P เรื่องวัสดุ และอุปกรณ์ที่แถมมาในกล่อง เป็นสิ่งที่ชื่นชอบเพราะผมเป็นคนชอบเก็บข้าวของให้เรียบร้อย โดยที่ตัวหูฟังมันแถมถุงใส่มา หูฟังส่วนข้อพับทำจากพลาสติกเหมือนกัน แต่ส่วนที่ครอบรอบหัวจะทำจากสแตนเลท ทำให้ฟ้าผ่าที่กลางหัวได้ดีมากยิ่งขึ้น!!!! เฮ้ยยย ไม่ใช้แล้ว ทำให้น้ำหนักเบาตางหาก ให้เสียง ย่านกลาง และย่านต่ำอย่างมีพลังในราคาที่เหมาะสม ข้อเสียคือได้ยินเสียงภายนอกชัดเจนมาก บางครั้งอยู่ในสถานที่กว้างๆ

    สิ่งที่ประทับใจก็คือให้เสียงเบสไม่บึกไม่บวม ไม่ล้น แต่ชัดเจนและเป็นลูกๆ แถมท้ายด้วยมิติ ที่ทำได้ดีมาก โดยเฉพาะการฟังในห้องเงียบๆขนาดไม่ใหญ่มากนักจะให้เสียงชัดเจนที่สุด แต่ข้อเสียที่จัดเจนเรื่องการแสดงผลทางเสียงคงเป็นย่านความถี่ที่เกิน 8k ไปแล้วบางครั้งบาดหูบ้างและอีกอย่างคือการที่เสียงหลุดรอดออกมาจากตัวหูฟัง บางครั้งจะฟังหมอลำสลับกับ Jazz มันอายเค้า.....55555 พูดเล่นนะ แต่เป็นสิ่งที่ตัวผมไม่ชอบเลย การที่คนอื่นได้ยินเสียงเพลงที่เราฟัง ไม่ชอบเพราะกลัวเค้าลำคานนะ....

     

    ส่วนคะแนนคงไม่ให้ แต่ตอนนี้ชอบ AKG412P มากที่สุด เพราะมันเป็นแฟนผมอยู่......มันไปไหนมาไหนกับผมประจำ จะไปบอก HQ1700 ดีก็ใช้อยู่แต่ตอนนี้มันอยู่บ้าน ผมเลยคุ้นเคยเสียงของ AKG มากกว่า แต่สิ่งที่พบอย่างจริงจังคือของไต้หวันกับของออสเตรียมันต่างกัน....จริงๆอะ

     

    ก่อนจะไปนอนในคืนนี้.....เอ้ยยยจะบอกว่าไปลองมาแล้ว AKG 701 ราคาของหิ้วอยู่ที่ 11,000 บาท ในเมืองไทยค่าเงินแพงชิบหาย......ฟังแล้วคือนี้คงนอนฝัน แต่ยังไงรายต่อไปต้องไปสู่ขอ GRADO MS1 + นกเพ้นกวิ้น ให้จงได้

     

    มีคนถามว่า......ซื้อลำโพงดีๆมา ไม่มาดูหนังแอ็คชัน......ผมงงกับคำถามแล้วถามว่าทำไมต้องดูหนัง แอ็คชั่นด้วยละ.....เค้าตอบว่าเสียงต่างๆของหนังแอ็คชั่นมันดีกว่าหนัง ดรามา หรือหนังชีวิต แต่ผมคิดว่าบรรยากาศสำคัญในการสร้างอารมณ์ถึงผมไม่ดูหนังแอ็คชั่นลำโพงดีๆก็เหมาะสำหรับหนังทุกประเภทที่ทำให้ผมดูแล้วรู้สึกดีกับหนังไม่ใช้หรอ......

     

    ไปนอนดีกว่าวะคืนนี้.....