| Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists | Help |
|
31 August อย่ามองผมด้วยสายแบบนั้น (พฤหัส)เรื่องของเมื่อวานนี้
จากตอนเช้าถึงตอนเทียงเป็นวันที่ไร้ซึ่งทุกสิ่งที่เคยคิดเอาไว้ และมีความสุขที่ได้รอตอนเย็นที่ฟ้ามืดลงและเราก็จะได้พบกันอีกครั้ง นับเป็นเวลาอาจจะไม่ยาวนานมากนัก เพียงสองปีเท่านั้นที่เราไม่ได้เจอกัน เนื่องจากเธอจากผมไปมีแฟน แล้วคนที่เธอรักก็ทำร้าย อีกแล้ว สุดท้าย เราก็ต้องมาเจอกัน
พักนี้หลายคนบอกว่าตัวผมแปลกไป เพราะรู้สึกไปฝักไฝ่กับเรื่องผู้หญิงเหลือเกิน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่ได้พยามแสวงหา หรืออยากได้มาเป็นเจ้าของหรอก พักนี้มันมีมาหาผมเองอะเหละ จริงๆแล้วช่วงนี้ไม่ได้พยามที่ทำอะไรสิ่งไดเลย แต่บางสิ่งที่ไม่ได้พยามและเคยอยากได้กลับมาได้ช่วงนี้ น่าแปลกใจที่ว่า “เมื่อเราไม่พยามค้นหา เราจะเจอสิ่งที่เราเคยอยากได้”
จากข้อความใน mail วันพุธ มาถึงวันพฤหัส เราก็ได้เจอกัน พระอาทิตย์จากไปอย่างรวดเร็ว หลงเหลือไว้เพียงท้องฟ้ามืดครึ้ม และลมเย็นสบาย ผมเดินออกจากออฟฟิศและเดินลงลิฟ โดยคิดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันนี้ว่า ถ้าผมไม่ไปจะเป็นไง เพราะวันนี้อยากกลับบ้านเร็วๆ แต่ตัวผมก็รู้ตัวเองดีว่าไม่สามารถหยุดหัวใจตัวเอง ให้ทำเช่นนั้นได้ผมไม่รีรอ เดินขึ้นรถไฟฟ้า พร้อมถึงสถานีปลายทางภายใน สิบห้านาที ผมเดินทางอย่างรวดเร็วและถึงจุดหมายก่อน ผมเผ้ารอที่สถานีปลายทางว่าผู้หญิงที่จะมาพบผมจะเป็นแบบเดิมหรือเปล่า แล้วถ้าเปลี่ยนไปจะเป็นยังไงนะ เผ้าคิดและจิตนาการมากมาย แล้วถามบางสิ่งกับหัวใจตัวเองว่า พร้อมแล้วหรือยัง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น มันเป็นเพลงที่คุ้นเคย แต่ชื่อขึ้นมานั้นอาจจะไม่คุ้นเคยเพราะนานๆเราจะเจอกันซักที เค้าบอกมาถึงแล้ว ผมตื่นเต้นจนรู้สึกถึงอุณหภูมิร้อนขึ้น เมือผมเดินไปใกล้ๆ ผมกลับมองเธอไม่เห็น แต่เธอเป็นคนมาจับที่ไหล่ผมแล้วถาม “ไม่เห็นเราหรอ”
ผมแทบจำภาพเธอในเมื่อครั้งก่อนที่ผมเคยหลงรักเธอคนนี้ได้ ผมเห็นผู้หญิงคนที่มีนัยน์ตาเศร้า และผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ แต่บางครั้ง การรอคอยเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการรับฟังใครซักคนที่จะพูดบางสิ่งที่หัวใจอยากจะบอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจในวันนี้ ผมจะไม่ถามเธอทุกๆเรื่องที่ไม่สบายใจ
ในระหว่างนั้น เราเดินและพูดคุยกัน บางครั้งผมเผลอไป เมื่อผมมองเข้าไปในความเจ็บปวดที่เธอมีผมพบบางสิ่งที่ซ้อนไว้ และผมอยากจะพูดว่าอย่างพยามปิดบังบางสิ่งที่สายตาเธอบอกมาเลย แต่ทำไม่ได้ ผมก็พยามอยู่นิ่งและพูดคุยตามปกติ
สถานีนี้ เป็นสถานีที่ผ่านบ้านผมมาหนึ่งสถานี และเป็นสถานีที่อยู่ห่างจากบ้านของเธอ แต่ทำไมวันนี้เรามาเจอ ผมถาม เค้าบอกผมว่า แค่อยากเจอเพื่อนเก่า และพูดคุยกันเท่านั้น ผมยิ้มๆ และนั่งกินข้าวต่อไปด้วยการพบกันที่แสนง่าย ผมเลือกที่จะทำตัวง่ายและคุ้นเคยเหมือนเดิม
เมื่อเรากินข้าวเสร็จและพูดคุยกันจนเกือบๆสามทุ่ม ก็คงเป็นเวลาที่ต้องกลับบ้านแล้ว ผมเผ้าคิดถึงที่นอนเพราะทั่งสัปดาห์นี้ ผมนอนไม่ต่ำกว่าตีสามทุกวัน มันทำให้หน้าตาทรุดโทรม และตื่นนอนอย่างเหนื่อยล้า ผมอยากพักผ่อนบ้าง เมื่อเราเดินมาที่สถานีรถไฟฟ้า เราพบว่าฝนตกหนักอย่างที่เราไม่รู้ตัว การเดินออกจากประตูเพื่อเจอฝน ผมหันไปมองหน้าผู้หญิงคนนั้นแล้วถามว่า “พร้อมไหม” เค้ามองหน้าผม และเอามือจับที่แขนของผม ผมหยิบร่มในกระเป๋าออกมา ซึ่งร่มเล็กมาก ผมติดตัวไปทุกวัน และไม่เคยได้ใช้แม้แต่ครั้งเดียว สิ่งที่ผมดีใจที่สุดก็คือการใช้ได้ซักทีกับร่มที่อยู่ในกระเป๋าซักที ผมกลางร่มออก แล้วให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ตรงกลาง ผมอยู่ริมเพื่อไม่ให้เธอเปียก เราเดินผ่านฝนมาด้วยกัน โดยที่ผมเบียกไปครึ่งตัว…….
ในระหว่างการเดินผ่านฝนอย่างช้าๆ ลมแรงทำให้ตัวผมเบียกที่แขนเสื้อ และกางเกงเล็กน้อย เค้าพยามทำตัวให้เล็กที่สุดและให้ผมมายืนข้างๆเค้า แต่ผมไม่สามารถทำได้ เราเดินและพูดคุยบางสิ่งกัน เมื่อถึงจุดที่เราจะต้องแยกทาง สายตาของเค้าเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งแรกที่ได้เห็นในวันนี้ ผมเห็นความสดในที่กลับคืนมา ไม่มากก็น้อย รถไฟฟ้ามาถึง เรากลับทางเดียวกัน ในระหว่างนั้นผมยื่นร่มให้เธอคนนั้นไป และบอกว่า “คุณยังต้องไปต่ออีกไกล อย่าท้อนะ แล้วไว้เราเจอกันใหม่” ผมหยิบหูฟังในขณะที่รถไฟฟ้าใกล้ถึงสถานีลาดพร้าว เมื่อผมก้าวออกจากรถไฟฟ้า ผมหันหลังไปยิ้มให้ผู้หญิงคนนั้นและเธอโบกมือลา เหมือนดังว่าเราจะพบกันอีกในไม่ช้านี้
ผมเผ้ามองระหว่างรถไฟฟ้าจากไปรวดเร็ว และคิดในใจว่าอยากเห็นเธอคนเดิมกลับมาเร็วๆ แต่ก็เข้าใจว่าไม่สามารถเร่งวันเวลาให้เป็นอย่างนั้นได้แม้จะอยากให้เป็นเพียงไดก็ตาม และมีบางสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้เก็บไว้ในใจซึ่งผมไม่อาจจะรับรู้ได้ และผมไม่ต้องการจะรับรู้มัน
ผมกลับมาถึงบ้าน โทรศัพท์ผมดังขึ้นโดยเป็นชื่อผู้หญิงคนนี้อีกครั้ง โทรมาเพื่อถามว่าถึงบ้านหรือยัง หลังจากที่พูดคุยกัน ผมเลือกที่จะนอนอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นเป็นเวลาสี่ทุ่ม เมื่อหลับไปแล้วผมตื่นขึ้นมาอย่างสดใสในวันศุกร์ และวันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกดีเพราะได้นอนอย่างเต็มอิ่มซักที หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน 29 August ดูฝนตกบนชั้นสิบห้า (พุธ)ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่ตอนนี้รู้สึกร้อนใจ ทุกสิ่งมันผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนฝันเพราะ ผมหายรู้สึกแย่จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว เพราะผมได้เข้าใจผิดไปเอง…..จริงๆ
ในช่วงบ่ายที่ใครหลายคนนั่งทำงานอย่างสงบเงียบ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ทำงานเช่นกัน แต่ด้วยความที่ผมเป็นผม ผมจึงทำงานเงียบๆไม่เป็น ผมฟังเพลงกับหูฟังตัวโปรดพร้อมนั่งมองฝนที่กำลังตกอยู่ในช่วงบ่าย ผมมองผ่านหน้าต่างของชั้นสิบห้าออกไป สิ่งที่ผมเห็นเมื่อฝนเริ่มจะหยุดตกก็คือ แสงสีแสดส่องผ่านหมอกเมฆและค่อยๆมีเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มก่อนที่จะกลายเป็นเป็นแสงแดดสีทองที่ส่องสว่างเช่นเดิม
เช่นกับความรู้สึกในตอนนี้หลายๆเรื่องอาจจะรู้สึกไม่ดี และคลุมเครือ ทั้งเรื่องความรักที่มีให้ใครบางคน และเรื่องงานบางสิ่งบางอย่างที่ตอนนี้รู้สึกอาจจะเป็นความรู้สึกที่ทำให้ตัวผมไม่สบายใจบ้าง แต่ไม่นานมันก็จางหายเช่นเดียวกับพระอาทิตย์ที่ส่องแสงตลอดเวลาไม่ว่าจะยามที่ผมหลับไป พระอาทิตย์ก็ไปส่องสว่างให้กับคนอีกครึ่งโลกได้รับไออุ่นและแสงสว่าง และเช่นเดียวในตอนเช้าของที่นี้แสงสว่างยังมีเสมอไป ผมเฉลียวมองตนเองและรู้สึกเหมือนแมวตัวเดิมอีกครั้ง
ผมเคยสงใสในความหนาวเย็น ผมเคยสงใสในละอองฝน ผมเคยวิ่งผ่านมันและผมไม่ได้รับความรู้สึกว่านั้นคือฝน บ่อยครั้งที่เดินตากฝนกลับบ้าน บ่อยครั้งที่ฟังเพลงท้ามกลางสายฝนที่ตกลงมาเหมือนช่วงชีวิตที่ต้องพบเจอความหนาวเหน็บอย่างที่พูดไปแล้วไม่มีใครเข้าใจ….นอกจากตนเอง และเมื่อฝนจากไปก็คงหลงเหลือไว้แต่ละอองน้ำเบียกบอนที่พื้นดิน และให้ความเย็นชุ่มชื่น แล้วจะกลัวฝนอยู่ทำไมละ? ทำไมไม่เดินเข้าหามันแล้วถามว่าตัวเราหนาวหรือเปล่า ถ้าคุณหนาวที่ร้างกาย มันยังทนได้ แต่หากว่าหนาวที่ความรู้สึกในใจแล้วละก็ คุณคงต้องตามหาบางสิ่งเพื่อให้ความอบอุ่นกับหัวใจแล้วละ
เมื่อพูดถึงฝนที่เย็นฉ่ำ ทำให้หวนคิดเมื่อครั้งยังมีความรักสดใสกับใครบางคนอยู่ ไม่ว่าฝนจะแรงซักแค่ไหนเราพร้อมที่เดินจูงมือและผ่านสิ่งนั้นไปด้วยกัน แต่บางครั้งเสียงฟ้าผ่าดังจนทำให้เราตกใจอย่างไม่รู้ตัว เราต้องปล่อยมือด้วยอาการตกใจของทั้งสองคน และสิ่งสุดท้ายที่หลงเหลือไว้ก็คือความทรง และสิ่งที่เราเคยมีให้กัน เมื่อหยิบจดหมายที่เคยเขียนถึงกันมาอ่านแล้วสิ่งที่ผมพบเจอก็คือ ทุกอย่างยังถูกเก็บไว้เป็นอย่างดีในกาลเวลาที่เราจะพบกันได้เสมอ ไม่ว่าจะเมื่อไรที่หัวใจเราต้องการ
แต่ย้อนกลับมาถึงวันนี้ แม้ว่าผมจะตื่นจากฝันอันสวยงาม ผมก็ยังพบว่า ทั้งฝน หรือ พระอาทิตย์ยังทำงานอยู่ ซึ่งไม่มีใครสามารถหยุดดวงอาทิตย์ไม่ให้ขึ้น หรือแม้แต่ฝนไม่ให้ตก และนั้นเหละคือสิ่งที่ต้องเจอทุกวัน และตลอดช่วงชีวิตอันแสนสั้น การเก็บใครไว้ในตอนแบบตอนนี้ดูท่าว่าจะไม่ดี ถ้าไม่ยอมรีบเปิดหัวใจให้เค้าเดินเข้ามาค้นหาว่าสิ่งที่เราซ้อนไว้นั้นคือสิ่งได้ และเป็นสิ่งที่เค้าต้องการหรือไม่? 28 August นกตัวนั้นผมเผ้ามองผ่านหน้าต่างที่มีแสงอาทิตย์ส่องผ่าน ผมนั่งทำงานอยู่ที่ข้างหน้าต่างแล้วพบว่าแสงแดดที่ส่องเข้ามาในห้องนอนมันเป็นเปลวความร้อนที่ผมรู้สึกได้ แต่ผมไม่เคยเห็นมันด้วยสายตาของผม เมื่อผมหันออกไปมองที่หน้าต่าง ผมเผ้ามองสิ่งที่ผมต้องการคือท้องฟ้าที่ว่างเปล่า และเต็มไปด้วยหมอกเมฆ และผมมองเห็นนกตัวหนึ่งสีน้ำตาล มีลักษณะดี มันจ่องมองผมผ่านการขยับหัวไปมา เหมือนกับกำลังคิดว่า มนุษย์ชั่งเป็นสัตว์ที่ไม่มีความสามารถพิเศษจริงๆ
ผมจ่องมองมันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผมจะไอ้เสียงดังทำให้นกตัวนั้นตกใจและจากผมไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้หมอไม้สีเขียวข้างๆ ผมกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งทำงานเป็นประจำแล้วคิดถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมาว่าใช้ชีวิตไปมากมายแค่ไหน กับช่วงอายุเท่าที่ผมมีอยู่ ผมพบคำตอบว่าผมได้ทำหลายสิ่งหลาย และผ่านช่วงเวลามามากเกิดกว่าจะจดจำแม้แต่ช่วงที่มีความสุขของชีวิตไว้ได้ทุกรายละเอียด แต่ผมไม่เคยลืมเมื่อผมมีความทุกอย่างแสนสาหัส
มันเป็นความจริงที่สิ่งดีๆมันเป็นสิ่งที่ลืมเลือนได้ง่ายดายกว่าความทุกที่หลายคนไม่เคยแม้แต่จะเข้าใจในสิ่งนั้น
ผมเป็นอะไรไปถึงเริ่มเขียนสิ่งเหล่านี้ ? ตอนนี้สิ่งที่อยากทำที่สุดคือการไม่พูดคุยกับใคร และไม่พบใคร ผมอยากอยู่อย่างสงบเพื่อค้นพบบางอย่างที่มันจะบอกข้อสงใสที่เกิดขึ้นในตอนนี้ว่า “การมีชีวิตมันมีความสุขมากแล้วใช้หรือไม่” แล้วสิ่งที่กำลังค้นหาอยู่นั้นมันมีจริงหรือเปล่า
นกตัวเดิม ที่ผมเคยเห็นทุกครั้งที่ผมเห็นนกตัวนี้สิ่งที่ผมสัมผัสได้คือความสุขกับการที่ตื่นมาในตอนเช้าเพื่อเพียงสัมผัสแสงแดดเท่า และเดินอย่างร่าเริงในตอนเย็นดูเหมือนมันไม่มีสิ่งไดให้ครุ่นคิดเหมือนมนุษย์ที่ต้องออกไปเจอความหลอกลวงและ การแย่งชิงผลประโยชน์ให้ตัวเอง แล้วความสุขที่จริงแล้วสิ่งที่คนรอบข้างต้องการจากการหาผลประโยชน์จากตัวผู้อื่นคืออะไร แล้วมันจะเป็นอย่างไรถ้าคนนั้นไม่กระทำบางสิ่ง แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ใช้ไหมกับสิ่งนี้เพราะทุกคนล้วนต้องกินต้องใช้
เมื่อมองกลับมาหาตัวเองก็พบว่าสิ่งนี้มีอยู่ในตัวเองและทุกๆคนเหมือนๆกัน นั้นคือความอยากที่ไม่รู้จักจบจักสิ้นไม่ว่าจะมากหรือน้อยเราทุกคนล้วนแต่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน มันเป็นเรื่องธรรมของโลกใบนี้ไปโดยที่เราไม่เคยจะรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย และสิ่งที่ผมต้องการก็คงเป็นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถร่วงรู้ได้ ยกเว้นต้องจบชีวิตเท่านั้น ถึงจะรู้ความรู้สึกของการมีชีวิต เมื่อลมหายใจสุดท้ายเดินทางผ่านระบบต่างๆของร้างกายและระบบต่างๆค่อยล้มเหลว และแล้วชีวิตนั้นก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ 24 August ในตอนบ่ายสองของวันนี้ที่เพิ่งเข้าสู่วันที่เก้าในวันที่ทุกอย่างดูเงียบสงบแม้แต่หัวใจของผมเองที่ไม่หวนกลับไปคิดเรื่องที่ผ่านมาอีกแล้ว และหมดความรักกับผู้หญิงคนนั้นไปเหมือนกับใบไม้แห้งที่โดนเผาเหลือแต่ควันไฟลอยในอากาศ และหลงเหลือเพียงแค่ความทรงจำที่คล้ายกับกลิ่นของควันไฟ และค่อยๆหมดไปอย่างรวดเร็วตามกระแสลมพัดผ่าน
หากว่าย้อนกลับไปมองสิ่งที่เป็นมาตลอดหลายวันนี้ มันทำให้ผมเรียนรู้ว่าการได้หลงรักใครอีกครั้ง ทำให้หัวในเบิกบานและเขียนเพลงได้มากมาย แต่สิ่งที่ตามมาก็คือช่วงเวลาเหล่านั้นจากไปอย่างรวดเร็วจนบางครั้งหวนคิดว่าไม่อยากให้มันจากไป แต่ไม่มีสิ่งไดที่ทำได้เหมือนกับเราไม่สามารถจะหยุดเวลาที่กำลังเดินได้แม้แต่นาทีเดียว
ช่วงบ่ายในขณะที่ใครหลายคนทำงาน ซึ่งตัวผมวันนี้เป็นวันที่ค่อนข้างว่างและไม่ค่อยมีอะไรทำ ภารกิจที่ได้รับในวันนี้ คือนั่งเล่นและอัพโหลดราคาสินค้านิดๆ หน่อยๆ ซึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะปกติในวันศุกร์แบบนี้ แต่ผมกลับเลือกที่จะเร่งมืออัพเดทราคาสินค้าให้เสร็จสิ้น เพื่อเหลือเวลานั่งเล่นและทำเรื่องส่วนตัวในช่วงหลังตอนเทียง
ย้อนกลับไปเมื่อวานนี้ ผมป่วย….ไปหาหมอมาและได้รับยาจนทำให้ผมไม่มาทำงานไปหนึ่งวัน ทั้งวันผมนอนหลับอยู่บนเตียงนอนนุ่มๆและทำตัวเหมือนแมวตัวอ้วนๆตัวหนึ่งที่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงที่ดูอบอุ่น ตกตอนบ่ายตื่นขึ้นมากินยาอีกหนึ่งรอบและบอกตัวเองให้หลับพร้อมเพราะไม่อยากตื่นมารอให้ถึงตอนเย็น ผมเบื่อมากกับวันที่ต้องหยุดทำภารกิจต่างๆ มันเป็นช่วงเวลาที่อยู่กับตัวเอง อ่านหนังสือเล่มแล้ว เล่มเล่า นั่งฟังเพลงกินข้าว กินยา และเปิดทีทิ้งไว้ ไม่มีสิ่งไหนให้ผมทำ
จนถึงตอนเย็น ผมนั่งทำคอมของตัวเองให้สมบูรณ์พร้อมด้วยซอฟต์แวร์ใหม่ๆ เหมือนกับการเริ่มต้นใหม่กับคอมเครื่องใหม่ที่ซื้อมาเป็นเดือนแล้วพึ่งจะได้เปิดเล่นมัน เมื่อวานนี้
ทุกอย่างดูปกติไม่มีสิ่งไหนที่ผมจำเป็นต้องกระทำ และทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบง่าย ในเช้าวันศุกร์ผมตื่นแต่เช้า และไม่อยากลุกขึ้นจากที่นอนอันอบอุ่นเต็มไปด้วยผ้าห่มและหมอ มันชั่งเป็นเวลาที่ผมมีความสุขกับการนอนเหมือนกับแมว
หลังจากที่อาบน้ำและแต่งตัวสิ่งที่ต้องทำก็คือรีบเร่งไปทำงาน และแล้ววันนี้ก็สายเหมือนทุกๆวัน ผมเข้างานตอนเก้าโมงเช้า และทำทุกอย่างอย่างที่เคยกระทำในวันศุกร์ หลังจากเข้าช่วงบ่ายแบบไม่ง่วงนอนแล้ว
มีบางอย่างที่ผมหวนคิดว่า ผมมันชั่งเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองซะจริงๆ ผมมักปล่อยให้ใครก็ตามที่อยากรู้จักผมกลายเป็นคนเกรงกลัวผม ด้วยสายตาและท่าทางที่แสดงอย่างที่หลายๆคนไม่เข้าใจ และมักคิดว่าผมหยิ่ง ติดหรู ทั้งๆที่สิ่งที่เป็นมันกลับตรงข้ามกัน
ผู้หญิงคนที่ผมเคยแอบมอง เดินมาถามผมว่าเมื่อวานนี้หายไปไหนมา…….ผมหันมองแต่ไม่ได้ตอบสิ่งไดไป……และผมจึงค่อยตอบว่า “ผมไปหาหมอมา” เค้าถามกลับมาว่า “เป็นอะไรมากมั้ยอะ” ผมกลับไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แล้วเค้าก็ถามว่า “ดีขึ้นมั้ย” เป็นยังไงมั้ง ถามจนผมไม่สามารถที่จะจดจำคำถามเหล่านั้นมาเขียนได้หมด
แต่สิ่งที่ผมทำคือ ผมเงียบ……..และทำหูทวนลม เวรกำ ผมตอบไปน้อยมาก ทำไมผมไม่ตอบให้มากกว่านี้ และไม่ชวนเค้าพูดคุยซะบ้าง……เหมือนทุกอย่างมันเป็นไปตามที่ผมอยากให้เป็นตลอดแต่ ตลอดเวลาผมมักทำสิ่งเหล่านี้พังไปกับตาด้วยความเงียบ…….ที่เป็นเหมือนหินก้อนใหญ่ที่ไม่ว่าจะมีใครมาพูดอะไรก็ตาม หินก้อนนี้ก็จะเงียบและไม่มีเสียงอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าคนๆนั้นจะพยามซักเท่าไร
ก่อนที่เค้าจะเดินจากไป หัวใจผมกลับเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เคยเป็นปัญหาระหว่างผมกับผู้หญิงหลายๆคนว่าทำไม ผู้หญิงเหล่านั้นถึงทนตัวผมไม่ได้ เพราะสิ่งนี้ เป็นหนึ่งสิ่งที่เป็นแบบนี้เสมอ……….
แต่จากวันนั้นที่ผมไม่รู้สึกอะไรกับผู้หญิงคนนี้ ในวันนี้ผมก็ไม่รู้สึกเช่นเดิม คงเพราะหมดแล้วจริงๆกับช่วงเวลาที่ผมหลงรักใครบางคน แต่ผมอยากได้รับความรู้สึกนั้นอีกครั้ง กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมกลับคิดถึงคำที่ป๊าผมเคยพูดเสมอว่า “เมื่อไรที่มีปัญหา ให้ลืมเหตุผล”
ผมคิดถึงคำนี้แล้วพบว่าตัวเองมักจะหาเหตุผลต่างๆมามากมายไม่ว่าจะถามตัวเองว่าเค้ามีแฟนแล้วหรือยัง หรือว่ารู้สึกยังไงกับผม และผมมักจะไม่เข้าข้างตัวเองและใช้เหตุผลจากสิ่งที่ตัดสินใจไปด้วยตัวเองทั้งนั้น บางครั้งผมควรต้องเชื่อหัวใจตัวเองเพื่อค้นพบบางสิ่งที่ หัวใจต้องการ
แต่สุดท้ายในวันนี้ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงบ่ายวันนี้ทำให้ผมรู้สึกดีและอยากที่จะจดจำสิ่งนี้ไว้ เพื่อสอนตัวเองว่า ให้มั่นใจในตัวเองซะบ้าง 21 August ลองแล้ว AKG K412Pหลังจากที่ด่อมๆมองๆรุ่นนี้อยู่นาน เพราะด้วยความเล็กและเหมาะกับที่จะพกพาไปไหนต่อไหนอย่างไม่อายใคร เหมือนมีกิ๊กไว้คู้กายคอยมอบความสุขให้ไม่ว่าจะยามค่ำคืนหรือ ยามเช้าที่แสนสดใน และในที่สุดก็ต้องถึงวันที่ HQ 1700 ตัวโปรดผมต้องลาโรงก็เพราะมันเริ่มมีการชำรุดซะแล้ว แต่ยังให้คุณภาพเสียงที่น่าประทับใจเช่นเดิม กับกล่องที่มีขนาดไม่ค่อยใหญ่มากออกแบบมาอย่างสวยงามจากประเทศออสเตรีย ในกล่องมีซองใส่หูฟังซึ่งผมชอบมาก เพราะส่วนตัวแล้วหูฟังเก่าพยามไปหาซื้อถุงใส่หูฟังแต่หาเท่าไรก็ไม่ได้อันถูกใจซักที พอซื้อ AKG K412P มาแล้วมีแถมมาเลย เป็นซองสีดำถูกใจมาก
ความสามารถของหูฟังรุ่นนี้ที่พิเศษคงเป็นที่การพับเก็บและมีน้ำหนักเบาเพราะตัวไดร์ฟเวอร์นั้นมีรูปร้างสวยงาม ตอบสนองความถี่ ตั้งแต่ 13 Hz – 27 kHz และที่สำคัญนั้นตัวไดร์ฟเวอร์นั้นเป็นแบบ Semi-open ที่ทำให้เราได้ยินเสียงคนรอบข้างบ้าง เผื่อมีใครด่าจะได้ ได้ยิน…….55555
หลังจากที่แกะกล่องและเช็คทุกอย่างอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมได้ทำการเปิดหน้าต่างให้กับหูฟังก่อนโดยการไล่สนามแม่เหล็กด้วยการสวิฟเสียงในย่านความถี่ตั้งแต่ 4Hz – 25 KHz โดยการทำเช่นนี้นั้นจะจะเหมือนการล้างสนามแม่เหล็กในครั้งแรกที่เปิดใช้ หรือว่าในกรณีที่ใช้งานไปนานๆแล้ว เกิดสนามแม่เหล็กค้างที่ด้านหน้าของตัวลำโพง สิ่งที่สังเกตคือ เสียงเบาลง และให้ย่านความถี่กลางสูงน้อยลงจนบางครั้งฟังแล้วอาจจะรู้สึกเสียงเบสนั้นบวมแปลกๆ
ลองฟังโดยไม่ได้ BURN IN ก่อน……
ซึ่งเริ่มจากการลองฟังเพลงที่ตอนนี้กำลังชื่นชอบในสไตล์ SOUL และ POP 70 จากอัลบั้ม Dreamgirls ที่เป็นเพลง ประกอบภาพยนตร์จากหนังเรื่อง Dreamgirls โดยเป็นไฟล์ที่แปลงมาในรูปแบบ AIFF หรือแปลงโดยที่ไม่ได้ลดขนาดไฟล์จากแผ่น CD ซึ่งต้องชมอย่างหนึ่งว่า K412P นั้นให้เสียงย่านต่ำน่าประทับใจ ……ผมถึงกับนั่งอึ่งกับหูฟังแบบ Semi-open หรือแบบกึ่งเปิด ทำไมเสียงเบสมันแพรวพราวขนาดเลยหวะ………..เฮ้ยยยยยย ให้ย่านเสียงกลางสูง น่าประทับใจ ไม่มีการจับตัวเป็นก้อนและกระจายเสียงออกมาเป็นกองที่ไรมิติ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจกับหูฟังในราคานี้…..ไม่น่าจะทำได้แต่ AKG ทำให้ผมประทับใจอย่างมาก แต่ฟังไปสามเพลงแล้วสิ่งที่รู้สึกก็คือ การตอบสนองในช่วง HI- mid นั้นมีมากเกิน ก็คงเพราะยังไม่มีการ BURN- IN ก่อนใช้งาน ผมขอเรียกการลองครั้งนี้ว่าแทงสด……..จึงทำให้เสียงที่ตอบสนองยังไม่สมบูรณ์ เท่าไรนัก เพลงที่ประทับใจในการทดสอบ Listen ร้องโดย Beyonce ซึ่งให้เสียงแรงกระแทกของ คิก และปลดปล่อยพลังเสียงร้องที่อยู่ภายในตัวนักร้องอย่างเต็มที่….ซึ่งเสียงของ Beyonce นั้นจะอยู่ในช่วง เสียงกลางค่อนข้างมาก แต่เมื่อเค้ากระโดยไปร้องคีที่สูงกว่า เมื่อดนตรีตามไปสิ่งที่พบก็คือ หูฟังนั้นตอบสนองได้เป็นอย่างดี และมีกำลังขับที่แน่นอน ซึ่งสิ่งที่ค่อนข้างประทับใจก็คือเสียงย่านต่ำว่า 30 Hz ที่เป็นแรงกระแทก หรือการสั่นไหวนั้นเป็นสิ่งที่ผมชอบมาก เพราะ K412P นั้นให้อย่างเต็มที่…..เสียงร้องที่ไม่บาดหู และมิติที่ครบถ้วน เพลง Big จาก Henry Krieger ที่เป็นแนว BOB มีการตอบสนองอย่างลงตัว และให้เสียงรอบข้าง [Ambient] โดยการฟังเพลงที่เป็น BOB ซึ่งก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่า บรรยากาศของเพลงนั้นสำคัญแค่ไหน…..ฟิลเพลงจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับสิ่งนี้……โดยหูฟังที่นำมาทดสอบการฟังถึงแม้จะมีราคาไม่แพงมากซักเท่าไร แต่ก็ให้เสียงอย่างน่าประทับใจ เพราะค่าตัวถูกมาก
หลังจากนั่งฟังเพลงชิลกับเหล่าสาว แห่งความฝันแล้ว คราวนี้มาถึงแนวถนัดกันบ้าง กับ Fusion Jazz ที่ผมหลงรักนักหนา เหมือนตาบอด
อัลบั้ม The Very Best Of Jazz Funk โดยเพลงที่นำเสนอนั้นจะมีความเป็น FUNK อย่าครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นส่วนของเพลงและถ่วงทำนองที่ทำให้อยากขยับตามเสียงเพลง……ผมที่ได้อาจจะไม่ประทับใจนักเพราะด้วยความที่ยังไม่ได้ Burn in จึงทำให้เสียงนั้นค่อนข้างแห้งแล้งง…..เหมือนต้นไม้ขาดน้ำ เสียงเครื่องเป่าและอื่นๆ ฟังยังไม่ได้สำเนียงมากนัก……. ไหนๆลองแล้ววันนี้ชิลเว้ยย เอาเวลางานมานั้งลองหูฟัง 55555555 ต่อกันกับ Extreme Ways โดยเป็นเพลงประภาพยนตร์เรือง Bourne's Ultimatum ที่หลายๆคนบอกโคตรจะมันส์สาดดดด แต่ผมก็ไม่ได้ไปดูเหมือนเดิม….ซึ่งตัวเพลงมีความเป็น Electronic ค่อนข้างมากการฟังจึงเน้นหนักไปทางมิติและการตอบสนองความถี่ต่ำๆและเสียงที่โดยปิดให้ไม่เหมือนธรรมชาติ เหมือนเจ้าหูฟังคู่นี้จะเจอศึกหนักเพราะยังอ่อนต่อโลกของแมวตัวนี้ยิ่งนักมาวันแรกก็เจอทรมารซะแล้ว……. ซึ่งเพลงนี้เป็นผลงานของ Moby ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี…..ผลออกมาก็คือหลังจากที่ฟังแล้ว มิติในช่วงแรกที่เครื่องดนตรียังน้อยชิ้นอยู่นั้น ตอบสนองได้อย่างดี เสียงเบา หรือ fade ให้มิติที่ดูดี แต่สิ่งเสียงร้องซึ่งเพลงนี้แข็งกระด้าง หูฟังกลับทำให้มันแข็งกระด้างมากกว่าเดิมอีก …… สงใสจะต้อง Burn-in ก่อนถึงจะรู้ว่าจะเป็นไง หรือว่าเป็นแบบนี้หว่า……
หลังจากที่ได้ลองมาซักระยะหนึ่งพบว่า ย่านกลางสูงเริ่มออกมากในการฟังเพลง POP ทั่วๆไปซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดใจผมอย่างมากเพราะส่วนตัวชอบฟังแบบ Color Full หรือที่เค้าเรียกว่าพวกชอบสีสันเยอะๆ เพราะถ้าหูฟังที่ใช้กันในงานเพลงนั้นจะเป็นแบบที่เค้าเรียกกันว่า Flat ที่ให้เสียงที่ถูกต้อง โดยตัวนี้ซึ่งเป็นหูฟังที่เป็นในแบบ Color Full อยู่แล้วแต่ยังให้ประสบการเสียงที่ผมต้องการไม่ได้
อาจจะสงใสว่ายังไงกับสิ่งที่ผมต้องการ ซึ่งหลังจากที่ลองฟังเทียบเพลงต่อเพลงกับหูฟังตัวเก่า HQ-1700 ที่มีชั่วโมงบินสูงกว่า…..และเป็นแบบปิด โดยความจริงมันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว แบบกึ่งเปิดมีข้อเสียคือการให้เสียงในย่านต่ำนั้นจะทำได้ไม่ค่อยดี ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่า AKG ทำได้ดีกว่า KOSS ในรุ่นที่ราคาใกล้เคียงกันอย่างเช่น KSC35 ซึ่งเป็นแบบคลิบ โดยขึ้นอยู่กับความชอบ ส่วนตัวแล้วให้ AKG เต็มที่เพราะเป็นแบบสวมหัวผมชอบ และผมไม่ชอบแบบคลิบก็เพราะว่า เมื่อก่อนเคยเจอปัญหาแบบหลุดบ่อย ในช่วงที่ลมแรง ไม่ว่าจะเป็นการขับมอไซ หรือว่าจะเป็นการขึ้นรถเมย์ ผมจึงหลงรักแบบสวมหัว แต่ไม่ชอบโดนสวมเขานะเว้ยยย
โดยหลังจากลองแล้ว สีสันของ AKG นั้นจะมีมากกว่า KOSS และให้ย่านต่ำที่ดีกว่า สำหรับหูของผม โดยที่ผมไม่ได้ฟันธงว่าดีหรือไม เพราะของอย่างนี้ขึ้นอยู่กับหูใครเสื่อมแล้ว…..บางทีหูผมอาจจะเสื่อมแล้วก็ได้ 555555 เฮ้ยยถ้าเป็นแบบนั้นก็คงหัวเราะทั้งน้ำตา….เพราะคงทำเพลงไม่ได้แล้ว……แต่สำหรับ KOSS นั้นจะให้ย่านกลางดี และโทนเสียงอยู่ในโทนสีเทา ขุ่นๆซักหน่อย ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีคนละแบบ
ลองเทียบรุ่น ระหว่าง AKG K412P กับ HQ1700 ผลที่ได้รับอาจจะเป็นที่รู้กันเป็นอย่างดีเพราะด้วยไดร์ฟเวอร์ที่ต่างกัน และระยะทางพิสูทรักที่ยาวนานของ HQ 1700 สูงกว่ามาก ในเพลงแรกที่ทดสอบ Perfect World จาก Steve Russell โดยเป็นเพลง POP ในช่วงยุค 70 ซึ่งให้เป็นเพลงที่ผมคิดว่าหูฟังในรูปแบบ Color Full ฟังแล้วก็คงหลงรักเพลงนี้ได้อย่างง่ายดาย ส่วนเพลงนั้นก็ให้นึกถึง Jackson 5 เอาก็คงพอจะเดาแนวถูก……ซึ่ง HQ 1700 จะให้สำเนียงและเสียงย่านต่ำ ที่ค่อนข้างมาก ไม่กระจุกตัว และมีให้เสียงย่านสูง…..ที่ไม่บาดหู เพราะด้วยเสียงร้องที่ชัดเจน และคอรัสแยกตำแหน่งอย่างชัดเจน เปลี่ยนมาเป็น K412P แล้วเสียงที่ตอบสนองจะอยู่ในช่วง HI ค่อนข้างเยอะกว่า ตัว HQ1700 และให้น้ำหนักเสียงที่น้อยกว่า และเรื่องมิติที่แตกต่างกันคือ ความชัดเจนจัดจ้านมากกว่าของ HQ 1700 ชนะขาด…….แต่สิ่งเดียวที่ไม่ชนะนั้นก็คือ ความสดใสที่ AKG ให้ได้มากกว่า โดยข้อสังเกตของผมนั้นความสดใสนั้นมาจากช่วง 4 kHz ซึ่งเป็นผงชูรสของเสียงอยู่แล้ว ตัว AKG นั้นมีให้มาก แต่ไม่ที่สุด โดยหลังจากที่ได้เปิดทดสอบไปหลายเพลง ซึ่งสิ่งที่พบนั้นก็คงจะเหมือนๆเดิมคือผมชอบเนื้อเสียงของตัว HQ-1700 มากกว่าก็คงเพราะความคุ้นเคยและใช้งานมาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า และส่วนของของ AKG K412P ก็คงต้องเจอศึกหนักซะก่อน คงต้องโดนซัก 100 ชั่วโมงในการ BURN-IN แล้วถึงจะกล้าพูดได้เต็มปากว่าผิดหวัง หรือสมหวัง กับหูฟังอันใหม่…..ของผม จริงๆแล้วกับหูฟังราคาเพียงแค่หลักพันปลายๆ หากว่าหวังจะซื้อมาเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่านี้ ก็คงเสียงเป็นที่สุด แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่นิดเพราะผมค่อนข้างพอใจกับสิ่งที่ได้รับมา เพราะตัวหูฟังนั้นราคาไม่แพงมากเลย และตอบสนองเสียงได้อย่างน่าประทับใจ …..
โดยข้อเสียที่ผมพบแต่ยังไม่เจอด้วยตัวเองนั้นก็คือข้อพับตัวหูฟังที่สามารถพับเก็บ คลายกับ PX200 มันดูเล็กและน่ากลัวว่าจะหักซ้ำรอยตัวเก่าหรือเปล่า.....แต่ข้อให้อย่างเจอเลยเถิด....สาธุ ฝากไว้นิดว่าสุดท้ายแล้ว เร็วนี้ก็คงต้องเป็น MS1 5555555555555 ถึงจะใหญ่และพกพาลำบาก แต่หากใจรักแล้ว มันจะมาหาผมในเร็ววันี้ สาธุ........... 17 August DREAM GIRLS ในมุมมองขของผมสิ่งแรกที่ทำหลังจากกลับมาถึงบ้านแล้ว วันนี้ผมกินข้าวและรีบเร่งเปลี่ยน soundcard เพื่อดูหนังเรื่อง DREAM GIRLS ซึ่งเป็นหนังที่ได้มาค่อนข้างนานพอสมควรแล้วแต่พึ่งมาได้ดู
หลังจากที่ดูหนังไปสิบนาทีเท่านั้น ความรู้สึกเปลี่ยนไปจากก่อน ที่คิดว่าหนังควรจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่หนังกลับเป็นแบบนี้ และประทับใจอย่างมาก ถึงแม้จะมีการยัดเพลงมากเกินไปในบางฉากบางตอนแต่เพลงที่โดนคัดเลือกให้เข้ากับช่วงยุค กลาง 60 ถึง กลาง 70 นั้นทำได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ตัวนักแสดงทั้งสามคนมีให้เสียงในการร้องเพลงอย่างน่าตกตลึง และจังหวะเพลงในหนังกว่า 45 นาที ที่ไม่เบื่อเลยนักนาทีเดียว เนื้อเรื่องเข้าใจง่าย น่าติดตาม และคาดหวังกับจุดจบไปต่างๆนาๆ และสุดท้ายก็เป็นสิ่งที่คาดคิดไว้แล้ว ที่ไม่ทำให้ประทับใจจนเรียกน้ำตาได้ เหมือนในฉากที่ร้องเพลง family ส่วนตัวแล้วผมชอบเพลงนี้มากๆๆๆๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา หรือทำนองที่ฟังแล้วเข้าใจง่าย แต่สิ่งที่ขาดหายนั้นก็คือความเป็น Soul ถึงขาดหายแต่รับรู้ได้ถึงสีผิวคนร้องอย่างชัดเจน
ฉากที่ทำให้น้ำตาเล็ดและรู้สึกถึงเพลงที่ใช้พลังเสียงในการร้องอย่างมาก นั้นก็คือฉากที่ร้องเพลง And I Am Telling You I'm Not Going ในฉากที่เต็มไปด้วยความสับสนของตัวละคร และความไม่เข้าใจกัน.....หลังจากที่ร้องเพลงนี้จบ น้ำตาผมเอ่อนอง แต่ไม่ถึงขั้นไหล เพราะรู้สึกเศร้าตามหนังอย่างมาก แต่ทุกสิ่งล้วนมีจุดจบ เพราะทุกสิ่งจบสิ้นแล้ว ประโยคสุดท้ายที่มีการพูดคุยกัน และทิ้งระยะเวลายาวนานหลายปี จนเมื่อมาพบกันอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป..........และเต็มไปด้วยความเข้าใจกันมากขึ้น
ในตอนจบถึงแม้ไม่ประทับใจมากนัก แต่ด้วยตัวเนื้อจริงๆของหนังแล้ว เพลงนั้นต้องมีจิตวิญญาณไม่ใช้เพียงแค่ธุรกิจเท่านั้น โดยหนังเรื่องนี้ชนะใจผมไปเต็มๆด้วยเพลงเพราะๆและฉากประกอบสุดยอด......เสื้อผ้า หน้าผม มันดูลงตัวไปหมด แต่เนื้อเรื่องอาจจะยังไม่มีฉากรุนแรงกระชากอารมณ์ให้หวั่นไหว และเสียน้ำได้ แต่ดีแล้วครับ....เพราะช่วงนี้ไม่อยากหดหู่...... สิ่งที่ไม่ชอบนั้นก็คงเป็นเรืองของฟิวตอร์ เพราะสีชมพูนั้นออกมากเหลือเกินจนบางครั้งดูแล้วเกิดอาการขัดตา ซึ่งจุดนี้เข้าใจดีว่าช่วงยุคนั้นแสงไฟตามแหล่งบันเทิงบ้านเค้าเป็นแบบนั้น แต่บางฉากไม่มีก็ได้....บางทีมันเลอะเข้าไปที่สีของฟัน และตาขาว ซึ่งมันดูแล้วรู้สึกแปลกอย่างมาก ช่วงแรกๆคิดว่าการ์ดจอผมเสียซะอีก เพลงประกอบทำได้ยอดเยี่ยมสมกับเป็นหนังเพลงที่เข้าชิงรางวัลใหญ่ๆมามากมาย แต่บางฉากนั้นไม่ใส่เพลงดูว่าจะได้อารมณ์มากกว่าอย่างเช่นตอนที่ร้องเพลง heavy ซึ่งหลังจากที่ตัวละครเดินออกมาเจอเมืองที่วุ่นวายแล้ว เพลงประกอบมันกลับตรงกันข้าม มันให้สองอารมณ์ ในอารมณ์หนึ่งผมคิดว่ามันกำลังอยู่ในช่วงต่อฟิลของหนัง เป็นช่วงพักให้หายใจ แต่ดูแล้วมันกลับให้ความรู้สึกกับผมในด้านลบ นั้นก็คือ ในขณะที่หลายคนกำลังทำทุกวิธีทางให้ชีวิตอยู่รอด แต่ธุรกิจเพลงกลับหลอกลวงตัวศิลปินเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ (มันเป็นความรู้สึกของผมนะ)
โดยส่วนตัวแล้ว DREAM GIRLS นั้นคงไม่ต้องให้พูดอะไรมากมายนักเพราะเป็นหนังที่ได้รางวัลมามากมาย แต่สำหรับตัวผมแล้วถือว่าเป็นการรับชมภาพยนตร์ที่อิ่มมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงประกอบ ตัวละคร เนื้อเรื่องที่ไม่มีเนื้อหารุนแรงมาก และฉาก เสื้อผ้า และอื่นๆ ซึ่งเป็นหนังที่คุ้มค่ากับราคา 599 ในรูปแบบของ DVD9 ตามร้านซื้อหาทั่วไป..... วันที่เจ็ด อาจจะสิ้นสุดวันที่เจ็ด อาจจะสิ้นสุด
โดยความเป็นจริงในขณะที่เขียนเรื่องของวันที่ผ่านมาแล้วผมเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ และวันพรุ่งนี้ หรือเมื่อวานมันเป็นเรื่องธรรมดาไปซะแล้ว
วันนี้เป็นวันที่แปด ซึ่งหลายครั้งที่ผู้หญิงคนนี้เดินมาใกล้โต๊ะทำงานผมและยิ้ม ผมกลับเริ่มรู้สึกว่าสิ่งแรกที่ผมประทับใจผู้หญิงคนนี้คือรอยยิ้มที่สวยเกินใครมันเป็นสิ่งที่ผมต้องการเพียงแค่ผ่านช่วงเวลาสุดแสนอ้างว้าง ว่างเปล่าในชีวิตลูกผู้ชาย ผมนั่งมองรอยยิ้มนั้นโดยที่ไม่กระพิบตา ผมยังรู้สึกเหมือนเช่นเดิมคือรอยยิ้มของผู้หญิงคนนี้สวย และก็ยังมีรอยยิ้มสวยๆของผู้หญิงอีกมากมาย ไม่ใช้เพราะผมเกิดเบื่อรอยยิ้มนี้ขึ้นมา แต่ผมกลับรู้สึกว่า ช่วงเวลาเหล่านั้นที่ผมเหงาได้ผ่านไปแล้ว…..มันจากผมอย่างไม่ทันรู้ตัว
ผมกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง และไม่พูดภาษาแบบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเริ่มกลับมาพูดแบบเดิม และยิ้มได้แบบเดิม สิ่งที่ผ่านมามันทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าผมไม่สามารถรักใครได้ถึงสิบวัน เมื่อเข้าสู่เช้าวันที่แปดที่ผมไม่อยากมาทำงานเพราะอาการของหวัดที่ยังทำให้ไอ ในขณะที่กำลังเขียนบางสิ่งเกี่ยวกับตัวผู้หญิงคนนี้ผมเผ้ามองเธอตลอดเวลา โดยที่เธอไม่มีวันรู้เลยว่ามีคนกำลังเขียนเรื่องของเธออยู่ ในวันนี้ก็เช่นกันผมทำแบบเดิม และผมรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นเพียงความเหงาจากห้วงหัวใจ ที่ผมไม่เคยเปิดเผยมานาน
เรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่เจ็ด ทุกอย่างสุดแสนธรรมดาจนผมไม่ต้องเขียนอะไรก็ได้เพราะทุกคนคงเดาได ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอะไร แต่มันไม่ใช้แบบนั้นความผิดพลาดเกิดขึ้นเนื่องจากผมลืมของไว้ด้านบนของออฟฟิศทำให้ผมต้องเสียเวลากลับไปเอา เลยไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรในสิ่งที่เกิดขึ้น
กลับมาบ้านสิ่งแรกของวันทีเจ็ดนั้นก็คืออยากนอนเพราะปวดหัวจากอาการไข้กิน แต่สิ่งที่ผมทำกลับตรงกันข้าม ผมนั่งดูหนังเรื่อง Venus ซึ่งหลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ติดเรท R และเป็นหนังที่มีความรุนแรงในด้านการกระทำค่อนข้างมาก
ผมได้อะไรหลังจากดูหนังเรื่องนี้………
ในช่วงแรกของหนังนั้นค่อนข้างหน้าเบื่อ แต่หลายฉากสะท้อนถึงความคิดของคนที่เขียนบทขึ้นว่าสิ่งทีเค้ากลัวนั้นคือความแก่เท่าและชลาภาพ หมดอารมณ์ทางเภท ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมต้องการดูมาตลอดเวลา ฉากนับยาในร้านการแฟ แล้วมีคนแก่สองคนคุยกันเรื่องว่าใครต้องกินยามากกว่ากัน……ผมดูแล้วมองดูตัวเองในขณะที่เรายังไม่ต้องกินยามากมายขนาดนั้น เราได้พบเพียงซักคนที่เราจะพูดคุยและเป็นเพื่อนไปจนถึงตอนเรานับยาด้วยกันหรือไม่?
ฉากพาเด็กผู้หญิงไปเป็นนางแบบภาพเขียน…..ซึ่งผมดูแล้วอดขำไม่ได้เพราะตาแก่หัวงูนี้มันสุดแสบจริงๆ ซึ่งหลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้ไปจนถึงช่วงกลาง ตอนที่เด็กผู้หญิงมาเริ่มมีความใกล้ชิดกับชายแกมากขึ้น และชายแก่เริ่มตกหลุมรักเธอนั้น เธอกลับทำบางสิ่งที่ผมคิดว่ามันเลวร้ายและผมแทบทนดูไม่ได้กับฉากการเลือกซื้อเสื้อผ้า….โดยที่เธอไม่ได้ถามแม้แต่คำเดียวว่าจะให้ซื้อได้เท่าไร เธอเลือกๆ และสุดท้ายเงินไม่พอจ่าย สิ่งที่ทำได้คือการระเบิดอารมณ์โมโหใส่ชายแก่ และชายแก่ที่ดูขาดสีที่สดใสในหัวใจอยู่แล้ว ยิ่งดิ่งลึกลงเหวอย่างรวดเร็วด้วยคำพูดและสายตาอแบบนั้น เมื่อชายแก่จู๋ไม่แข็งอีกแล้ว…….สิ่งที่เธอทำได้คงเป็นความดีใจที่จะไม่โดนผู้ชายคนนี้หลอกเธอไปทำไม่ดีไม่ร้าย และความร้ายกาจที่คาดไม่ถึงก็เริ่มต้นขึ้น ถึงจะไม่มีจู๋ที่ไม่แข็งอีกแล้วแต่ชาย ยังมีหัวใจที่แข็งแรงและพร้อมที่จะมีความรักครั้งใหม่ แต่……สิ่งที่เธอมอบให้คือตัญหาและกลิ่นคาวของความอยากเสพ ฉากที่ผู้หญิงมาขอเงินชายแก่เพื่อไปสักงู……ผมดูแล้ว กลืนน้ำลายอึกๆ เพราะเสียวแทนจริงๆ แต่สุดท้ายหัวใจที่แข็งแรงย่อมยอมแพ้กับความสวยงามของ Venus และคำพูดสุดท้ายกับหัวใจของหญิงสาวที่ยอมรับคนแก่ที่ไม่เหลืออะไรนั่นก็คือ
ในที่สุดเราก็มีเวลาได้คุยกันซักที แล้วเค้าก็จากไปพร้อมลมทะเล…..ที่พัดวิญณาณที่เต็มไปด้วยความสุขจากการได้สิ่งที่ต้องการ
สำหรับตัวผม วันนี้ผมจะกลับบ้านพร้อมเธอคนนั้น แน่นอน…..แล้วจะกลับมาเขียนอีกครั้งนึงให้จบสิบวัน 16 August วันที่หก เหลือเพียงรอยจางของสีสันแห่งความรักวันที่หก เหลือเพียงรอยจางของสีสันแห่งความรัก
หลายวันผ่านมามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ผมจำได้เพียงแค่ว่าตอนนี้รู้สึกไม่สบายอย่างมาก เพราะหวัดลงคอและไอ ค๊อก แค๊กๆทั้งวันและมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้ดังใจมากนัก เหมือนเช่นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้
ผมเดินทางไปไกล และกลับมาสู่จุดเดิมที่เรียกว่าการเริ่มต้นอีกครั้ง ผมอยากหลงรักผู้หญิงคนนี้เพื่อที่จะทำให้ความคิดและใจผมโลดแล่นไปตามจังหวะของเสียงเพลง ที่เต็มไปด้วยความสุขของการได้แอบรักใครซักคน
แต่ในตอนนี้ทุกอย่างนั้นมันกลายเป็นสิ่งธรรมดาสำหรับผมไปซะแล้ว แม้จะยังมีความรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้เค้ามองผมอยู่เหมือนกัน (เข้าข้างตัวเอง) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันพุธที่ผ่านมานั้นมันเริ่มกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ผมเริ่มหมดความรู้สึกตื่นเต้น และการอยากค้นหาบางสิ่ง มันจบลงแล้ว!
ไม่ได้เศร้าหรือเสียใจจนต้องร้องไห้ เพราะครั้งนี้มันเป็นเพียงแค่การอยากได้บางสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นและเป็นสิ่งที่ผมเหมือนจะพยามเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา แต่ด้วยความเป็นแมวตัวเดิมที่เมื่อได้บางสิ่งมาแล้ว ก็จะรู้สึกเบื่อเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมยังไม่ได้สิ่งนั้นมา แต่ผมกลับรู้สึกเบื่อ และรู้สึกไม่น่าตื่นเต้นและน่าค้นหาเหมือนก่อนหน้านี้ วันนี้ผมนั่งทำงานและหลายครั้งที่เค้ามองมาหาผม ผมกลับหันหน้าหนี ทำไมนะหรอ ผมกลัวว่าหัวใจผมจะหลุดออกจากหน้าอกนี้อีกครั้งด้วยรอยยิ้มแบบนั้น ผมต้องการ แต่ผมไม่อยากได้มาเป็นเจ้าของ เพราะตัวผม……เป็นแมวที่หลายครั้งมักทำสิ่งแปลกๆที่หลายๆคนไม่เข้าใจ และตั้งคำถามว่า ทำไม และในบางครั้งแมวตัวนี้ก็ดูอ่อนแอจนน่าสงสาร แต่ใครจะไปรู้สึกถึงใจละ ว่าแมวตัวนี้เก็บซ้อนเสือไว้ภายใน…
ในวันที่หกนั้นไม่มีอะไรแตกต่างเพียงแค่ผมพยามทำใจไม่ให้เดินตามเธอออกมาเพื่อพูดคุยกันในตอนกลับบ้าน ผมนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ผมนั่งประจำที่ แล้วทำงานต่อไป……บางสิ่งในใจบอกผมให้เก็บ IPOD ใส่กระเป๋า แล้วเอาหนังสือออกมา กลับบ้านได้แล้ว!!!!
เชื่อใจตัวเองหรือไม่…
ผมตัดสินใจที่จะไม่ทำตามอย่างที่ใจคิด โดยการนั่งทำงานต่อ จนผ่านไปเป็นเวลานานประมาณ 20 นาทีได้ ผมคิดแค่เพียงว่าจะเดินลงไปอย่างที่ไม่พบแม้แต่เงาของตัวเค้า แต่สิ่งที่ผมพบนั้นก็คือ…..ผมเดินท้ามกลางผู้คนมากมาย ที่ล้วนแล้วแต่มีความคิดที่ไม่เหมือนกัน ทุกคนที่ผมมองดู บางมีความสุข บ้างหลอกตัวเอง และบ้างก็หลอกคนอื่นด้วยการกระทำบางสิ่ง ผมคิด…….วันนี้ผมจะเดินลงบันไดที่เดิม และทำตัวแบบเดิม กลับบ้านซื้อข้าวแกงกินและรีบนอนอย่างเร็วที่สุด
ผมเดินมาถึงทางออกจากตึกที่ผมทำงาน และเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าเตรียมตัวกลับบ้าน
ผมไปมองไปรอบๆที่เราเคยเดินผ่าน ถึงแม้การสนทนาของเราจะไม่มากมายนัก แต่มันเป็นสิ่งที่เคยทำให้หัวใจผมชุ่มฉ่ำ และยิ้มกับทุกครั้งที่เราพูดคุยกันถึงแม้วันนี้จะเดินไม่ถึงตรงนั้นแต่ผมยังมีความรู้สึกที่ได้เห็นที่ตรงนั้นอยู่คงเดิม ผมเดินเข้ามาในสถานีรถไฟฟ้า และแทรกตัวผ่านเสาแบบเดิมที่ทำทุกครั้ง ทุกวันที่กลับคนเดียว ทุกก้าวที่เดินลงบันไดมันเหมือนการลงไปสำรวจใจตัวเอง และถามตัวเองว่าหวังอะไรกับครั้งนี้หรือเปล่า
คำตอบยังไม่ได้ออกจากใจที่แข็งกระด้าง แต่มันกลับ….กลายเป็นผมพบใครบางคนที่ยืนในต่ำเหน่งที่ผมชอบยืนและทำท่าแบบผมชอบทำ คือการอ่านหนังสือ และเธอคือผู้หญิงคนเสื้อสีชมพูตัวเล็กน่ารักยืนอ่านหนังสือจอมยุทเรื่องที่เราเคยคุยกัน ผมยืนอีกมุมพร้อมด้วยหนังสือในมือที่ผู้หญิงคนนี้เคยถามผมว่า “อ่านแบบนี้ไม่เครียดหรอ” ผมยังอ่านยืนอยู่อีกฝั่ง และเค้าก็อ่านอยู่อีกฝั่ง
มันกลับเติมเต็มรอยยิ้มในหัวใจที่แทบจะไม่รู้สึกดีกับผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว ผมยืนอ่านแต่ตัวหนังสือกลับเป็นภาพเมื่อเค้าลงมานานกว่าผมค่อนข้างมาก ทำไมถึงพึ่งมาถึงตรงนี้ละ? คำตอบมีมากมายซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับตัวผม….
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยิ้มและบอกตัวเองว่าทำไมนั้นก็คือการที่ผู้หญิงคนนี้….แทรกตัวผ่านช่องเล็กและลงบันได จุดเดียวกับที่ผมทำทุกวัน ในวันที่ผ่านมา เค้าเดินไกลขึ้นเพราะเราคุยกัน แต่หลังจากที่เราไม่คุยกัน เค้าเลือกที่จะทำทุกออย่างให้เรียบง่ายที่สุด อย่างเช่นที่เคยกระทำมาทุกวัน
รถไฟทางกลับบ้านของเค้ามาถึง เค้ายกกระเป๋าโน๊ตบุ้ค แล้วเตรียมตัวกลับบ้าน ผมมองจากกระจกสถานีรถไฟฟ้า เค้ามองจากกระจกสถานีรถไฟฟ้า และเค้าเห็นผมในกระจกเช่นกัน เค้าหันกลับมามอง มีเพียงผมที่รู้ตัวและทำเป็นไม่สนใจที่จะหันกลับไปมองเค้า…..แค่ผมรู้ว่าคุณเห็นผม มันก็รู้สึกดีมากแล้ว เค้าเดินเข้ารถไฟฟ้า และหันกลับมามองผมอีกครั้งประตูรถไฟฟ้าปิดลงพร้อมเสียงสัญญาณเตือน ผมเผ้ามองภาพในกระจกจนรถไฟฟ้าที่ผ่านไป แล้วหันกลับไปมองความว่างเปล่าของที่ ที่มีใครบางคนเคยอยู่อยู่ที่จุดนั้น และเงาในกระจกสะท้อนภาพเป็นตัวของผม แทนที่จะเป็นตัวของเค้า
ภาพที่ผมเห็นมันทำให้ตัวผมฝันไปหรือเปล่า…..กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่หก….มันเป็นอีกวันที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเกินกว่า……ใจของผมจะเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ ไม่รู้จะนานเท่าไรที่ความทรงจำครั้งนี้ 15 August วันที่ ห้า หัวใจที่เกือบจะลืมทิ้งไว้กับใครบางคนวันที่ ห้า หัวใจที่เกือบจะลืมทิ้งไว้กับใครบางคน
ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ อภิจิตรและเค้าสอนให้รู้จักกับสิ่งของและทุกสิ่งทุกอย่างว่า เป็นเพียงแค่โมเลกุล และการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นอย่างไดอย่างหนึ่ง ซึ่งแนวคิดนี้มันเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับตัวผม แต่ผมคิดกลับกัน ว่าถึงแม้ทุกสิ่งจะเกินขึ้นจากการหมุนเวียนเปลี่ยนธาตุ จากสิ่งหนึ่งไปสิ่งหนึ่งและก็กลายเป็นสิ่งหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันเกิดขึ้นในใจ และมันจะพิเศษกว่านั้นนั้นก็คือความรักที่มีให้ใครบางคน
วันอังคารที่ผ่านมา ไม่มีสิ่งไดพิเศษ ไม่ได้กลับบ้านเร็ว และไม่ได้ทำสิ่งไดที่ไม่เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา วันนี้ความรู้สึกของผมไม่เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา ผมเริ่มรู้สึกด้วยตัวเองอย่างรวดเร็วกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฉากไดฉากหนึ่งในหนังรักเรื่องสั้นเท่านั้น วันนี้ผมเจอผู้หญิงคนนี้อีกครั้ง ที่เดิม เวลาเดิม เค้าเดินเข้ามาพูดคุย และทักทายเป็นสิ่งที่ธรรมดา มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับเค้า ที่จะเดินไปพูดคุยกับใครในออฟฟิศที่ไรซึ่งสีสัน และเต็มไปด้วยมนุษย์ที่พูดคุยกันด้วยนิ้วมือแทนปาก แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งกับการแค่เดินมาคุยกับผม เพียงแค่ไม่กี่คำ
บางสิ่งมันปลุกผมจากฝันที่หลับใหลและตื่นขึ้นมา บอกว่าให้ผมหลงรักคุณอีกครั้ง แต่วันนี้สิ่งที่แปลกเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น ผมกลับไปคิดถึงคนอื่นที่ไม่ใช้คนที่ผมแอบหลงรักอยู่ในตอนนี้
บางครั้งสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นได้ เพราะหัวใจกลับกลายเป็นพิษที่ทำร้ายตัวเองอยู่ทุกวัน
ผมนั่งลงหน้าโต๊ะคอมรกๆ แล้วปิดไฟมืด มองนั่งอยู่เงียบๆแล้วถามตัวเองว่า ตอนนี้ทุกอย่างที่เรารู้สึกมันกำลังจะหายไปแล้วใช้หรือไม่…….ไม่ว่าจะเป็นท้องทะเลที่สวยงาม และหอนาฬิกาที่เราเคยเดินผ่าน หรือรถไฟฟ้าที่ผมไม่อยากให้มาถึงในทุกๆวัน ต่อไปนี้ทุกอย่างมันจะกลับเป็นแบบเดิม ตามที่มันเคยเป็นแล้วใช้ไหม……
ถ้าใช้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างละ ถามคำว่าเหงายังไม่ใช้คำตอบ คำว่ารักยังไม่มีจริงในหัวใจดวงที่เป็นพิษต่อร้างกายที่อ่อนแออยู่แล้ว มันคงไม่เกิดอะไรขึ้นจริงๆ เพราะมันเป็นเพียงช่วงเวลาที่รักใคร และเต็มใจที่จะให้ไปอย่างที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อนว่าสิ่งนั้นคืออะไร และต้องการจะรักเพื่ออะไร
คงเหลือเวลาไม่ถึงสี่วันก่อนที่ทุกอย่างจะเป็นปกติ แต่มันจะเกิดอะไรขึ้น นั้นก็คงเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ ที่จะมีพระอาทิตย์ดวงเดิมขึ้นในตอนเช้า และเปลี่ยนที่เป็นพระจันทร์ในตอนกลางคืน แสงแดดที่จากไป เหมือนกับความรักที่จางลงจากหัวใจของผม ในทุกๆวันที่ผมต้องตื่นเช้ามาใน ห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่มีมนุษย์อยู่อาศัย มีแต่เพียงนิ้วที่ขยับตามอารมณ์ และต้องการให้แค่ตกเย็นเพียงเพื่อจะได้กลับไปพักผ่อนเท่านั้น
และสุดท้ายกับวันอังคารที่ผ่านมา มันเป็นอีกวันที่ผมยังอยากจะฝากหัวใจของผมไว้ที่ใครบางคน แม้เจ้าตัวจะไม่เคยรู้ตัวมาก่อน แต่มันผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกหนึ่งวัน….. วันที่สี่ กับการเดินทางด้วยรอยยิ้มในหัวใจ (วันศุกร์)ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเย็นวันที่สี่นั้น จะเป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจผมเบิกบานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผมแค่พยามจะยืดเวลาให้ยาวนานมากกว่าเดิม
โดยที่เหมือนหลอกตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นความจริง.......ผมไม่เคยรู้หรอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแบบไหน คิดอะไรอยู่....และสิ่งสำคัญคือมีแฟนหรือยัง...แต่สิ่งที่ผมแน่ใจคือผมต้องรู้จักกับเค้าคนนี้
ในช่วงเวลาเย็นที่ออฟฟิศที่ทุกคนเดินทางกลับบ้านในวันหยุดยาวสามวัน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังจะเดินทางกลับ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันศุกร์นั้น.....มันก็ไม่มีอะไรมากมาย แค่รู้สึก...เหนื่อยมาจากวันพฤหัสเท่านั้น ทุกอย่างดำเนินไปอย่าง รวดเร็ว เร็วเท่าความเร็วเสียง เหมือนไม่ได้ทำงาน และเหมือนวันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อน คนหลายคนที่ออฟฟิศนั้นเริ่มกลับบ้านกันเพราะ วันนี้ต้องเดินทาง
ช่วงเวลา ห้าโมงเย็นที่ถึงเวลากลับบ้านแล้ว ผมนั่งอัพราคาและโทรหาเพื่อน ทุกอย่างมันน่าจะเป็นไปอย่างปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ผมต้องการชวนเค้าไปดูหนัง แต่ยังมีความคิดในใจว่า จะชวนไปดีมั้ยวะ....
ก่อนกลับเดินไปคุยกับฝ่าย ART แล้วเค้ากำลังจะกลับบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น จำไม่ได้ซักเท่าไร แต่จำได้ว่าเค้าเป็นคนยื่นขนมมาให้ผมกินอีกแล้ว....แล้วผมก็หันไปถามเค้าว่า จะกลับบ้านแล้ว ยังงงๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าผมหันไปถามทำไม เพราะผมรู้อยู่แล้ว เค้าเลยชวนผมกลับบ้านด้วยกัน เพราะเรากลับทางเดียวกัน
ผมเก็บของแล้วเตรียมตัวที่จะกลับบ้าน เราเดินกลับกันสามคน โดยที่มีเพื่อนร่วมทางเป็นผู้หญิงด้วยหนึ่งคน แต่สิ่งที่ผมทำก็คือเดินช้าและอยู่หลังสุด แต่เค้าก็หันมาคุยกับผมบ้างเป็นบางช่วง
จนเมื่อเพื่อนคนนั้นแยกทางไป......สิ่งหนึ่งที่คิดในช่วงเวลาขณะนั้นก็คือ วันนี้เหละต้องคุยกันซักที
เหมือนการเริ่มเปิดหนังสือหน้าที่ยังไม่ได้อ่าน หลังจากที่อ่านเพียงหน้าปก ในช่วงเวลาที่เดินนั้นเหมือนเวลามันน้อยและเดินไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่พบก็คือเค้าเราคุยเรื่องหนังสือกัน เค้าเล่าบอกว่า อะไรซักอย่างซึ่งผมก็จำไม่ได้มากนัก แต่เค้าขอหนังสือผมไปดูแล้วถามว่าอ่านหนังสือแบบนี้ไม่เครียดไปหรอ
ในช่วงเวลาที่นั้นสิ่งที่รู้สึกก็คือ การที่คนเราจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายใน หรืออยากเข้าใจใครซักคน ต้องเปิดใจรับ และเปิดให้กว้างกว่าที่เคย เราเดินมาจนถึงสถานที่ ที่ทำให้ผมนึกถึงเพลง Before We Say Goodbye ของ The Piano มันเป็นความรู้สึกที่ยากกว่าผมจะตอบตัวเองว่าทำไม
ในช่วงเวลาที่เราจะจากลากัน ผมได้เห็นรถไฟซึ่ง....เราสวนทางกันเสมอในการกลับบ้านตอนเย็น วันนี้ผมพูดบางสิ่งที่ไม่มีความหมายแต่กลับได้รับรอยยิ้มกลับมา และเรื่องพูดคุยที่มากขึ้น
รถไฟมาถึง......เหมือนเพลง Before We say Goodbye แต่สิ่งที่ผมนั้นทำได้ก็คือบอกว่า รอคุณกลับก่อนแล้วกัน ผมถึงจะกลับ เพราะคนมากมายเหลือเกิน
คำตอบกลับมานั้นเป็นเรื่องที่น่าแปลกเพราะเค้าบอก “ก็ดีเหมือนกัน”
ผมเลยบอกเค้าว่า ถ้าผมจะชวนคุณไปดูหนัง หรือทำอะไรในช่วงอาทิตย์หน้า คุณจะไปกับผมไหม....เค้าถามกลับมาเรื่องอะไรละ ผมบอกแล้วแต่ แต่เค้าให้เหตุผลว่าเรื่องที่เค้าเคยผมว่าอยากดู พอดีเค้าไปดูกับเพื่อนมาแล้ว
เค้าก็ยังบอกอีกว่าไม่เอาเรื่อง ผู้หญิงขาเป็นปืนนะ แล้วก็หัวเราะ.....บอกว่าเป็นหนังที่ตัวเค้ารู้สึกว่าไม่ดี และไม่ชอบภาพที่เป็นแบบนั้น เค้าถามกลับมาเรื่องที่วันนั้นผมไปดูการ์ตูนเรื่องราทาทูอี๋ มา ผมบอกอย่างที่ไม่ได้คิดไปว่า ผมชอบเพลงประกอบเรื่องนี้มาก เพราะผมเห็นว่าคุณน่ารักเหมือนหนู และเพลงมันก็น่ารักเช่นกัน เค้าหันหน้ามาทำหน้าแปลกๆใส่ผมแล้วถามว่า เหมือนหนู....เราเนียนะ 5555 แล้วเราก็กลับมาคุยกันเรื่องหนัง ผมบอกไปว่าถ้าได้เรื่องแล้วจะบอก แต่ผมกดโทรศัพท์ดูแต่รายการหนังนั้น ไม่ได้เซฟไว้ เพราะอยู่ใน IPOD หมด ลืมเอง.....ผมเลยบอกว่าถ้าหาหนังน่าดูได้ แล้วจะนัดอีกที
เค้าตอบกลับมาว่า อยากดูหนังที่แบบโหดๆ ยิงกันระห่ำ หรือไม่ก็หนังตลกไปเลย แล้วเค้าก็ให้เหตุผลว่าเค้าไม่ชอบหนังอะไรเพราะอะไร
หลังจากนั้นแล้ว รถไฟที่มาอย่างรวดเร็วเหมือนเวลาที่ เดินทางผ่านแสงพระอาทิตย์......มันถึงเวลาที่เราจะจากกันแล้ว.....
ซึ่งมันดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะครั้งนี้ เค้าผมยืนคุยกับเค้าจนเค้าเดินจากไปพร้อมโบกมือลาแล้วบอกว่า “เจอกันนะ”
มันแตกต่างกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา
หัวใจผมชุ่มชื่นอีกครั้งด้วยคำพูดที่ธรรมดาจากหนังสือเล่มที่ผมไม่สามารถเก็บไว้ในมือของผมคนเดียวได้ และในเย็นวันนั้นเอง ผมก็ไปหาเพื่อนและเราก็เดินทางกลับบ้านด้วยกัน 10 August HIS Radeon HD 2600 XTมาถึงมือแล้วกับการ์ดจอ ของ HIS ที่ไม่มีจัดจำหน่ายในประเทศไทย ถึงช้า แต่มาแน่น่าจะได้เทสในอาทิตย์หน้า เพราะสัปดานี้หยุดยาว.....แล้วจะมาบอกว่าแรงมั้ยย.....
เอารูปมาให้ดูไปก่อน.....
กล่องสวยงาม และมีรายละเอียดที่ด้านหน้ากล่องอย่างครบถ้วน
ตัวการ์ดติดซิ้งก์จาก HIS มา ไม่น่าเชื่อว่าใช้พื้นที่แค่เพียง 1 สล๊อตการติดตั้งเท่านั้น สวยงามและอยากให้ถึงวันลองเร็วๆ
ดูกันชัดๆ เต็มๆกับพลังความเย็นจาก Zalman
อุปกรณ์ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น แผ่นไดร์ฟเวอร์สายต่อกับทีวีและอุปกรณ์สำหรับ ทำครอสไฟ
ถ่ายแบบรีบๆ เอาเป็นว่า ไม่สวยอย่าว่ากันนะ......วันนี้ออกต่างจังหวัด แกะกล่องมาแล้ว.....ถ่ายๆ ไม่ได้จัดแสง จัดไฟอะไรมากมาย เพราะรีบ งุๆ จัดไป
เอาเป็นว่าคร้าวๆแค่นี้ก่อนแล้วกัน เด๋วกลับมาลอง อยากรู้เหมือนกันว่าไอ้คะแนนที่ว่า 95 คะแนนในการรับชมภาพยนตร์ HD เนียมันเป็นยังไง เพราะตัว 8600GTS ยังได้แค่ 35 เองอะ
ของแบบนี้ต้องพิสูทด้วยตัวเอง......
เจอกันวันอังคาร 09 August วันที่ สามของหัวใจที่ตายด้านเมื่อพยามที่สุดแต่มันก็ไม่สำเร็จ
เมื่อคุณอยากได้สิ่งที่คุณต้องการ แต่มันไม่เคยจำเป็น เมื่อคุณรู้สึกเหนือย แต่ไม่สามารถที่จะนอนหลับลงได้ จมอยู่กับความล้มเหลว? และน้ำตานั้นจะเริ่มหลังไหลจากใบหน้าของคุณ เมื่อคุณศูนเสียบางสิ่ง คุณไม่สามารถหาสิ่งนั้นมาเหมือนเดิมได้ เมื่อคุณรักใครซักคน แต่มันกลับศูนเปล่า มันเลวร้ายมากใช้มั้ย อาจจะสูงที่สุด หรือ ต่ำอย่างที่ไม่มีใครเคยคิด เมื่อคุณรักใครมากมาย แต่ความรักนั้นก็หลุดลอยไกลออกไป แต่เมื่อคุณพยามเท่าไร มันยิ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจยากขึ้นเท่านั้น มันคุ้มค่าสำหรับคุณแล้วหรอ (ผมเขียนมันขึ้นมา ถ้าจะนำไปใช้ให้เคดิตกันหน่อย 09.08.07)
ที่อยู่ดีๆก็เขียนมาแบบนี้ก็เพราะรู้สึกว่าเหลืออีกไม่กี่วัน ที่จะมีโอกาศที่จะได้เขียนคำว่า "รัก" ลงบน blog แห่งนี้เพราะหัวใจตอนนี้นั้นมันเริ่มแห้งแล้ง และกลับสู่สิ่งที่มันเป็น เช่นเดิม
วันนี้ผมมีโอกาศได้ยืนคุย ยาวนาน แต่ไม่มีซักคำหลุดออกจากปากของผม ไม่ใช้เพราะผมคิดเรื่องที่จะคุยไม่ออก ไม่ใช้เพราะผู้หญิงอีกคนที่ยืนรอลิฟอยู่ด้วยกัน เค้าชวนผมคุยเหมือนเดิมแต่ผมไม่ตอบอะไรกลับไป
เป็นอะไรไปหรอ ?
พออ่านถึงวันท่สามหลายคนคงสงใสว่าทำไมมีโอกาศที่ดีไม่พูดออกมาซักที แค่ชวนไปไหนก็ได้.....แต่ผมไม่ทำ และนี้คือเหตุผล....ที่มันจะอยู่ในใจผมจนกว่าผมจะลืมเลือนมันไป...
เจ็บปวดมั้ย ก็ต้องตอบว่าไม แล้วรู้สึกยังไง ผมรู้สึกเพียงแค่ว่า มันเป้นเรื่องของวันนี้พรุ่งนี้ก็ลืมมันไป และพรุ่งนี้หัวใจของผมก็เหียวแห้งแล้วเฉาลงไปอีกหนึ่งวันเช่นเดิม ไม่มีทางไหนที่จะแก้อาการแบบนี้ได้ เพราะเป็นอาการของคนที่มีหัวใจไม่แข็งแรง วิธีแก้ก็คงเป็นเวลาที่จะทำให้ลืม แต่ไม่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
ผมยังไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นยังไง มีแฟนหรือเปล่า แต่ผมก็คงไม่พยามจะรู้ เพราะผมไม่อยากรู้แล้ว.........
นั้นเหละความความรัก ที่บางครั้งก็ทำให้ผู้ชายนั้นกลายเป็นทาส
และนั้นเหละคือความรัก ที่ส่งให้ผู้ชายต้องเดินลงหลุมศพตามที่เธอต้องการ...เพียงเพราะรักจากความลุ้มหลงชั่วขณะ
เหลือเวลาอีกซักเท่าไร ที่จะมีความรู้สึกดีๆแบบนี้อยู่ แล้วเหลือเวลาอีกนานเท่าไร ที่ผมคนนี้จะมีความรักที่ทำให้หัวใจชุ้มชื่นแบบนี้...หรือจะเป็นเวลานี้เท่านั้น?
ผมพึ่งอ่านหนังสือเรื่อง The Cat Who went to heaven จบไปเมื่อช่วงบ่ายนี้ อ่านแล้วก่อนจบทำน้ำตาเกือบล้วงหนังสือเล่มนี้ให้แง่คิดหลายอย่าง ผมชอบตอบจบเพราะมันบาทลึก และเจ็บปวดมากมายเหลือเกิน กับสิ่งที่บางคนมองว่ามันเป็นปีศาจ แต่มันไม่ใช้เพียงแค่นั้นแมวเท่านั้น......บางครั้งปีศาจก็มีเหตุผลของมัน แบบหนังสือเล่มนี้บอกอะไรหลายอย่าง
แต่วันนี้ผมอยากร้องไห้เว้ย......ผมจะดูหนังรักอยากรู้ว่า เวลาอินๆจะเป็นยังไง.... 08 August เวลาไม่เคยพอสำหรับหัวใจถึงเวลาที่มีจะน้อยนิด แต่ผมจะพยามใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด กับสิ่งที่ผมอยากค้นหาและอยากหาเจอกว่าทุกครั้งที่ผ่าน
กับเวลาแค่เพียงไม่กี่นาที แทบอยากหยุดทุกอย่างตรงนั้นเหมือนระบบ time shif แต่สิ่งที่พบก็คือไม่สามารถทำได้อย่างที่คิดถึงแม้ วันนี้ผมคิดผิดเรื่องการลงลิฟที่ใช้เวลาหางกันถึง...เป็นสิบนาที
แปลกใจ ที่ลงมาแล้วยังทันเจอคนๆนั้นอยู่ แต่สิ่งที่ผมทำได้เพียงแค่ อยากให้เค้ารู้ว่า เฮ้ย....เห็นผมมั้ย....แล้วเค้าก็หันมาเห็นจริงๆ เวลาช่วงไม่กี่นาที แค่เพียงผ่านไป อย่างรวดเร็ววันนี้ผมเป็นฝ่ายชวนเค้าคุยบ้าง จะผมจะเลิกเงียบแล้ว.....
โดยปกติเคยลงบันไดตรงไหน เปลี่ยนที่ลง ไปลงพร้อมกันไม่ยอมเสียซักนาที แต่...สิ่งที่ผมค้นพบจากการที่ไม่ค่อยได้ใช้ปากคุยกับใคร ผมเปลี่ยนระบบจากใช้ปากคุยไปใช้ นิ้วคุย...และสายตาประมวลผลแทนหู มันทำให้ผมคิดเรื่องที่จะคุยกับเค้าไม่ออก จนผมคิดในใจตอนนั้นว่า คุยเรื่องอะไรดีละ.......
วันนี้เกือบมีบางสิ่งที่หลุดออกจากปากผมคือ ไปดูหนังกันมั้ย.....ผมดันไม่พูดมันออกมาทั้งที่เป็นสิ่งที่น่าทำที่สุดแล้ว เค้าถามบางสิ่งกับผมในระหว่างเดินมาจุดหมายปลายทาง....เค้าถามว่า "กลับไปบ้านทำอะไร" ผมตอบกลับไปอย่างไม่คิด ผมบอกสิ่งที่ผมต้องทำ นั้นก็คือนั้งทำงาน...........เฮ้ยแทนที่จะตอบอย่างอื่นออกไป ทำไมปากมันไม่ยอมทำตามหัวใจวะ....แต่ก็ดีที่ไม่ได้พูดอะไรออกไปกลัวว่าสิ่งที่พูดออกไปมันจะทำให้อีกฝั่งอึดอัด และรวบรัดเกิดไป
และสุดท้าย กลับมาบ้านก็นั้งทำงานจริง.....เฮ้ออออ พรุ่งนี้ต้องเสร็จ พรุ่งนี้ต้องเสร็จ วันศุกร์กูจะได้ชิล ซักที..... 07 August Ratatouille [Soundtrack]ไม่ได้ฟังเพลงที่ทำให้นึกถึง Walt Disney นานแค่ไหนแล้ว….คงไม่ต้องพูดมากับ Ratatouille เพราะหลายคนคงได้ดูและรู้สึกเหมือนกันว่า เรื่องนี้ Pixar ไม่ทำผิดหวังตามเคย แต่สิ่งที่ดีนอกจากเนื้อเรื่อง นั้นก็คือสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่เคยคิดถึงเลยก็เป็นไปได้ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์นั้นมีสีสัน และ ความตื่นเต้นมายิ่งขึ้นอีกหลายเท่า นั้นก็คือ Soundtrack โดยส่วนตัวแล้วไม่ใช้คนที่ฟัง Soundtrack มามากมายนัก แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบเหลือเกิน
ในระหว่างดูหนังเรื่องนี้ การดำเนินเนื้อเรื่องบางช่วงอาจจะไม่ค่อยถูกใจนัก แต่สิ่งที่ผมพบนั้นก็คือ เพลงประกอบอนิเมชัน เรื่องนี้มันเป็นอะไรที่ …….สุดยอดยิ่งนัก ซึ่งเป็นผลงานของ Michael Giacchino ที่หลายคนรู้จักกันในนักประพันเพลงภาพยนตร์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นเกมส์ เป็น หรือภาพยนตร์จอเงิน……สำหรับ Giacchino นั้นผ่านงานอะไรมาบ้างมาพูดถึงงานที่ผ่านมากันซักนิดหน่อย
ผลงานเริ่มต้นที่ปี 1997 อย่างท่คิดไม่ถึง เค้าเริ่มจากการทำเพลงให้กับเกมส์ The Lost World Jurassic Park ในปี 1997 โดยมีสตูดิโอ Dream Work เป็นผู้มองงานให้ทำ และเกมส์นั้นได้วางจำหน่ายให้กับเครื่อง Play Station ซึ่งนับได้ว่าเป็นเกมส์แรกที่ใช้เครื่องดนตรีแบบ ออคเครสตร้า สดทุกชิ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงวงการเกมส์โดยสิ้นเชิง หลังจากนั้นแล้วเค้าได้มีเริ่มความสัมพันกับทางค้าย Dream Work และมีผลงานชิ้นต่อมานั้นก็คือ Medal of Honor ในซีรี่นี้นั้นไม่ว่าจะเป็นภาคแรกในปี 1999 ในปี 2000 กับ Underground ในปี 2002 กับภาค Allied Assault และในปี 2002 กับภาค Frontline แล้วเค้าก็ได้เริ่มผลงานใหม่กับสตูดิโอ Electronic Arts นั้นก็คือเกมส์ Call of duty ในปี 2003 และปี 2004 กับภาค Finest Hour และอีกหลายๆเกมส์ที่จะไม่ขอพูดถึง
หลังจากที่ทำ Soundtrack ให้กับเกมส์อย่างมากมาย เค้าเริ่มมาทำงานให้กับจอเงิน เรื่องแรกนั้นก็คือซีรี่ Alias โดยที่เป็นออเครสตร้าแบบเต็มวง และใช้จังหวะที่เร็วและกระชับพร้อมด้วยดนตรีแบบ Eletronic music ซึ่งทำให้เค้าได้รับมองหมายงานชิ้นใหม่ จาก J.J. Abram ใน project ปี 2004 สำหรับจอเงินนั้นก็คือเรื่องที่หลายคนรู้จัก ซีรี่ LOST และทำให้ความโด่งดังของเค้าไม่หยุดอยู่คแค่จอเงิน กับการก้าวข้ามมาสู่จอทอง ด้วยเรื่อง The Incredibles ในปี 2004 โดยผู้กับกับ Brad Bird นั้นอยากได้เพลงที่มีส่วนผสมของ Jazz แบบ Upbeat และ ออเครสตร้า ส่งผลให้เค้าได้รับรางวัล Best Score Soundtrack Album For motion Picture Television or other Visual Media และ Best Instrumental composition และในปี 2005 กับเรื่อง Sky High และ The Family Stone พร้อมทั้งหนังจอเงินอีกเรื่อง Muppet Wizard of OZ หลังจากนั้นไม่นานเค้าได้สร้างผลงานชั้นเยี่ยมอีกชิ้นนั้นก็คือภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible III ในปี 2005 และผลงานล่าสุดในปี 2007 ที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้นก็คือ Ratatouille ซึ่งเป็น Soundtrack ที่มีความโดดเด่นและทำให้ผมคิดถึง Walt Disney เหลือเกินเพราะทั้งกลิ่ง และการดำเนินแนวทางดนตรีที่มีความหลากหลาย และท้วงทำนองที่สุดเจ๋ง กับเพลง Le Festin ในฉากแรก ที่ผมยิ้มแล้วย้อนกลับไปคิดถึงเรื่อง จำชื่อเรื่องไม่ได้แระ แต่ประมาณว่ามีหมาจิ้งจอก กับหมาล่าเนื้อเป็นเพื่อนกัน ถึงฉากกลางเรื่องตอนยายที่เลียงหมาจิ้งจอกไว้ไปปล่อย แล้วขับรถร้องเพลงไปด้วย ผมร้องไห้เลยอะ มันเป็นความรู้สึกที่เข้าถึงใจของคนและมีความชัดเจนในการใช้เครื่องดนตรีอย่างมาก และมีบางสิ่งที่ผมชอบ เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Ratatouille อย่างมากเพราะเพลงมันทำให้ความรู้สึกแบบกาตูนดีสนี ที่มีความสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆตลาอดเวลา และส่วนของเพลงนั้นเป็นสิ่งที่รวบรวมความเป็น Jazz ที่บ่งบอกได้ถึงความหรูหรา พร้อมทั้งการใช้ออเครสตร้า อย่างลงตัว ทำให้เพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมชั่น เรื่อง Ratatouille นั้นมีความชัดเจนและน่าซื้อเก็บสระสมอย่างยิ่ง…..
กับผลงานที่ผมอยากดูโครตสองเรื่องจาก Pixar นั้นก็คือ Wall-E ในปี 2008 คงได้เห็นตัวอย่างกันไปแล้ว…..แต่ผมก็รอต่อไปกับปี 2009 เรื่อง UP และปี 2010 นั้นก็คือเรื่อง Toy Story 3 โอ้ยยย นานโครตต แต่รอได้เพราะชื่อนี้เค้าบอกว่าจะไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวังกับการรอคอยที่ยาวนาน และผมเชื่อแบบนั้น เรื่อง Wall-E นั้นเป็นผลงานบนโต๊ะอาหารเรื่องสุดท้าย ของผู้กับกับมือมองแห่ง Pixar เพราะเรื่องอื่นๆได้ออกฉายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มารอดูเรื่องนี้กันว่าจะเป็นอย่างไร
ทำงานก่อนเด๋วมาแก้ช่วงเย็นๆ 06 August หากว่าจะเลือกรักใครซักคนผมคงจะเลือกคนที่เข้าใจผมมากที่สุด และผมคงจะเลือกให้เค้าเป็นคนที่ไม่เหมือนในรูปถ่ายใบเก่าที่ผมเคยมีความสุขเมื่อครั้งมันผ่านมาแล้ว ผมไม่ได้รู้สึกดีแบบนี้กับใครเป็นเวลาโครตนาน นานจนจำแทบไม่ได้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันรู้สึกว่าโลกใบนี้สดใสแค่ไหน เมื่อเวลาที่เห็นใครบางคน ที่เค้าก็เห็นเรา แต่ไม่รู้ว่าเค้าคิดยังไงกับสิ่งที่มองมอบไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
ผมนั่งมองดูรูปถ่ายที่ พึ่งติดในฟีมเมื่อครั้งที่เราไปเทียวกับคนอื่นๆในหมูคณะ และมันไม่ใช้รูปถ่ายระหว่างเราสองคน แต่สิ่งที่ผมค้นพบนั้นก็คือผมรู้สึกชอบรูปใบนี้ถึงแม้จะมีคนอื่นๆอยู่ในเฟรมรูปมากมายก็ตาม
ผมมองรูปแล้วถามตัวเองว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมันคืออะไร ความรู้สึกพิเศษที่อยากจะให้ใครบางคน ผมสมควรแล้วหรอ......ความคิดแบบนี้เข้ามาในหัวสมองของผมตั้งแต่เมื่อไร ?
ในรูปถ่ายที่ผมเห็น มันเป็นแค่สี ฟ้า สองสีที่มีน้ำหนักของสีต่างกัน เพราะเราต่างก็สีฟ้า แต่สีฟ้านั้น ของผมอยู่ในมุมที่มีสีมืดมากกว่า และตัวของเค้านั้นมีสีสันที่สดใส แปลกใจที่ทำไมมองแล้วรู้สึกว่าสีฟ้านั้นก็ยังเป็นสีฟ้าที่มีความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้กันแบบนั้น
คนที่ผมมองอยู่ในตอนนี้คงไม่รู้ตัวถึงแม้ได้อ่าน Blog นี้แล้วก็ตามเพราะ.....อะไรผมก็ไม่เคยรู้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมแน่ใจก็คือ คราวนี้ มันจะเป็นครั้งที่ผมได้เลือก แบบที่ผมเต็มใจจะเสียงกับบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น......
ทุกครั้งที่มองเห็นเค้า มันทำให้ผมรู้สึกว่าเค้า ไม่สวย ไม่น่ารัก และไม่รู้สึกอะไรเลย แต่พอผ่านเพียงลมผ่านไป ผมจะรู้สึกทันทีว่าสิ่งที่เค้ามีคือความสดใสเกินกว่าใคร หัวเราะเต็มที่กว่าที่ผมเคยรู้สึกเมื่อครั้งก่อนและมันทำให้ผมรู้สึกดีเหลือเกิน ยิ้มบนใบหน้าที่ไม่มีความสวยงาม แต่เต็มไปด้วยสิ่งดีๆที่เราได้พูดคุยกันตลอดทั้งวัน มันเป็นอะไรที่ทำให้ผมได้ย้อนกลับไปนั่งคิดถึงเรื่องก่อนๆที่ผ่านมาว่า ผมเคยรู้สึกแบบนี้กับคนก่อนๆหน้านี้หรือเปล่า.... คำตอบที่ได้อาจจะไม่แน่ชัดมากนัก ผมรู้สึกว่าทุกครั้งจะเป็นแบบนี้ แบบเดิม....แต่ครั้งนี้รู้สึกเต็มใจมากกว่าทุกครั้งที่จะให้อะไรบางอย่าง นั้นก็คือ ความห่วงใยเล็ก ผ่านสายตาที่ดูแข็งกระด้างของตัวผม
ผมอาจจะไม่เคยมองใครด้วยสายตาที่ดี เพราะผมเป็นแบบนี้ ผมอาจจะไม่เคยแสดงความรักอะไร พูดอะไรด้วย ก็มักจะพูดคำตอบคำ มันเป็นเพียงเพราะผมเป็นแบบนี้เอง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้
นอกจากคนสนิดจะรู้ว่าตัวต้นที่แท้จริงของผมมันไม่ใช้แบบที่เห็น แต่คงไม่ต้องพูดถึงเพราะรู้กันอยู่แล้ว.....
แต่ตัวผมไม่ได้ต้องการให้ใครเข้าใจในสิ่งที่ผมเป็น.....เพราะผมเป็นเพียงแมวตัวหนึ่งที่หลายๆคนไม่เคยรู้ว่าผมเป็นอย่างไร
และสุดท้ายถึงแม้รูปใบนั้นอาจจะเป็นใบเดียวที่ผมจะได้อยู่ใกล้เธอคนนั้นมากที่สุด แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดีมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านในช่วงเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน ที่ผมไม่เคยคิดจะมีหัวใจให้ใครซักคน.......
FatCAt 03 August มากกว่าสิ่งของ มากกว่าเงินตรา มากกว่าทุกสิ่ง นั้นคือความรักและความผูกพันธุ์Alway : Sunset On Third Street
หนังให้ความรู้สึกดี ตามแบบฉบับดูไปยิ้มพร้อมทั้งน้ำตา เพลงประกอบอาจจะฟังดูแล้วสุดแสนธรรมดา แต่เมื่อถึงตอนท้ายของเรื่อง ผมน้ำตาซึมไม่หยุดและปล่อยโฮ.....ชุดใหญ่ตอน
ชินโนะสุเกะ วิ่งกลับมาหานักเขียนคนที่ไม่ใช้ทั้งญาติ พ่อ หรือ พี่น้อง เป็นเพียงคนธรรมดาที่เลียงเค้ามาด้วยไม่กี่เดือน และให้ปากกาแค่แท่งเดียว........ดูตอนจบแล้วน้ำตาไหลพลาก ร้องไห้เลยเหละ......ชอบชิบหาย
จดหมายจากแม่ และเด็กหญิงที่คิดว่าเองเป็นคนที่พ่อแม่ไม่เคยรักอะไรจะขนาดนั้น หนังเรื่องนี้ได้มานานมากเหลือเกิน และได้ยินคำชมมากมายเพราะรางวัลเป็นประกันถึง 12 สาขาในปี 2005
หนังที่สร้างจากเหตุการในช่วงยุค 1950 ของญี่ปุ่นที่เศรษกิจที่กำลังพื้นตัวหลังสงคราม และประเทศญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเลือกสร้างหอคอยโตเกียวเพื่อเป็นอนุสาวรีย์สัญลักษณ์ของความต้องการเป็นผู้น้ำทางเศษฐกิจโลก หนังเรืองนี้บอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ผ่านมากว่า 50 ปีแล้ว ความรู้สึกผมเมื่อมองภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมรู้สึกถึงหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกนักแสดง บทเพลง ฉาก และเหตุการที่เกิดขึ้น เช่นการดูทีวี เป็นอะไรที่....น่าตื่นเต้นจริงๆในช่วงยุคนั้น
หนังเรื่องนี้ครบเครื่องโดยส่วนตัวแล้วได้ ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ น้ำตาซึม และลุ้นจนมือสัน แต่.....การตัดบากฉากผมดูแล้วยังรู้สึกว่ามันรวดเร็ว ตัดทอนอารมณ์ไปบ้าง แต่เข้าใจเรื่องเวลาของหนังเพราะหนังเรื่องนี้ใช้เวลาถึง 133 นาที แต่อยากแนะนำให้ใครหลายๆคนดูได้ เพราะดูแล้วจะรู้สึก.............อะไรก็ตามแต่ตัวคนดูคิดแล้วกัน
ไหนๆก็ไหนๆแล้วถือว่าเป็นการลองซาวการ์ดจาก ASUS อาจจะฟังดูแปลกว่าเค้าผลิตซาวการ์ดตั้งแต่เมื่อไร ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย อ่ะๆ.....เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้รายละเอียดก็ติดตามได้กับหนังสือ Buycoms เล่ม 151 ก็แล้วกัน แต่ระบบเสียงนั้นไม่ธรรมดา มีความน่าสนใจและมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ CREATIVE ทำบ่ได๋.....
วันนี้ถือว่าเป็นการเขียนบททดสอบเล็กๆแล้ว สำหรับ Asus Xonar D2 Audio วันนี้เป็นการทดสอบดูหนังจะบอกสั้นๆว่า โอ้....โห้ DSP มึงแม้งเสียงโคตรเจ๋งเลยวะ.......แต่ผมไม่ได้ดูในระบบ DSP เพราะการดูในระบบ DSP ของซอฟต์แวร์นั้น มันจะทำให้เสียงค่อนข้างแน่นขึ้น มีมิติที่กว้างกว่า แต่ผมเลือกดูในแบบ....ธรรมดา อยากรู้ว่า DSP ดียังติดตามต่อในหนังสือแล้วกัน แต่วันเสาร์นี้ แน่นอน กะลองอัดเต็มที่เพราะการ์ดซาวตัวนี้ ถึงฟังเพลงมะวานจะมีเวลาน้อยและไม่ค่อยประทับใจนัก แต่......เด๋วจะทดสอบใหม่ เพราะทำเทสนะ......สำหรับวันนี้ดูหนังในระบบ DTS 5.1 เสียงที่ซาวการ์ดผ่านการ A>D แล้วให้ผมโปรแกรมให้มันให้สัญญาณที่ PCM 192KHz ที่ 24 bit ทดสอบกับลำโพง giga works G500 ฟังแล้วรู้สึกมีความอิ่มตัวและให้ SNR ที่น้อยแบบว่าไม่ได้ยินเลย แปลกดีนะแต่แกะซาวการ์ดออกมาดูแล้วก็รู้แระ ยังไงก็ขอกักไว้ลงหนังสือก่อนแล้วกัน 5555 แต่เรื่องเพลง เรื่องอื่นเขียนเต็มที่เหมือนเดิม หึๆๆๆ |
|
|