| Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists | Help |
|
25 June เรื่องเล่าสงกรานต์ที่ผ่านมา 2
"เมื่อกูมาเยือนเมืองเหนือ #2" โปรดอ่านหน้าแรกก่อนครับ (อยู่ที่ด้านล้าง)
12 เมษายน เช้าที่เราไม่อยากจะลุก หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาในวันแรก ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเงียบในตอนเช้าตรู แต่เมื่อดูนาฬิกาจริงๆ แล้วผมตื่นมา…ก็เที่ยงกว่าแล้ว ในวันนี้ผมมีแผนว่าจะไปเที่ยวสวนสัตว์ดูหมีแพนด้ายักษ์ ผมไม่ได้เขียนผิดครับ จริงๆ แล้วเค้าเรียกว่าหมีแพนด้ายักษ์ แต่คนไทยส่วนใหญ่เรียกแพนด้าเฉยๆ แดดที่ร้อนแรง วันแรกผมพบความทรมานเมื่ออาบน้ำ เพราะบ้านที่ผมไปพัก (อยู่ที่หางดง) แท้งค์น้ำอยู่บนดาดฟ้าครับ คิดดูสิว่าฤดูร้อน น้ำมันเดือดขนาดไหน เปิดฝักบัวตัวโดนน้ำ ถึงกับแทบกรี๊ดครับ 555555 ร้อนยังกับเอาน้ำต้มในกามาราดตัว โอ้ววว ไม่ผมไม่อยากอาบน้ำเลย แต่กลั้นใจ และก็อาบไปบ่นให้พี่ฟังไปครับ พี่ผมคงลำคานเลยด่ามาว่า “แม่งหน้าหนาวก็บ่น หน้าร้อนก็บ่น ชีวิตนี้มึงจะไม่อาบน้ำเลยใช่ไหม 55555” แอบยืนเจ็บปวดเล็กๆ ในห้องน้ำครับ 555555 แต่ก็กลั้นใจอาบจนเสร็จ มือเช้าพี่ผมพาไปกินอาหารราคาประหยัด อีกแล้ว ร้านนี้อยู่ในซอยลึกมากครับ อยู่แถวบ้านเค้านั้นเหละ เป็นก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาท เรากินกันไปคนละสอง และหลังจากนั้นก็พร้อมลุย สงกรานต์คูเมือง ผมสะพายกระเป๋ากล้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเลนส์ บอดี้ และอุปกรณ์กล้องทุกๆ อย่าง วันแรกในเมืองเริ่มเล่นน้ำกันแล้วครับ รถติด ผมตัวเบียก กระเป๋าก็เปียกไปด้วย แต่ยังโชคดีที่กระเป๋ากันน้ำเข้า (ไม่ใช้กันน้ำออกนะ) หลังจากที่เรามาถึงบ้านในตัวเมือง ผมก็เปลี่ยนใจทันทีทันใด เนื่องจากทั้งตัวผมเบียกหมดแล้ว ผมไม่อยากไปสวนสัตว์ดูหมีแพนด้า ผมอยากเล่นน้ำมากกว่า ไกด์ของผมก็ไม่มีปัญหาครับ จัดแจงเสื้อผ้า อุปกรณ์เฮฮากันเต็มที่ ปัญหาอยู่ที่กล้องของผม ไหนๆ มาถ่ายรูปแล้วผมก็อยากได้รูปกลับไปเยอะๆ ครับ และที่สำคัญกล้องผมเบียกนิดหน่อย ซึ่งผมทำใจไว้แล้วว่ามาเที่ยวมันต้องได้เจอน้ำแน่นอน สุดท้ายผมเอาพลาสติกห่ออาหาร มาห่อทั้งตัวกล้อง และผมเลือกใช้เลนส์ AF 50mm F1.8 เพราะไม่อยากเอาเลนส์ตัวอื่นที่ราคาสูงๆ อย่างเลนส์ซูม เลนส์ไวด์ หรือ เลนส์พล๊อตเทรดไปลุยครับ กลัวมันพัง…วันนั้นผมเล่นน้ำยาวตั้งแต่บ่ายโมง ถึง 5 โมงเย็นครับ ผมก็ไม่รู้ว่าไปไหนมาบ้าง เพราะเมาตลอด 55555 จำได้แค่ว่ากล้องเปียกน้ำมากมาย สุดท้ายของวันนั้นเราแวะกินอาหารญี่ปุ่นที่ร้าน Jamajin แถวๆ หน้ามหาลัยเชียงใหม่ สั่งกันกระจายเลยครับ แต่สุดท้ายก็กินไม่หมด เพราะความหิวและความเมา หลังจากที่กลับมาบ้าน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ไกด์ของผมหมดเรียวแรงมาก นอนสลบ ส่วนผมแอบแว๊บไปร้านเน็ต เพื่อคุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ แต่ก็ทรมานใจเหมือนกันที่ไม่ได้เอาโน้ตบุ๊กไปด้วย การไปเล่นเน็ตที่ร้าน มันให้ความรู้สึกโดนจำกัดสิทธิอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าผมจะเปิดอะไร หรือผมจะพิมพ์คำพูดอะไรลงไป คนข้างๆ มันชอบมอง ผมรู้สึกแย่มาก แต่ก็เลือกที่จะไม่เอาโน้ตบุ๊กมาเอง ผมคงไม่สามารถโทษใครได้ 555555 หลังจากที่ไกด์พักเอาเรียวแรงเรียบร้อย เป็นเวลาเกือบ 5 ทุ่มครับ ในคืนนั้นเราตัดสินใจไปเสพดนตรีกันที่ Rasta กันอีกครั้ง หลังจากเลิกตีสอง เราไปที่ Fashion House กันต่อ แต่ไม่ได้เข้าไปข้างในครับ เพราะมันเป็นผับแบบที่ผมไม่ชอบเลย และจะไม่ชอบมันตลอดชีวิต หลังจากนั้นไม่นานตามภาษาลูกผู้ชายครับ อยากรู้อยากลอง ผมจึงไปทำอะไรบางอย่าง 55555555 ที่มันโคตรฮาครับ พูดกันอย่างน่าไม่อาย ไปหาสาวๆ กัน แต่ไม่ได้หวังว่าจะทำอะไรพวกเค้าหรอกครับ แต่อยากดู อยากรู้ พี่ผมพาไปหลายที่ แต่พี่ผมก็ไม่เซียนเท่าไร แต่ละที่ ที่พวกเราไปล้วนแล้วแต่เป็นกระเทยครับ แถมยังเจอพวกมันด่าอีก 55555 ขำวะ.... สุดท้ายเราแวะไปแถวเจดีย์ขาว เพื่อถ่ายรูป แล้วนั่งกินเบียร์อยู่แถวนั้น นานพอควร เมื่ออิ่มใจ ก็ต้องอิ่มกายครับ เราไปกินขนมจีนที่กาดวะโนรส และแล้วก็สิ้นสุดคืนที่สองของผมครับ กลับสู่บ้านพักของพี่ที่หางดง
ในเช้าวันนี้ ผมตื่นประมาณเที่ยงๆ เหมือนเดิมครับ เมื่อตื่นนอน ประสบการณ์จากวันแรกสอนว่าผมควรจะห่อกล้องให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง และผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อย แต่วันนี้ผมเลือกที่จะไม่อาบน้ำเพราะรู้ดีกว่าเมื่อไปก็เบียกอีก จึงแวะที่ 7-11 ซื้อสบู่ครับ อาบน้ำแม่งกล้างถนนเลย 5555 เพื่อความสะใจในชีวิตครับ เราใช้เส้นทางเข้าเมื่องแบบเดิม เปลี่ยนเสื้อเสร็จ ผมมีโอกาสได้ไปพิธีไหวครูที่ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ พิธีนี้จะทำในทุกๆ วันสงกรานต์ครับ ไหวครูเพื่อลำลึกถึงบุญคุณ แต่ผมไปสายมากจึงไม่ได้ภาพจากตรงนี้ ในวันนี้ผมตั้งใจมากที่จะแวะไปวัดสิงค์ เพื่อถ่ายรูปพิธีกรรมต่างๆ ครับ หลังจากเสร็จสิ้นจากที่แรก แดดร้อนมากครับ เราจอดรถกันในซอย แถวๆ ร้านโฮงหมู (ร้านขายอาหารอีสานอร่อยมาก) แล้วเดินไปที่กาดสวนแก้วครับ เพื่อไปดูผู้คนว่ามันมากมายแค่ไหน ซึ่งเราใช้เวลาเดินจากจุดนั้นไม่นานมากนัก คนเยอะมากจริงๆ เราอยู่ที่จุดนั้นไม่นานเท่าไรครับ แค่ดูปาร์ตี้โฟม ดูคอนเสริทนิดหน่อยและกลับออกมาครับ เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องมีตีกัน เด็กแว๊นเยอะเหลือเกิน ผมก็ระแวงอยู่… หลังจากออกมาแล้วเราได้แวะที่ร้าน Rasta อีกครั้งเพื่อเล่นน้ำแถวๆ นั้นครับ กินเบียร์ ใช้เวลาอยู่นานหลายชั่วโมงครับ และไปจบวันที่ ประตูท่าแพร ในขณะที่ผมนั่งสบายอารมณ์มีหญิงวัยกลางคนเข้ามาทักทายครับ และถามผมว่าเป็นช่างภาพจากหนังสือ หรือ มาถ่ายเล่นๆ ผมให้คำตอบไปว่า ผมมาถ่ายรูปสนุกๆ ไม่ได้คิดอะไรมากครับ เค้าหันมาชมบอกว่ากล้องโปรมากเลยทีเดียว ผมแอบเขินในใจ เพราะผมถือกล้องสองตัวเลยครับ ตัวหนึ่งใช้ฟิล์มใส่เลนส์ Fisheye ส่วนตัวที่สองดิจิตอลใส่เลนส์ 50mm เค้าถามผมว่าถ่ายรูปนานหรือยัง และเค้าเริ่มแนะนำตัวว่าเค้าก็ถ่ายรูปเหมือนกัน หลังจากนั้นผมได้คุยแลกเปลี่ยนวิธีการถ่ายภาพ และสุดท้ายเค้าก็บอกว่าเป็นครูสองศิลปะ อยู่บนเขาครับ เค้าเป็นชาว กทม แต่หลงรักเมืองนี้และสุดท้ายเลือกมาอยู่เชียงใหม่กับครอบครัว พร้อมลูก 3 คน ลูกสาวเล่นน้ำอยู่ไม่ไกลสายตา ส่วนลูกชายนั่งนิ่งอยู่ข้างๆ เพราะเจ็บเท้าเล่นน้ำไม่ได้ 5555 ผมก็เหมือนกันครับ เพราะก่อนที่ผมจะนั่ง ผมได้ลองโดดน้ำที่คูเมืองดู สิ่งที่พบก็คือ…น้ำไม่ลึกมากครับ แต่ตะไคร่เต็มไปหมด ผมขึ้นไม่ได้ กว่าจะขึ้นได้โดนหินบาดเท้า ลึกพอควรครับ จึงไม่สามารถซ่าได้อีกต่อไป หดหู่เลยครับ อาจารย์ชวนผมไปเที่ยวที่บ้านครับ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่มีเวลาจะขึ้นดอย ไว้รอบหน้าครับ อาจารย์ทิ้งเบอร์ไว้ให้ บอกให้ขึ้นมาเที่ยวที่ดอยแล้วโทรหาได้เลย ต้องขอบคุณมากจริงๆ ผมก็อยากไปใจจะขาดครับ แต่ไม่สามารถจริงๆ หลังจากแยกย้ายแล้ว ผมก็ไปเมาต่อครับ ผมซื้อเบียร์ไปนั่งกินตรงบ้าย สสส (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) 55555 ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมต้องห้ามดื่มด้วย ไม่ได้รักการดื่มขนาดนั้นครับ แต่ผมคิดว่าแต่ละคนย่อมมีความคิดอยู่แล้ว ถ้าอยู่ๆ ห้ามขาย มันเหมาะแล้วหรอ หรือว่ามันไม่มีวิธีทางอื่นแก้ไขแล้วหรอ แปลกดีครับ ที่กฎหมายเมืองไทยชอบทำอะไรโง่ๆ อยู่เรื่อยๆ เหมือนว่าหาทางไปไม่ได้ ก็ห้ามแบบตัดสิทธิ สรุปว่าเมืองนี้ปกครองแบบ ประชาธิปไตย หรือ คอมมิวนิสต์ กันแน่? แอบสงสัย.... ผมได้เจอชาวภาคใต้ พวกเค้ามาเที่ยวเชียงใหม่เช่นกันครับ มาจากจังหวัดยะลา เราแลกเปลี่ยนบุหรีกันครับ ผมอยากลองดูดยาเส้นจากภาคใต้ เพราะอยากรู้เสมอว่ามันจะเมาซักแค่ไหน และผมก็ได้ริมรสใบจาก เมาสุดๆครับแทบจะอวก….แต่ก็ฮาดี ผมลองไปทั่ว สิ่งที่เจ๋งที่สุดก็คือ พอผมเมาแล้ว…ผมไม่เจ็บเท้าอีกต่อไป ลุยกันต่อได้ทันทีเลย 555555 เราเดินวนๆ อยู่แถวประตูท่าแพรจนเย็นครับ ท้ายสุดเมือตะวันใกล้ลับขอบฟ้า ผมรู้ตัวดีว่าผมยังมาไม่ถึงเมืองเหนือ ถ้าผมยังไม่ได้ไปสงน้ำพระ ปักตุง ลอยโคม ผมจึงรีบบอกไกด์ให้พากลับบ้าน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแบบเร่งดวนครับ ไกด์จัดให้ไม่มีปัญหา ในคืนนั้นเราไปสงค์น้ำพระที่วัดพระสิงค์ และก็ปักตุงครับ ผมรู้สึกดีมากมายกับทริปนี้ ตามต่อมาด้วยการเดินเล่นเพื่อหาของฝากที่ถนนคนเดิน ของน่าซื้อหามากมายครับ ผมซื้อผ้าพันคอห้าอัน พวงกุนแจห้าอัน ถุงใบเล็กๆ ที่เพ้นคำว่า “ปี๋ใหม่เมือง” และหวีไม้สำหรับคนพิเศษของผมที่ชอบทำหัวยุ่งๆ เสมอ ในขณะที่เดินอยู่ในถนนคนเดิน ผมเจอร้านขายโคมครับ ผมรีบซื้อและไปลอยในวัดใกล้ๆ นั้น ผมซื้อโคมขนาดใหญ่สองอัน สำหรับไกด์นำทางหนึ่งอันครับ และก็สำหรับผมหนึ่งอัน ก่อนที่จะลอยโคม ผมสงสัยมาเสมอว่าเราจะลอยมันได้อย่างไร ขนาดตัวไกด์ผมยังไม่เคยลอยมาก่อน แต่หมดข้อสงสัยเมื่อมีน้องๆ น่ารัก ชื่อปุ้ย กับ ขวัญมาช่วยครับ ผมแปลกใจมากมาย ในขณะที่ผมยืนงง พยามเข้าใจวิธีกรทำงาน และหาวิธีลอยโคม มีน้องๆ มาถามว่าพี่เคยลอยมาก่อนหรือเปล่าค่ะ ให้หนูช่วยนะ 55555 ผมถึงกับงงครับ คนบ้านเมืองนี้น่ารักจริงเชียว ไม่นานพวกเค้าจัดการทุกอย่างให้ และให้ผมถือไว้ให้ดี พร้อมบอกว่า “ส่วนใหญ่เค้าขอให้สิ่งที่ไม่ดีออกไปจากชีวิต ตลอดไป และจะมีแต่ความสุขค่ะ พี่จะขออะไรค่ะ” ตอนนั้นผมไม่มีความทุกเลยครับ เช่นในเวลานี้ ผมจึงขอให้คนที่ไม่ชอบหน้าผม หายไปจากชีวิต ผมตลอดไป หลังจากนั้นผมก็ปล่อย ให้มันลอยไกลออกไป ผมยืนดูและโคมของผม ลอยไปไกล แต่โคมผมมันไม่ค่อยมั่นคงหรอกครับ มันแกว่งไปมา เหมือนคนเมา แหม่...คนรั่วรอยโคม โคมยังรั่วตาม นี้เหละชีวิต 55555555 สุดท้ายผมขอบคุณน้องๆ และน้องๆ ก็อยากได้รูปพวกเค้าในขณะลอยโคมครับ น้องปุ้ยจัดการทุกอย่างโดยยกโทรศัพท์ขึ้นมาและจะขอเบอร์ผมไป แต่ผมคิดว่าแค่ให้ Mail ไปแล้วผมจะส่งให้และกัน อย่างไม่ได้คิดมากครับ เค้าไม่ได้ทันจด แต่เอา Mail ไปจากปากของผม (หลังจากนั้นสองสัปดาห์เค้า add มา และสอนผมเล่น hi5) มือเย็นที่ Mike Burger ถนนนิมมานเหมินท์ จะบอกว่าการกินอาหารแบบนี้ทรมานมากครับ มันกินอิ่มจนแทบยัดไม่ลง ถึงแม้ตัวผมจะไม่ได้กินข้าวมาทั้งวัน และในคืนนั้น ปาร์ตี้บอย ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ร้านนี้ ผมนั่งกินอย่างสบายอารมณ์ แต่ผมสังเกตว่ามีผู้ชายรูปร้างใหญ่ ยืนกินและเต้นไปด้วย เฮ้ย หัดไปสบตาทีเดียวเดินมาเลยครับ 55555 ผมคุยกับเค้าได้พักใหญ่ครับ เค้าเป็นนักเขียนรั่วๆ แต่ไม่ได้บอกว่าเขียนอะไร ส่วนผมไม่ได้แนะนำตัวมากนัก เค้าชวนผมไปเล่นบาสครับ แต่ผมไม่ได้เลือกที่จะไป เพราะกะว่าจะกินเหล้าฉลองอีกหนึ่งวัน สุดท้ายเราแยกย้ายกันครับ ผมย้อนคิด…แม่งรั่วนิหว่าเจ๋งวะ…และเราได้เจอเค้าอีกเรื่อยๆ เมื่อผ่านถนนนิมมานเหมินท์ ก่อนจะหมดค่ำคืน ผมเลือกที่จะไม่ออกไปเที่ยวไหน เพราะเหนื่อยมากครับ จึงตัดสินใจกลับบ้านทันที แต่ซื้อเหล้าไปนั่งกินกันที่บ้าน เรากินเหล้ากันจนใกล้เช้าครับและนอนพักผ่อน
14 เมษายน วันพักผ่อน หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการเล่นน้ำมาตลอดสองวัน เหลือเชื่อครับผมแทบไม่ได้พักการเที่ยวเลย แต่เมื่อกดรูปในกล้องดู แทบร้องไห้ครับ เพราะมันไม่ได้รูปแบบที่ผมถูกใจเลยซักนิด เราเดินทางไปที่บ้านในตัวเมืองเช่นทุกวันครับ วันนี้มีน้องๆ ที่อยู่บ้านไม่ได้ไปเล่นน้ำที่ไหนเหมือนกัน มีน้องๆ ผู้หญิงอายุราวๆ 19 20 ปี อยู่บ้านครับ และเค้าสนใจสิ่งที่ผมทำมาก เค้าเดินเข้ามาคุย และถามเกี่ยวกับการถ่ายรูป เพราะตัวเค้าก็อยากถ่ายรูปเช่นกัน ผมจึงได้เริ่มการ Work Shop กล้อง 55555 ในช่วงบ่ายวันนั้น ผมนั่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในรูปถ่าย รูรับแสง ความเร็วสปีตชัตเตอร์ ISO ความสมดุลสีขาว เลนส์และอุปกรณ์เสริม ความยาวโฟกัส ทำเอาพวกน้องๆ นั่งเพลินกันไปเลยครับ ผมได้ลองเอากล้องให้พวกเค้าถ่าย ซึ่งกล้องตัวที่ให้ลองใส่เลนส์ 18 – 70 mm 3.5 – 4.5 พวกเค้าดูสนุกดีครับ แต่เรื่องที่อธิบายไปไม่รู้ว่าจะมีใครเข้าใจได้มากขนาดไหน แต่พวกเค้าล้วนตั้งใจฟัง ตกเย็น ผมไปหาร้านฟิล์ม เพื่อล้างรูปชุดแรกที่แอบถ่ายพวกเค้า ให้เป็นรางวัล และแทนคำขอบคุณสำหรับอาหารที่พวกเค้าทำให้ผมกินทุกมื้อครับ น้องตัวเล็กๆ ได้ภาพชุด “แม่ยุ่งอยู่ หนูช่วยยุ่ง” เป็นภาพชุดที่ผมไม่ได้ใช้ Flash เลยครับ น่าเสียดายเพราะแอบถ่ายในตอนกลางคืนต้องยอมใช้สปีตชัตเตอร์ช้าๆ จึงทำให้ผมได้ภาพน้อยมาก และผมล้างออกมาเพียง 21 ใบ เท่านั้น ในรูปบอกเล่าเรื่องราวของการมาถึงของผมในวันแรกครับ ผมพยามทำความรู้จัก แอบดูพวกเค้าใช้ชีวิต และอาหารมื้อแรกของผมจากฝีมือพวกเค้า จากในห้องครัวที่มีแม่ทำกับข้าว และ เด็กๆ ที่ช่วยวุ่นวาย มากกว่าช่วยทำให้มันเสร็จ ส่วนสาวๆ ผมไม่ได้ล้างรูปพวกเค้ามาครับ เพราะมีเป่าหมายว่า จะล้างรูปในวันสุดท้ายที่พวกเค้ารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เมื่อเด็กๆ เหล่านั้นได้รับรูปตัวเอง ผมนั่งมองอย่างมีความสุขครับ เหมือนได้ทำอะไรบางอย่างโดยไม่หวังผลตอบแทบ และพวกเค้าได้รับสิ่งตอบแทนเป็นความตั้งใจที่ผมยอมยืนมืดๆ ให้ยุงกัด หมอบๆ หลบๆ เพื่อเก็บร้อยยิ้มของพวกเค้ามาลงแผ่นฟิล์ม เค้าขอบคุณผมและบอกรูปสวยชอบมาก หัวใจผมในขณะนั้นเต็มไปด้วยความสุขจากการให้ครับ แต่ยังไงก็ตามเค้าก็ยังกลัวกล้องของผมอยู่ดี เค้าบอกมันใหญ่มากกก แล้วก็หัวเราะ ตามด้วยการพูดภาษาชาวเขา ค่ำคืนเดินทางมาอย่างรวดเร็ว ผมรู้ตัวดี ว่านี้คงใกล้เวลาที่ผมจะกลับสู่ กทม แล้ว ผมจึงไปไล่เก็บรูปตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพานข้ามแม่น้ำปิง เหตุเกิดจนได้ครับ ไกด์นำทางบอกผมว่าสะพานข้ามแม่น้ำนี้ ถ้าอยากได้บางสิ่ง ให้ขอในขณะที่เดินข้ามครับ ผมขอ และทุกวันนี้มันดูเหมือนจะเป็นจริง แต่ผมไม่สามารถบอกได้หรอกว่าผมขออะไร ขอให้มันเป็นจริงแล้วกัน สถานที่สุดท้ายที่ไปถ่ายรูปคือถนนวัวลาย หลังจากถ่ายรูปเราแวะกินข้าวมันไก่ร้านดัง ชื่อร้านว่า “ข้าวมันไก่นครศรีธรรมราช” ร้านนี้เป็นร้านของสาวกเหล่านักเที่ยว เพราะหลังจากที่เมามา ก็ต้องมากินข้าวร้านนี้ครับ แล้วแวะไปชิมก๋วยเตี๋ยวหัวนม สิ้นสุดค่ำคืน ด้วยการแวะร้านลาบโคราช555555 ซึ่งบ้ายสีเหลืองสะดุดตามากครับ ผมแวะทันทีเพราะกำลังหากับแกล้มอยู่พอดี ผมได้สอบถามคนขายว่าอยู่ที่นี้ได้นานมากหรือยัง คนขายเป็นลุงกับป้าอายุกลางคนแล้วครับ ชื่อ ลุงชิด กับ ป้าต้อย ลุงกับป้าย้ายมาอยู่ได้หลายสิบปีแล้วครับ ที่ย้ายมาเพราะลูกมาเรียน และการทำนาที่บ้านไม่ค่อยดีด้วย จึงทำให้เค้าย้ายมาอยู่ที่นี้ซะเลย หมดค่ำคืนอย่างรวดเร็ว เรานั่งกินเหล้ากันจนจะเช้า และคุยกันเรื่องเพลง หมดลงอีกหนึ่งวันที่มีความสุข ณ เมืองเชียงใหม่
วันที่ 15 เมษายน สุดท้าย.... ในวันก่อนเราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ วันนี้ผมตื่นเกือบบ่ายโมง ผมอาบน้ำอย่างสบาย เพราะเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับน้ำร้อนๆ ซะแล้ว เราออกจากบ้านที่หางดงเกือบบายโมงครับ แดดร้อนสุดๆ ผมหอบข้าวของทั้งหมด เสื้อผ้า กล้อง ไปเก็บไว้บ้านในตัวเมือง เพราะวันนี้ผมจะกลับแล้ว โอ้ววว…..เร็วจังเลย 5 วันผ่านไป ผมนั่งเปิดดูรูปในตอนแล้วคิด รอบนี้ถึงแม้ไม่มีรูปที่ผมถูกใจเลย แต่ผมรู้สึก Happy กับทริปนี้มากมายเหลือเกิน วันนี้ผมขอรั่วสุดๆ ผมแต่งตัวด้วยกางเกงสีแดงเลยครับ (กางเกงนอน) หมวกชาวเขา ถุงเท้าลายหัวใจสีชมพู รองเท้าแตะสีแดง เสื้อส้มสะท้อนแสง แว่นดำสีขาว ที่สุดแล้วครับ 555555 ของความฮา ในวันนี้ผมไม่เน้นถ่ายรูปครับ แต่ห่อกล้องไปเหมือนเดิม เราเล่นน้ำกันทั้งวันครับ ผมแทบไม่ได้จับกล้องมาถ่ายรูป สิ่งผมพลาดอย่างแรงครับ เนื่องจากคืนก่อนหน้านี้ผมได้ถ่ายรูปตอนกลางคืน และลืมปรับ ISO กลับมาที่ 100 ผมปรับไป 1250 เลย จึงทำให้รูปวันสุดท้ายแย่มากถึงมากที่สุดครับ แทบจะลบทิ้งทุกรูป นี้เป็นบทเรียนที่สำคัญมาก ซึ่งตอนนี้กลายเป็นนิสัยของผมไปเลย กับการตรวจ ISO ก่อนถ่ายทุกครั้ง ในวันนั้นผมไปถ่ายรูปที่จวนผู้ว่า ซึ่งจะมีขบวนแห่ เอาของมามอบให้และอวยพรครับ ผมถ่ายจนเมมโมรี่เต็ม และวิ่งหาร้าน Backup ไม่ทัน เพราะผมไม่อยากแกะกล้องออกจากพลาสติก เพื่อป้องกันน้ำเข้ากล้อง แต่สุดท้ายในวันนั้นผมได้ร้าน Backup ไฟล์ แต่ไม่สามารถถ่ายรูปได้ต่อไปเพราะขบวนหมดแล้ว และผมก็เมาสุดๆ จนจำไม่ได้ว่าไปไหนมาบ้าง 555 รั่วสุดๆ จำได้เจอลากไปหลายที่มากมาย แต่ถึงจะเมายังไง ผมก็ยังไม่ลืมสิ่งที่ผมตั้งใจก็คือ ผมจะต้องถ่ายรูปพวกเค้าตอนรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ให้ได้ครับ ผมจึงรีบกลับไปตอน 5 โมงกว่า ซึ่งทันเวลาพอดีครับ ผมยืนห่างๆ และใช้เลนส์ 85mm 1.8 ถ่ายจากระยะไกล ผมเน้นรูปสีธรรมชาติเลยครับ หลังจากยืนถ่ายอยู่นาน ทุกคนรดน้ำดำหัวเรียบร้อยแล้ว ผมกำลังจะเดินไปอาบน้ำครับ คุณแม่เค้าก็เรียกผมด้วย โอ้ววว เกิดมากูไม่เคยทำเลยนะเนีย 5555 เค้าอวยพรว่า “ให้ทำงานเก่งๆ รวยๆ ประสบความสำเร็จในชีวิตนะลูก” น้องๆ ยืนเต็มเลยครับ รวมทั้งไกด์ผมด้วย หลังจากนั้นผมอาบน้ำและรีบไปร้านฟิล์มเพื่อล้างรูปโดยเร็วเลย ผมได้รูปมาเยอะพอสมควร เพราะแสงที่ถ่าย ไม่ได้แย่อย่างที่คิด แถมผมยังไม่ได้เมามากมายขนาดที่ถ่ายรูปไม่ได้ ผมใช้การวัดแสงหนักกลาง ภาพที่ออกมาเน้นที่รอยยิ้ม สายตา มุมการมอง และการไหว ผมอัดขนาดใหญ่ 8 x 10 เลยครับ สำหรับทุกคน แต่ผมดูเวลาอาจจะไม่ทันเที่ยวบินกลับ…ผมจึงเอาเงินและใบรับรูปให้กับไกด์ และ ให้เค้านำไปมอบให้ทุกคนด้วย ผมไปที่สนามบิน เตรียมตัวกลับ…ไกด์ผมถามว่าจะได้มาอีกเมื่อไร...ผมไม่สามารถตอบได้ครับ แต่ผมอยากไปอีกครั้ง ผมขอบคุณสำหรับทุกอย่าง และผมควักรูปที่แอบล้างมาในวันก่อน เป็นรูปเค้าตอนขึ้นไปไหวพระที่วัดดอยสุเทพ หนึ่งใบ ไกด์ผมยิ้มและถามว่าถายกูตอนไหนวะ เค้ายืนยิ้ม และโบกมือลา ได้เวลาที่ผมจะกลับบ้านแล้ว บนเครื่องบินขากลับ ผมมองลงมาพื้นดิน และผมคิด ผมจะต้องมาเยือนอีกแน่นอน แต่จะเป็นเมื่อไรนั้น ผมคงตอบไม่ได้ แต่จะยังไงก็ตามผมจะมาเยือนที่นี้อีกครั้ง…เพราะผมหลงรักเมืองนี้ซะแล้ว
"ความประทับใจบนรูปถ่าย สำหรับทุกคน…ผมไม่สามารถบอกได้ถึงความรู้สึกของทุกคนที่ได้รูปถ่ายจากผมไป เพราะผมไม่ได้อยู่ที่นั้น แต่หวังว่าทุกคนจะจำผมได้เสมอ จากภาพของพวกเค้าที่สะท้อนมุมมองของผม ถึงแม้สิ้นสุดทริป แต่ ไม่ได้สิ้นสุดความประทับใจแต่อย่างใด…"
ขอบคุณไกด์แอม…ขอบคุณครอบครัวพี่กบ…ขอบคุณพี่กล้า…ขอบคุณพี่เดียร์…ขอบคุณน้องปุ้ย, น้องขวัญ, น้องกีตาร์, น้องฟ้า, น้องแตง
สวัสดี เรื่องเล่าสงกรานต์ที่ผ่านมา 1"เมื่อกูมาเยือนเมืองเหนือ #1"
ความทรงจำที่ผมแทบไม่ได้กลับมาอีกทบทวน เมื่อเลยผ่าน มันเหมือนการหลงลืม และไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ผ่านมามากนัก ทั้งๆ ที่ความทรงจำที่ผ่านมามันแสนดี และเต็มไปด้วยสีสันแห่งชีวิต ตามวิถีของตัวผม เมื่อตกเย็นวันพฤหัส (วันนี้) ผมเก็บโต๊ะ และผมได้เจอกับกระดาษที่บันทึกความทรงจำระยะสั้นๆ ไว้ ผมเขียนหัวกระดาษไว้ว่า “เมื่อกูมาเยือนเมืองเหนือ ถิ่นล้านนา” ผมเริ่มอ่านลายมือห่วยๆ ที่ผมเขียนทุกๆ วันที่ผ่านไป ผมพบ ผมเจอสิ่งใด และมันแปลกใหม่ในชีวิตผมอย่างไรบ้าง ถึงแม้จะผ่านระยะเวลามากว่า 2 เดือนแล้ว ผมยังอยากกลับไปที่นั้นอีกเรื่อยๆ เพราะยอมรับตามตรงเลยว่า ผมแทบไม่ได้รูปกลับมาเลย เนื่องจากไกด์และผมรั่วกันได้สะใจมากจริงๆ ผมสนุกจนลืมช่วงเวลา และงานการไปเลย…. ครั้งเมื่อผมไปเที่ยวเชียงใหม่ ใครจะเชื่อว่าผมจะต้องไปคนเดียว เปล่าเปลี่ยวใจขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งเดือน ผมได้รวบรวมเพื่อนฝูงและคนสนิทที่คิดว่าจะไปเที่ยวด้วยกันได้อย่างมากมาย แต่สุดท้ายเมื่อจะถึงเวลาเดินทาง ผมกลับพบว่า ไม่มีเพื่อนคนไหนไปด้วยกันเลย แม้แต่คนสนิทสุดก็ยังมีธุระของมัน เอาละไม่เป็นไร ไปคนเดียวก็ได้วะไม่ง้อใครอยู่แล้ว เพราะกูเป็นแมว ต้องสันโดษเว้ยย 55555 มันเลยทำให้ตัวผมต้องฉายเดียวไปเที่ยวเหนือ ตัวคนเดียวโดดๆ แต่ยังพอจำได้ว่ามีพี่คนสนิทแอบหนีไปเก็บตัวอยู่ที่นั้นเพื่อหนีปัญหาครอบครัว ผมจึงต้องไปอาศัยเค้าอยู่ แบบไม่มีระยะเวลากลับที่แน่นอน ก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์ผม ผมพยามโทรหาเค้าอยู่หลายที แต่ก็มักไม่เป็นผล บ้างสายไม่ว่าง บ้างปิดเครื่อง จนสุดท้าย และท้ายสุดเค้าโทรกลับมาเพราะคิดว่าผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย โดยเฉพาะเรื่องทำเพลง อย่างที่ไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่า ปีนี้ ผมงดทุกอย่างเกี่ยวกับดนตรี เพราะผมมีเป้าหมายในปีนี้แล้ว ผมไม่ได้บอกใครเพราะผมไม่อยากจะพูด แต่ยังไงก็ยังเรียนรู้และศึกษามันทุกวัน เพราะดนตรีเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปซะแล้ว อย่างห้ามไม่ได้ที่พี่เค้าจะถาม ผมจึงได้บอกทุกอย่างไป และขอพี่เค้าไปอาศัยอยู่ด้วยเป็นระยะเวลาแบบไม่มีกำหนด เค้าตอบด้วยน้ำเสียงดีใจ เพราะเค้าบอกผมตามตรงว่าเหงาเหมือนกัน ขาดคนรั่ว ไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด เบื่อจะแย่แล้ว “เพราะฉะนั้นรีบมาเลยนะมึง” ตกเย็นวันพฤหัส ผมปิดออฟฟิศ และกลับบ้านเพื่อเตรียมตัว ในเย็นวันนั้นยังมีธุระอีกนิดๆ หน่อยๆ ที่จำเป็นต้องทำ และเมื่อผมทำมันเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาที่ผมจะออกเดินทาง อย่างไร้จุดหมาย และยังไม่รู้ว่าชาชีวิตของของตัวเองจะไปทางไหน เพราะผมไม่มีแม้แต่รถที่จะโดยสารไป ไม่มีตั๋วบ่งบอกว่าผมได้ไปถึงที่นั้นแน่ๆ มีแต่เพียงใจ ที่ใช้นำทางในครั้งนี้ สิ่งที่ผมเตรียมไป ไม่มากมาย เน้นที่ครบถ้วน เสื้อยืดสองตัว กางเกงขาสั้น และถุงเท้าสองคู้ นี้คือถุงใบเล็กๆ ใบแรกที่จะมัดติดกับกระเป๋าใส่กล้อง ใบที่สองแน่นอนที่สุด จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกซะจากกล้องดิจิตอลสุดรัก กับเลนส์สองอันที่ใช้งานประจำ และสุดท้าย iPOD กับหูฟัง เท่านี้ผมก็พร้อมเดินทางแล้ว เวลาจัดของโดยรวมใช้ไปแค่ประมาณ 15 นาที 5555 ยังกับจะหนีคดี แต่ไม่ใช้ผมจะไปเที่ยว!! ผมให้พี่เดียร์มาส่งที่หมอชิด แล้วหลังจากนั้นผมบอกว่าจะหาวิธีไปของผมเอง ซึ่งเค้าคงไม่เชื่อหรอกว่าผมจะได้ไปจริงๆ เพราะผมไม่มีตั๋ว และคนก็เยอะสุดๆ ถ้าผมไปคงลำบากมากแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ หลังจากไปยื่นมึนๆ ดูสถานการณ์รอบข้างพักใหญ่ ผมก็โชคดีที่มีคนขายตั๋วเดินมาถามและจูงมือผมไปซื้อตั๋วแบบที่ผมไม่ต้องพยามเบียดเสียด หรือ ต่อแถวรอเลยชิวสุดๆ แถมยังได้รอบที่เร็วด้วยคือออกเดินทาง 20.30 น ดูนาฬิกาตอนนั้นก็เกือบสองทุ่ม ผมได้เวลาที่จะเดินทางไปยังท่ารถ แต่...ผมจะไปมันถูกได้ยังไง ถ้าผมไม่รอดัก และเดินตามคนที่ซื้อตั๋วรถเที่ยวเดียวกับผม หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้เพื่อนเดินทางชื่อ “รถ” ชื่อออกแนวแปลกๆ ครั้งแรกที่ได้ยินผมต้องถามเค้ากลับไปว่าชื่อ “รส” หรือ “รถ” เค้ายืนยันว่าชื่อ “รถยนต์” ขำๆ ดีเราคุยกันตลอดเส้นทาง และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพถ่าย เนื่องจากตัวเค้าเรียนมหาลัย ศิลปกร คณะ วิจิตรศิลป์ มาก่อน เค้าสงสัยเกี่ยวกับตัวผมเยอะ เราคุยกันสนุกสนานมากกว่าการเดินทางคนเดียว หลังจากที่เริ่มเดินทางได้ครึ่งทาง ผมหลับ และตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอน 6.40 น ที่สถานีขนส่งอาเขต เชียงใหม่ ผมยืนยิ้ม...หัวเราะกับตัวเอง กูมาเที่ยวเชียงใหม่ คนเดียว ครั้งแรก อากาศที่ได้สัมผัส หนาวเย็นเล็กๆ และรู้สึกสงบเพราะอยู่ในเวลาเช้าตรู่ แสงแดดตอนเช้าอ่อนเป็นสีส้มเหลือง มีเพียงตัวผมยืนโดดเดียวเพียงผู้เดียวที่นี้…ในวันนี้ ความเหงาที่อยู่เป็นเพื่อนผมตลอดมา บอกกับตัวผมว่า ครั้งนี้มันต้องสนุกแน่ๆ สิ่งแรกที่ทำในเช้าวันที่ 11 เมษายน คือการหาของกิน ผมคิดเสมอมาว่าอยากสัมผัสกับความเป็นเมืองเหนือ ผมอยากรู้ว่าชาวเหนือกินอะไรกัน เคยอ่านในหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง เค้าเลยให้ฟังว่าชาวบ้านตามเขา กินข้าวเหนียว กับสิ่งง่ายๆ ในตอนเช้า แต่สุดท้าย ก็ยังหาไอ้แบบนั้นไม่ได้ เลยไปลงเอยที่ร้านขายต้มเลือดหมู 5555 ตามใจตัวเองสุดๆ ร้านนี้อยู่แถวหลังมหาลัยเชียงใหม่ จำชื่อร้านไม่ได้แล้วน่าเสียดาย ไว้ไปรอบหน้าจะแวะไปใหม่ อิ่มท้อง อิ่มใจ ผมพร้อมที่จะลุยแล้ว…โทรศัพท์สายแรกของวันนั้น ผมโทรหาพี่คนสนิท ให้เค้ามารับหลังจากนั้น หนึ่งชั่วโมงแห่งการรอบคอยเริ่มต้นขึ้น เมื่อเค้าไม่รับโทรศัพท์ ผมไม่รู้สึกกังวล ไม่ตื่นเต้นเพราะทำใจไว้ล้วงหน้าแล้ว ผมจึงมีเวลามากมายในตอนเช้า เดินถ่ายรูป และก็เดินรอบๆ คู เมืองเชียงใหม่ แต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะใหญ่โตขนาดนี้ กลับมาครั้งนี้พูดแบบไม่อายเลยว่าเดินไม่รอบ คูเมืองจริงๆ ใหญ่มาก และจากที่สอบถามผู้คนแถวนั้น เค้าได้เล่าให้ฟังว่าเมืองเชียงใหม่แบ่งออกเป็น 4 ส่วนโดยแต่ละด้านจะมีชื่อไม่เหมือนกัน และมีวิถี ความเป็นอยู่ไม่เหมือนกันอีกด้วย แถมคุณลุงยังเล่าให้ฟังถึงประวัตเมืองเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเมือง ที่มีชื่อว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” หรือสถานที่ท่องเที่ยวน่าไป และความเป็นมาของเมือง 10 โมงเช้า พี่เค้าโทรมาและบอกผมว่า “เมาวะ…กูขอโทษ” ผมกำลังสนุกกับการเดินรอบคูเมืองอยู่พอดี พี่เค้ามารับผมที่ประตูท่าแพ และพาผมเอาของไปเก็บ พร้อมโยนกุญแจรถมอไซ แล้วบอกกูขอนอนอีกแป๊บ เดี๋ยวตื่นแล้วจะพาเที่ยว 555 เสร็จโจรสิครับ พอมีรถทีนี้ผมเหมือนมีอิสระ เพราะไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ว่าจะไปไหน กูเที่ยวเองก็ได้ เช้าวันนั้นผมหลงทางครับ และไปจบก่อนเข้าช่วงบ่ายที่ร้านอินเตอร์เน็ตแห่งหนึ่ง เมื่อผม Online ในเช้าวันนั้นสิ่งแรกที่ผมทำคือการถามเพื่อนๆ ชาวเชียงใหม่ว่าควรจะไปไหน และที่สำคัญผมจะกลับไปจุดเริ่มต้นของผมอยากไร เพราะผมมาไกลมากแล้วจำทางกลับไม่ได้ รั่วจริงๆ กลับไม่ถูก จนสุดท้ายต้องนั่งเล่นเน็ต คุยกับเพื่อนที่ยังอยู่ กทม และเพื่อนๆ ในออฟฟิศ เที่ยงวัน แดดแรงมากถึงมากที่สุด พี่ผมพื้นจากอาการเมาแล้ว คำแรกที่โทรมาคือ “มึงกลับมาได้แล้ว กูรออยู่บ้าน เร็วนะเว้ย เดี๋ยวพาเที่ยว” ผมตอบกลับไปอย่าหน้าไม่อาย “ผมแม่งไม่รู้อยู่ไหนวะพี่…มารับหน่อยแดะ 5555” หลังจากนั้นผมก็พยามหาวิธีกลับ แต่งงจริงๆ กับการขับรถเป็นสี่เหลียมรอบคูเมือง สุดท้ายพี่เค้าก็ต้องมารับ ผมถึงบ้าน ไม่ทันได้อาบน้ำ หัวยุ่ง แต่ผมอยากไปเที่ยวใจจะขาด พี่เค้าไม่ห้ามเพราะเรารั่วเหมือนกัน…งั้นไปกันเลย แต่ก่อนที่จะเดินทาง กองทัพเดินด้วยท้อง เราจึงแวะกินข้าวที่ มหาลัยเชียงใหม่ ราคาถูกมาก ความเป็นจริงแล้ว พี่ผมเงินเดือนยังไม่ออก 5555 ผมก็ด้วย แต่เราก็หวังว่ามันจะออกวันนี้ ผมย้ำก่อนกินข้าวว่าอยากกินอาหารอร่อยๆ ที่ไม่ใช้ที่นี้ เพราะนี้มันก็เหมือนทั่วๆ ไป แต่พี่เค้ายืนยันคำเดิมว่าเราต้องกินข้าวที่นี้เพราะ “มึงจะได้สัมผัสกับความจน ตอนกูเริ่มมาอยู่ที่นี้” อาหารในนั้นราคาเพียง 15 บาทก็อิ่มได้ ผมย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องตอนเช้า ในขณะที่ผมเดินเล่นคนเดียว ผมได้เห็นสิ่งหนึ่งแต่ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกหรือไม่ ตอนเช้า ชาวเชียงใหม่ กินข้าวนึ่ง(ขาวเหนียวอะเหละ ที่นั้นเค้าเรียกกัน) กับ อาหารทอดๆ เช่น ปลาทอด ไก่ทอด หมูทอด ขายเป็นชิ้นๆ กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ ในตอนเช้าตรู่ มื้อเช้าของพี่เค้าที่มหาลัยเชียงใหม่ ผมขอผ่าน เพราะท้องผมยังไม่หิวเลยซักนิด แน่นอนถึงแม้จะอิ่มท้อง แต่ใจไม่เคยอิ่ม ผมได้แต่มองสาวๆ ที่หมาลัยนี้อย่างสนุกสนาน แหม่น่ารักที่สุดฤทธิ์ หลังจากนั้นไม่นาน เราเริ่มการออกเดินทางแบบคนขี้เกลียด เพราะแดดช่วงบ่ายมันแรงซะเหลือเกิน แค่ผมเดินเล่นในตอนเช้าก็รู้สึกตัวเองผิวดำลงไปเยอะมากแล้ว ผมจึงขอให้เค้าพาไปที่นั่งกินกาแฟ ชิวๆ และผมจะเล่าให้ฟังว่าผมต้องการรูปแบบไหน และอยากไปสถานที่อย่างไร เราแวะที่ร้านกาแฟ หลังมหาลัย ชื่อร้าน “โสด” อีกแล้วครับ…ไม่ต้องสงสัย ทำไมพี่เค้าพามาร้านนี้ เพราะร้านนี้สาวๆ น่ารักเยอะแยะเต็มไปหมด สุดท้ายแล้วผมก็ยังเป็นตัวผมเอง ที่ชอบแต่ดู และไม่กล้าสัมผัส เราแวะกินกาแฟ ถ่ายรูป และจากไปพร้อมกับความสุขเล็กในหัวใจ 13.00 น ไหวพระวัดสุเทพ ขึ้นดอยปุย เราไปกันแบบคนจน เติมน้ำมัน 200 บาท หลังจากนั้นขับมอไซสีเหลือง ขึ้นไปไหวพระที่ดอดสุเทพ ผมเหลือเงินติดตัวเพียง 100 บาท เท่านั้น 555555 ส่วนพี่เค้าก็เช่นกัน 50 บาท เราสองคนตัดสินใจรวมเงินก่อนที่จะเดินทาง การเดินทางใช้เวลาไม่มากนัก ผมมองลงไปที่ตัวเมืองเชียงใหม่ ในขณะที่รถขับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเราอยู่ต่ำที่ต่ำ เราไม่สามารถมองเห็นความสวยงามที่แท้จริงได้ แต่เมื่อยิ่งสูงขึ้นไป ภาพที่เห็นก็ชัดเจน หมอกควันก็จางหายไปจนหมด ภาพที่ผมเห็นคือ ท้องฟ้าสดใส แดดเป็นสีเหลืออ่อน ในช่วงบ่ายแก่ๆ และอากาศที่หายใจได้อย่างเต็มปอด ความซวยไม่เคยปราณีใคร เมื่อผมและพี่ขับมอไซ ต้องยอมรับเลยว่า มันเสี่ยงมากกับการโดนสาดน้ำ เพราะนี้มันใกล้ช่วงสงกรานต์ ผมคิดเสมอแต่หลังจากถ่ายรูปเสร็จ นิสัยของผมคือไม่เก็บกล้องทันที จนกว่าจะไม่ใช้งานจริงๆ จึงทำให้ผมสะพายไว้ที่ไหลซ้าย และเมื่อขับรถถึงหน้าวัด เค้าเล่นน้ำกันครับ อย่างที่ไม่ได้ตั้งใจ ผมและพี่โดนสาดน้ำเต็มๆ กล้องผมโดนน้ำนิดหน่อย แต่เสื้อผ้าเปียกหมดเลย พี่ผมซวยมากคือโทรศัพท์ดับไปเครื่องหนึ่ง เพราะโดนน้ำเต็มๆ 55555 แต่ผมไม่มีอะไรเสียหายเลยแม้แต่นิดเดียว พี่ผมค่อนข้างจะรู้สึกแย่ เพราะเห็นผมยกกล้องขึ้นก่อนที่จะขับเข้าไป แต่สำหรับผมแล้ว พูดตามตรงก็คือไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่า เช็ดกล้องให้แห้ง เราก็พร้อมลุยต่อ เมื่อเรายืนอยู่หน้า ซุ่มกาญจนาภิเษก พี่ถามผมว่า ให้เลือกวิธีการขึ้นไปบนดอยสุเทพ เพราะกลัวผมจะเหนื่อย เนื่องจากบันใดนาคมีความยาวถึง 300 ขั้น อยากที่หลายๆ คนรู้กันดีอยู่แล้ว ส่วนวิธีที่สองคือการขึ้นรถราง แน่นอนละครับ คนอย่างผมรักสบายอยู่แล้ว แต่ผมเลือกวิธีที่หนึ่ง หลายคนก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าผมจะยอมเดินกลางแดด ขึ้นบันใดนาค เราซื้อดอกไม้ธูปเทียนกันจากข้างล้าง ชุดละ 20 บาท และเดินขึ้นกันอย่างเหน็ดเหนื่อย เดินไปก็ต้องพักไป จริงๆ ผมทำฟอร์มถ่ายรูปหลายทีมากๆ เพราะมันเหนื่อยจริงๆ ต้องพัก แต่กลัวพี่เค้าว่าอ่อนแอ ผมเลยจับกล้องมาถ่ายรูปชาวเขาซะเลย 555555 กว่าจะเดินถึงใช้เวลาไปประมาณเกือบ 20 นาทีได้ ถึงกับหอบเลยครับ ทั้งคู้ เมื่อผมเดินขึ้นไปถึงที่ด้านบนและมองลงมาที่ด้านล่างสุด ผมรู้สึกดีใจพิลึก เมื่อเรามองผู้คนที่อยู่ด้านล้าง ที่มีความพยามจะขึ้นมาเพื่อบางอย่างที่ตรงกับผมต้องการ ทุกคนเหงื่อไหล ทุกคนร้อน ทุกคนหอบ แต่ทุกคนมีความเชื่อและคาดหวังจะได้สิ่งที่สวยงาม เหมือนดังในใจที่เคยคิดไว้ เปิดประตู ก้าวท้างเข้าสู่วัด ผมถึงกับตาค้าง และรู้สึกดีที่สุด ผมยิ้มออก ความเหนื่อยจางหายไปอย่างรวดเร็ว ความสวยงามใช่อยู่เพียงสิ่งก่อสร้าง แต่มันกลับอยู่ที่ผู้คน อยู่ที่ไกด์ อยู่ที่ความสงบ และผมได้ใช้ความพยามในการเดินขึ้นมาเพื่อเห็นสิ่งนี้ เพื่อถ่ายรูป ก่อนอื่นเราต้องเจอความร้อนจากการเดินบนพื้นปูนที่แดดส่องตลอดทั้งวัน มันร้อนมาก แต่ผมก็พยามเดินรอบ ฉัตร 4 มุม จนครบ จากนั้นผมสรงน้ำพระ และผูกข้อมือ กับพระอาจารย์ 5 สิ่งสำคัญของดอยสุเทพ 1. ฉัตร 4 มุม ที่ทำด้วยทองเหลือง สร้างโดย พระเจ้ากาวิละ ผู้ปกครองนครเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2348 ความหมายคือ ความร่มเย็น และพระพุทธศาสนาที่เผยแพร่ไปทั้ง 8 ทิศทาง
2. สัตติบัญชร (รั้วหอกที่อยู่รอบๆ พระธาตุ) รั้วนี้มีที่มาจากเหตุการณ์แย่งพระบรมสารีริกธาตุของเมืองต่างๆ เพื่อนำไปบูชาประจำเมือง โดยโทนพราหมณ์ได้ทำการแบ่ง และให้ทหารถือหอกล้อมรอมพระบรมสารีริกธาตุไว้ เพื่อป้องกันการแย่งชิง
3. หอคอย มีลักษณะเหมือนวิหารขนาดเล็ก อยู่ 4 ด้านของพระบรมธาตุ ภายในจะมีพระพุทธธูประดิษฐานอยู่ ความหมายคือ การบูชาสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า
4. หอท้าวโลกบาล มีลักษณะเป็นหอยอดแหลมขนาดเล็ก ประจำอยู่ 4 มุมของพระบรมธาตุ หมายถึงที่ประดิษฐานของท้าวโลกบาลทั้ง 4 ซึ่งเป็นเทพที่ปกปักษ์รักษาสิ่งที่สำคัญต่างๆ ทั้ง 4 ทิศ -ท้าวกุเวร (ท้าวสุวรรณ) มียักษ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่เฝ้าทิศเหนือ -ท้าวธตรัฐ มีคนธรรพ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่เฝ้าทิศตะวันออก -ท้าววุฬปักษ์ มีฝูงนาคเป็นบริวาร ทำหน้าที่เฝ้าทิศตะวันตก -ท้าววิรุฬหก มีอสูรเป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาทิศใต้
5. ไหดอกบัว (ปูรณะฆะฎะ แปลว่า หม้อที่แสดงถึงความสมบูรณ์) ความหมายคือ ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในล้านนาไทย
นอกจากนี้แล้วยังมีโบราณวัตถุ และ ปูชนียวัตถุของวัดประกอบด้วย อุโบสถทรงล้านนา ภายในจะมีจิตกรรมฝาพนังภาพประวัติพระธาตุดอยสุเทพ, พระวิหาร 2 หลัง, หอฉัน, สำนักชี, ห้องสมุด, หอพิพิธภัณฑ์, พระประธานในอุโบสถ, อนุสาวรีย์ช้างมงคล (ช้างพระที่นั่งของพระเจ้ากือนาที่บบรรทุกโกศพระบรมธาตุเสี่ยงท้ายขึ้นมาบนดอยสุเทพ), อนุสาวรีย์พระสุเทวฤษี
ในขณะที่ผูกข้อมือ ผมต้องยอมรับจริงๆ เลยว่าผมไม่สามารถฟังพระสวดไม่ออก ไม่เข้าใจว่าพูดอะไรอยู่ แต่เมื่อผมผูกข้อมือ ผมรู้สึกถึงความสงบ ผมคิดย้อนกลับไปเรื่องที่เคยทำผิดไว้กับพ่อแม่ คนที่รักผม และคนที่ผมรัก มันทำให้น้ำตาผมเกือบจะไหลหลังจากวันนั้นสายสิญจน์เส้นนั้นไม่เคยถูกแกะจากมือผมอีกเลย พี่ผมจะพาไปเที่ยวที่สวนดอกไม้ ที่ไปทางดอยปุยเป็นที่ต่อไป เราขับรถจากวัดสุเทพโดยใช้เวลานานพอสมควร และเมื่อถึงสถานที่แล้ว ก็ต้องบอกว่าอดครับ เพราะมันปิด เวลาตอนนั้นใกล้ 6 โมงเข้าไปทุกที รอบนี้เราจึงไม่ได้เข้าไปชมสวนดอกไม้ และไม่ได้ไปดอยปุยต่อ แต่รอบหน้าต้องไปให้ได้เลย ถึงเวลากลับสู่ตัวเมือง ในขากลับเราใช้เวลาน้อยกว่าที่คิด และขับมอไซกลับโดยดับเครื่อง ปล่อยรถไหลลงเขา มันก็ตื่นเต้นดีครับ แต่พอกลับลงมา สิ่งแรกที่ผมคิดคือ กูอยากอาบน้ำชิบหาย นี้ก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว ก็แปลว่าผมไม่ได้อาบน้ำครบ 24 ชั่วโมงพอดิบพอดี 55555 เน่ากันไป (จริงๆ คาดว่าเกิน 24 ชั่วโมง เพราะอาบก่อนไปทำงาน 9 โมงเช้า) แวะอาบน้ำ และทำความรู้จักกับคนในบ้าน ครอบครัวนี้เป็นชาวเขาแท้ๆ เลยครับ พูดภาษาชาวเขาได้ทุกคน แต่ผมลืมว่าเผ่าอะไร ผมแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก เค้าสงสัยว่าผมมาทำอะไรที่นี้ นอกจากเที่ยว คงเพราะเห็นผมแต่งตัวรั่วๆ ตลอดเวลา แถมยังถือกล้องไปมาไม่เคยปล่อย ผมชอบแอบถ่ายรูปน้องๆ ตัวเล็กๆ อายุไล่ๆ กันประมาณ 4 ขวบ ถึง 10 ขวบ กำลังน่ารักเลยครับ พอเค้าเห็นกล้องขอผมทีไรเค้าต้องหลบทุกที คงเพราะกลัวกล้องขึ้นสมอง หรือว่าผมเหมือนโจรมากกว่าคนรักศิลปะ 555555 ยังไม่ทันได้ตั้งตัว กับข้าวผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว มือแรกเค้าทอด ฉินเนื้อ ให้กินครับ มันก็คือเนื้อทอดดีๆ นี้เอง แต่เอามาใส่กับไรซักอย่าง แล้วปั้นเป็นก้อนๆ ทอดในน้ำมันร้อนๆ อร่อยดีครับ เค้ากลัวผมกินกับข้าวบางอย่างไม่ได้ เค้าเลยทำอะไรที่ง่ายสุดๆ ให้ผมกิน หลังจากนั้นก็ได้เวลาที่ผมจะออกไปล่าเริงในยามค่ำคืน สิ่งที่ผมต้องการคือการเสพดนตรีดีๆ ที่เมืองเหนือ ผมเคยได้ยินหลายคนเล่าว่ามีนักดนตรีดีๆ อยู่ที่นี้เยอะ และที่นี้ยังมีสุดยอดนักดนตรี Jazz อยู่มากมาย แต่ผมไม่สามารถรู้ได้หรอกครับ ว่าจริงไหม ผมจึงไปพิสูจน์ที่ The North Gate
ร้านโคตรชิวสไตล์ Jazz ที่คุณสามารถสัมผัสได้ ความรู้สึกสุดแสนจะธรรมดาของร้านนี้ กลายเป็นความพิเศษมากกว่าใคร ร้านนี้เน้นเล่น Jazz อย่างเดียวครับ และก็เล่นแทบทุกแนวไม่ว่าจะเป็น Fusion, Smooth, Standard, Quartet แต่พอดีวันที่ผมไป ถ้าเขียนตามตรงก็คือ ไกด์ผมไม่ค่อยฟิลกับดนตรี Jazz ซักเท่าไร จึงทำให้เค้าไม่สามารถนั่งอยู่ได้นานมากนัก เค้าปลีกตัวหายไปเป็นชั่วโมง ปล่อยผมนั่งชิวอยู่คนเดียว แต่ไม่ว่ากันครับ เรื่องของดนตรี เหมือนเรื่องผู้หญิง ที่ผู้ชายมักชอบไม่เหมือนกัน ในวันที่ผมไปที่ The North Gate เป็นโชคดีของผม เพราะผมได้ชมการแสดงแบบ Jazz Standard ครับ ต้องบอกกันตามตรงว่าไม่เคยสัมผัสบรรยากาศนี้มาก่อนในชีวิต เคยดูในแต่ DVD แต่พอมานั่งดูคนจริงๆ เล่นกันตรงหน้า ผมรู้สึกดีมากๆ ในวันนั้นมีมือกีตาร์เป็นชาวญี่ปุ่น Trumped เมกา alto sax ไทย กลอง ไทย เบส ไทย เค้าเล่นแจมกันแต่เพลงผมไม่สามารถรู้ได้จริงๆ ว่านี้คือเพลงอะไร แต่การดำเนินเรื่องราวในเพลงคล้ายกับเพลงของ Stanley turrentine มากๆ แต่ไม่กล้าฟันธงครับ เพราะผมไม่เซียน หลังจากที่หมดเบียร์ไป 5 ขวดเล็กๆ ผมก็เริ่มมึนๆ และได้เวลาไปต่อที่ใหม่ เพราะที่นี้หมดการแสดงลงแล้ว วงต่อมาที่กำลังจะขึ้นเล่นแบบ Smooth Jazz ครับ แต่ผมเกรงใจไกด์ก็เลยให้พาไปที่ใหม่ จะได้สนุกกันทุกคน
เราแวะพักกันที่บ้านก่อนที่จะต่ออีกที่หนึ่ง เปลี่ยนฟิลสุดฤทธิ์ จาก Jazz ไปเป็น Reggae, Ska ที่ Rasta ใจจริงไม่ชอบดนตรีแนวนี้ครับ แต่ฟังได้หมด ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเวลาเราเข้าไปอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นจะเป็นอย่างไร
Rasta…Hay-Ja-man อย่างที่เคยพูดไป ผมไม่ค่อยฟิลหรอกครับ บรรยากาศข้างในค่อนข้างแปลกตา ร้านนี้เจ๋งตรงที่มันดิบ ไม่มีแอร์ คนเบียดๆ กันขยับตามจังหวะ สนุกใช้ได้เลยครับ ส่วนเพลงที่เล่นก็จะออกไปในแนว Reggae ซะเป็นส่วนใหญ่ ทุกจังหวะที่ขยับเป็นเหงื่อทั้งนั้นครับ ข้างในร้อนมาก คนเยอะเบียดกัน ยืนตัวติดกันเลยก็ว่าได้ หลังจากหมดเบียร์ไป 6 ขวด ผมก็เริ่มเมาบรรยากาศครับ และรู้สึกตัวเองผอมลงเหมือนทำซาวน่ามาเลยครับ 55555 แต่เวลายังไม่หมดครับ ช่วงเวลานั้นเกือบๆ ตีหนึ่ง มีเวลาอีกนิดหน่อย เราจึงไปต่อกันที่
Riverside น่าเสียดายครับ ที่เวลาเราน้อยมาก และเราไปดึกเกินกว่าจะเข้าไปเสพดนตรีดีๆ ได้ครับ แค่เดินไปฝั่งผับ ก็เข้าแทบจะไม่ได้แล้ว คนเยอะมากมาย ได้แค่ยืนริมๆ แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะเราไปก็ตีหนึ่งกว่าแล้ว และคงเสพได้ไม่เต็มทีเพราร้านใกล้จะปิดเต็มที หลังจากที่ร้านปิดเราก็ขับรถเล่นในตัวเมืองชมความสวยงามยามค่ำคืนของเชียงใหม่ครับ ดูเวลาแล้วก็ตกใจเพราะนี้เกือบตีสามแล้ว จึงได้เวลาที่เราจะพักผ่อนซักที
ต่อ 2 ที่ด้านบนครับ 17 June มันมาแล้ววว R8 สุดยอดกล้องคอมแพคพักนี้ยอมรับตามตรงไม่อ้อมค้อมว่าผมทำงานไม่ทันจริงๆ 55555 สินค้าที่เคยอยากได้ ที่ขอๆ ไปแล้วไม่เคยจะได้ ช่วงนี้เป็นอะไรหว่า ส่งมากันจัง เยอะแยะจนเขียนแทบไม่ทัน แต่สิ่งที่ผมรอมานานแสนนานก็คือ กล้อง Ricoh R8 ที่มีรูปทรงสุดแสนจะธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย แต่ทำไมผมอยากได้มานอนกอดจังเลย ราคาก็แพงแสนแพงจนหลายคนบอก ซื้อทำไมกล้องคอมแพคตัวเล็กๆ ราคาเป็นหมื่นๆ ความละเอียดก็ไม่โดดเด่น รูปทรงก็โบราณสุด มันดียังไง (ใจจริงอยากได้ Ricoh GR Digital มากกว่า รอบหน้าได้แน่ๆ) ในตอนแรกคิดไว้เล่นๆ ว่าจะพาเจ้า D80 ที่นอนเน่าอยู่บ้านไปเที่ยวสวนถ่ายรูป ไม่ได้ออกไปถ่ายรูปสนุกๆ นานมากแล้ว มีแต่ถ่ายเอาจริงเอาจัง…..วันเสาร์ หรือ วันอาทิตย์นี้จึงวางแผนไว้ แต่พอเจ้า R8 มามันจึงทำให้ผมไม่สามารถเปลี่ยนแผนที่วางไว้ได้ เพราะกล้องตัวนี้จะมาอยู่กับผมเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น ฉะนั้น เสาร์ หรือ อาทิตย์ นี้ต้องออกไปถ่ายรูป โดยเฉพาะดอกไม้ ที่แทบไม่เคยได้สัมผัสว่ามันสนุกแค่ไหน เพราะส่วนใหญ่รูปผมจะถ่ายอารมณ์ ถ่ายผู้คน และที่สำคัญถ่ายสาวๆ 555555 แต่ก็ยังไม่มีนางแบบไปด้วยซักที เลยได้แต่ถ่ายนางแบบในออฟฟิศ 5555 การทดสอบกล้องรุ่นนี้ก็คงจะเป็นโหมด Marco เนื่องจากกล้องรุ่นนี้มีเลนส์ที่แจ่มมาก เป็นช่วงที่น่าใช้ใน SLR คือ 28-200mm ซึ่งสำหรับผมมันครบแล้ว เพราะตอนนี้ผมใช้เลนส์แค่สองช่วงคือ 50mm และ 85mm พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว และรู้ว่าผมใช้เลนส์ช่วงหนักๆ ขนาดนี้ คงพอจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงบอกว่า มีไว้ถ่ายคนเท่านั้น….เพราะช่วงมันแคบแสนแคบ ไม่สามารถเก็บบรรยากาศได้เลย แต่สุดสัปดาห์นี้สนุกแน่ๆ แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว เรื่องกล้องยังไม่ตื่นเต้นเท่ากับเรื่องที่ผมพึ่งทำเสร็จไปเมื่อวานนี้ แต่คงบอกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ผมลุ้นว่า เมื่อไรมันจะเกิด…เพราะตอนนี้หลายอย่างยังไม่เรียบร้อย หลายวันที่ผ่านมา ผมมีอารมณ์แบบแปลกๆ มีภาพที่ติดตาและลืมมันไม่ได้ โอ้ยยย กูเป็นไรวะเนีย แต่ผมว่ามันดีแล้วละ ที่ผมมีอารมณ์แบบนี้บ้าง และไม่นานมันคงจะผ่านไป แต่ที่ผมอยากเข้าใจก็คือร้อยยิ้มนั้นมันมีความพิเศษกว่าคนอื่นๆ อย่างไร และทำไมมันทำให้ผมอยากรู้จักตัวเค้าให้มากกว่านี้ 16 June เนินนานผ่านมาเป็นเดือนพักนี้ชีวิตวุ่นวาย แต่สนุกดีกับการทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน ผมไม่ได้เขียนอะไรลง BLOG เป็นเดือนๆ จากปรกติ เขียนแทบทุกสัปดาห์ หลายสิ่งหลายอย่างผ่านไปรวดเร็ว จนลืมหันมองตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ตัวอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่ มันเพื่ออะไรและทำไมต้องทำ คืนวันเปลี่ยนไปรวดเร็ว ไม่มีอะไรหยุดยั้ง เส้นทางเดินสู่ชะตาชีวิตที่ถูกขีดเอาไว้ ด้วยตัวเราเอง หลากหลายความคิดผ่าน และจากออกไป รวมทั้ง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะยามมีความสุข เอ๊ะ….ช่วงนี้มองตัวเอง แล้วเกิดสงสัย ว่ากำลังเป็นอะไรอยู่ ทำไมถึงเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้ จนเพื่อนๆ ชักสงสัย ว่าทำไมอยู่ดีๆ หัวเราะ อยู่ดีๆ ยิ้มแบบไร้เหตุผล แถมยังไม่ค่อยฟังเพลง Jazz เหมือนที่ผ่านมา ผมกลับมานอนคิดอยู่นาน และสุดท้ายก็ได้คำตอบ ชีวิตผมมีแต่ความวุ่นวายจริงๆ จนตอนนี้ผมเริ่มปรับเปลี่ยนความวุ่นวายนั้นไปสู่ความสงบเหมือนที่เคยผ่านมา พักนี้เริ่มกลับไปเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร อยู่คนเดียวบ่อยๆ อย่าถามว่าเบื่อกับสิ่งที่เคยเป็นและจะกลับไปเป็นอย่างในอดีตที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างลำพัง ไม่สนใจโลกภายนอกแล้วหรอ? เปล่าเลยเพียงแค่อยากพักผ่อนบางเท่านั้นเอง บางครั้งความวุ่นวายมันทำให้ใจเกิดโลเล ทำให้ความคิดบางอย่างเปลี่ยนไป ผมเลยอยากกลับไปอยู่เงียบๆ เหมือนเดิม…..และใช้ชีวิตแบบสงบๆ ก็เพียงเท่านี้ที่ต้องการ ในช่วงเวลาที่ผ่านไปหนึ่งเดือน ผมยังใช้ชีวิตสนุกๆ อยู่เรื่อยไป ผมได้ทำสิ่งที่ผมอยากทำ ได้คิด ได้สร้างตัวหนังสือให้คนอ่านเหมือนปรกติ แต่จังหวะชีวิตในตอนนี้ก็มีเรื่องมากมาย ในต้นเดือนที่ผ่าน เรื่องที่ทำให้ผมร้อนใจ และเป็นทุกข์นิดหน่อยคงเป็น เหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนไม่หวังดีในออฟฟิศ หาวิธีแกล้งกันสารพัด จะทำทุกวิธีให้ผมออกไปจากหนทางที่เค้าต้องการเดิน แต่สุดท้ายได้พี่ใจดีคอยให้คำปรึกษา ตอนนี้เรื่องนี้จึงกลายเป็นแค่เรื่องกล้วยๆ ที่แค่แดกแล้วก็อิ่ม ในเรื่องส่วนตัว ตอนนี้ไม่มีอะไรนอกจากหัวเราะ และก็ยิ้มอย่างมีความสุขทุกวัน วันอาทิตย์ผมพึ่งไปทำบางอย่างมาก และผมก็รู้สึกประหลาดๆ บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าไว้จะมาเขียนใหม่ก็แล้วกัน วันนี้รีบไปธุระก่อน
สวัสดี |
|
|