Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    21 April

    เพียงพบหน้า

    ท่ามกลางความมืดในย่ามค่ำคืน ผมนอนไม่สามารถหลับตาลงและหยุดคิดถึงใครบางคน ถึงเวลาที่ผ่านมาแล้วหลายวัน บางสิ่งยังติดตราตรึงใจ ให้ผมคิดถึงรอยยิ้มและริมฝีปากอันดูอบอุ่น ทุกท่วงทำนองที่เราได้อยู่ใกล้ชิด พูดคุยแลกเปลี่ยนสิ่งที่เราเป็น มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเผ้าคิดถึงแต่คุณถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลกันกว่า 1,500 กิโลเมตร หัวใจผมเรียกร่ำร้องเสมอมา ตั้งแต่กลับมาใช้ชีวิตปรกติ ถึงจะรู้ดีว่าเราไม่มีโอกาสที่จะได้พบเจอกันอีกครั้งจากนี้ไป เมื่อผมหลับตาลง ผมจะพบคุณเสมอ ในความทรงจำ ในฝัน ในใจผมตลอดไป……..

    แด่ หญิงสาวสุดแสนธรรมดา ที่ผมหลงรักจนหมดหัวใจ ทุกนาทีที่ผ่านพ้นไปช่างมีความหมาย ถึงแม้จะรู้ว่ามิอาจพบเจอกันอีกครั้ง ดิ่งลึกลงในใจ ผมจะมีคุณเก็บไว้ที่เดิมเสมอ แต่ถ้ามีโอกาสได้พบเจอกันอีกครั้ง ตามฟ้ากำหนด ผมไม่ขอให้คุณจำผมได้ ผมไม่ขอให้คุณเดินมาทักทาย เพียงหันมายิ้มและเดินผ่านไปเท่านี้ก็สุขใจมากมาย ที่ได้เก็บคุณไว้ในความทรงจำที่สวยงาม

    MS-1 หลังจากผ่านชั่วโมงบินมาถึง 220 ชั่วโมง

    กลับมาถึงออฟฟิศด้วยความสดชื่น แต่ก็ยังมีหัวใจที่คิดถึงเมืองเหนือที่ไปเยือนมาอยู่ดี สิ่งหนึ่งที่เผ้ารอคอยอย่างยาวนานก็คือการ Burn-in หูฟังตัวเก่า ในร้างใหม่ เนื่องจากตัวเก่ามีปัญหาเสียงแตก จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ Burn-in ให้ได้ดีกว่าเดิม เริ่มตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ได้หูฟังมาใหม่ ด้วยการ Burn-in ทุกๆ เย็นจนถึงเช้า แล้วต่อด้วยการ Burn-in ที่ยาวนานข้ามสัปดาห์ เนื่องจากวันหยุดสงกรานต์ จึงทำให้สามารถ Burn-in ได้ต่อเนื่องยาวนานมากกว่าทุกครั้ง ด้วยเวลา 10 วันเต็มๆ นับตั้งแต่วันที่ไปจนถึงวันที่กลับมาเริ่มทำงาน

                เมื่อกลับถึงออฟฟิศระบบต่างๆ ที่เปิดใช้งานยังทำงานอยู่เหมือนเดิม การ Burn-in บอกรอบว่ามีการใช้งานไฟล์นี้ไปถึง 294 รอบ ซึ่งโดยปรกติแล้วจะใช้งานแค่เพียง 100 รอบเท่านั้น เสียงแรกที่ได้สัมผัส บอกถึงระยะเวลาที่ไดร์เวอร์ทำงานอย่างต่อเนื่อง ย่านสูง เช่นเสียงเครื่องทองเหลือง เครื่องเป่าบางชนิด เสียงบาดหูหายไปหมด เสียงเบสที่เคยบวมและมีขนาดใหญ่กว่าที่ต้องการ หายไป และให้เสียงเบสที่กว้างแต่ยังมีน้ำหนัก หลังจากที่ Burn-in เกินระยะเวลาที่กำหนดแล้ว สิ่งหนึ่งที่รู้สึกประทับใจหูฟังตัวนี้มากมายเหลือเกินคือเสียงในย่านกลาง ที่หูฟังแบบ in-ear ไม่สามารถให้ได้ (ในบางยี่ห้อ) แต่กลับกัน หูฟังแบบ in-ear บางตัวที่มีราคาสูง เช่นตัวที่พาไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกันอย่าง Sure E5C ก็ยังให้เสียงอย่างน่าประทับใจ สิ่งที่ E5C ทำให้ผมรู้สึกหลงรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น คือเสียงย่านกลางที่เด่นชัดมากที่สุด ให้รายละเอียดเสียงได้ครบถ้วน และมีเสียงในย่านต่ำไม่บวมใหญ่จนเกินไป ซึ่งเสียงเบสก็แล้วแต่คนจริงๆ เพราะแนวดนตรีที่ชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับผมชอบเสียงเครื่องเป่า ชอบเสียงร้องที่ชัดเจนสดใส แน่นอนที่สุดถ้ามีเบสเยอะๆ ก็คงจะไปรบกวนเสียงร้องและเสียงเครื่องเป่าอย่างมาก โดยเฉพาะเสียงในย่าน 250-500 Hz ผมจึงไม่ชอบเสียงเบสเยอะๆ โดยสรุปแล้ว สำหรับการ Burn-in ที่ยาวนานกว่า 200 ชั่วโมง ผมมั่นใจอย่างมากสำหรับคนที่บอกว่าการ Burn-in ไม่มีผลต่อหูฟัง หรือ มีผลน้อยมาก สำหรับผมเมื่อฟังแล้วกลับรู้สึกมันมีผลมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ได้รับ และรายละเอียดที่ตัวไดร์เวอร์แสดงออกมาอย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับ Run-in ของรถยนต์ ถ้าซื้อรถใหม่มาแล้วไม่นำออกไปวิ่งเพื่อให้เครื่องยนต์เข้าที่เข้าทางแล้วละก้อคงจะยากที่จะได้เห็นประสิทธิภาพแท้จริงของเครื่องยนต์

    12 April

    แมวอ้วนหนีเที่ยว เชียงใหม่ 3

    วันที่สอง ความเหน็ดเหนื่อยจากวันแรก ทำให้การนอนในคืนแรก มีความสุขที่สุด และตื่นสายสุดๆ เช่นกัน ตื่นมาวันนี้ 11.30 น และตามมาด้วยการไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาท ที่ร้านในซอยลึกลับสุดๆ หลังจากนั้นก็มาแวะพักที่ร้าน แล้วเตรียมข้าวของให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอล กล้องฟิล์ม และของสำคัญอื่นๆ ห่อใส่ซองแพคอย่างดีเพื่อไม่ให้น้ำเข้า

    กล้องดิจิตอล แน่นอนที่สุด วันนี้ Nikon ได้พิสูจน์อะไรบางอย่างกับผม ซึ่งทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่ากล้องจาก Nikon มีความทนทาน และประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าไม่ไปแข่งกับกล้องอย่าง Olympus ทีมีระบบกันน้ำ และ กันสั่นในตัว วันนี้ผมเอาที่พลาสติก ที่ไว้ห่อของกินเข้าไมโครเวฟ ห่อกล้องหลายชั้น แต่เหลือหน้าเลนส์ไว้ เพื่อให้สามารถโฟกัสได้

    ส่วนกล้องฟิล์มห่อบางเพราะต้องมีการกรอฟิล์ม และการปรับฃักเตอร์ให้เหมาะกับภาพที่จะถ่าย เนื่องจากใช้ฟิล์ม fuji 100 จึงทำให้ได้ค่าสปีตชักเตอร์ที่ช้า และต้องชดแสงเยอะๆ

    การเล่นน้ำวันนี้เป็นไปอย่างสนุกสนาน ม่วนอกม่วนใจแต้ๆ แต่ก็มีอุบัติเหตุจนได้ หลังจากที่ผมเมา และคิดว่าตัวผมเอง ตัวเล็ก กระโดดลงคูเมือง แน่นอนที่สุดมันลึก และผมขึ้นไม่ได้ เนื่องจาก มีแต่หินทั้งนั้นเลย ก็เลยต้องจำใจ ปีนขึ้น แถมโดนหินบาดเท้าอีก เซ็งจิตรกันไปเลย แต่ก็ฮาดี ในขณะเล่นน้ำวันนี้ ได้พบกลุ่มคนภาคใต้ และได้พูดคุยกัน ทำให้ผมคิดว่าทริปน่า ปัตตานีก็น่าไปเที่ยวใช้น้อย ถ้าไม่มีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่

    เมื่อจบการเล่นน้ำในเย็นวันนี้ ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง ผมได้กลับมาและเช็คว่ากล้องมีเสียหายตรงไหนหรือไม่ เรื่องที่น่าเสียใจที่สุด กล้องฟิล์มอาจจะเสียฟิล์มม้วนนี้ไป เพราะปัญหาแรกที่เจอตั้งแต่หัววันก็คือ ฟิล์มติดลาง จนต้องตัดฟิล์มทิ้งกลางแจ้ง พอฟิล์มเข้าที่เข้าทาง และน่าจะเป็นปรกติ ถุงดันขาดอีก ทำให้น้ำเข้าไปที่ตัวกล้องแบบชุ่มๆ เลย.......ก็ฮากันไป แต่พอเปิดกรอฟิล์มแล้วก็พบว่า ฟิล์มมีความชื้นเล็กน้อยเท่านั้น มันจึงน่าจะไม่มีปัญหาอะไร หวังว่านะ

    ส่วนกล้องดิจิตอลสุดที่รักของผม เมื่อกลับมาถึงที่พักแล้ว พอแกะดูทุกๆ อย่างก็พบน้ำเข้าเหมือนกัน เข้าไปถึงลำตัวของกล้องโดยตรง ซึ่งมีความชื้นพอสมควรเลยละ ถ้าถามว่าเปียกมากขนาดไหนก็คงบอกไปได้ว่า เปียกพอประมาณ น่าทึ่งและทำให้มั่นใจกับยี่ห้อนิคคอนมากขึ้น คือ มันเปียก แต่มันไม่พัง  พอแกะฟิลเตอร์มาเช็ดให้สะอาด เช็กที่ CCD เช็กที่กระจก ทุกอย่างปรกติ แล้วลองถ่ายรูปดู ภาพใส่เหมือนเดิม ผมรู้ละครับ คนรักที่จะสระสมกล้องคงเริ่มด่าผมว่า ทำไมต้องเอากล้องมา ทรมาน ไม่เข้าท่าแบบนี้ จริงๆ ผมคิดว่าการใช้งานอะไร ถ้าไม่สุดมันก็ไม่คุ้ม หลังจากที่เห็นกล้องเปียก จากการเอาไปเล่นน้ำสงกรานต์ ผมพบว่ามันใช้งานได้ปรกติ แต่ถึงจะอย่างไร ก็ต้องโยนลงถังข้างสารอยู่ดี เพราะเลนส์วันนี้ชุ่มน้ำทั้งวัน มันเลยทำให้ผมคิดว่ามันน่าจะมีลาขึ้นในอนาคต แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเลนส์ตัวนี้ขอใช้งานให้หนักๆ คุ้มเลยแล้วกัน พรุ่งนี้พาลุยน้ำอีกวัน แน่นอน

    เย็นวันนี้ไปกินอาหารญี่ปุ่นที่ร้านดังมา จำชื่อไม่ได้อีกแระ แต่อร่อยมาก สุดท้ายที่ออกมาพิมพ์เรื่องของวันนี้รวดเร็วมากนี้ก็เพราะว่า ไกด์นำทางผม สลบ จากพิษเบียร์ช้างอยู่

    สรุปวันนี้ ทั้งเมา และ มันส์  ผมก็ง่วงแระ สุดท้ายจริงๆ วันนี้น่าจะเป็นการพักผ่อน และงดเที่ยวในยามวิกาล เนื่องจากพรุ่งนี้จะตื่นเช้าๆ มาดูเค้าก่อเจดีตามวิถีแห่งคนล้านนา ถ้าตื่นทัน

    **พรุ่งนี้จะมีอะไรบ้าง แน่นอนที่สุด ถ้าตื่นเช้า พรุ่งนี้ เจอกันเลย ก่อเจดีทราย ตักบาตร และไปสวนสัตว์เพื่อดูหมีแพนด้าในช่วงเช้าๆ  ตกบ่าย หาอะไรแจ่มๆ กิน แล้วเมื่อแดดร่ม ลมเย็น ก็เจอกันที่คูเมือง เล่นน้ำสงกรานต์ และพากล้องไปลุยน้ำอีกรอบ

    แมวอ้วนหนีเที่ยว เมืองเชียงใหม่ 2

    หลังจากที่เดินทางกลับบ้านพี่ได้ อย่างปลอดภัย ผมค้นพบว่าคูเมืองของเชียงใหม่เป็นสี่เหลี่ยม เพราะผมขับรถวนอยู่หลายรอบ และแบ่งเมืองออกเป็นสี่ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนก็มีวิถีที่แตกต่างกัน เช่นแถวประตูท่าแพร่ จะออกแนวฝรั่งเที่ยวๆ หน่อย แต่บางมุมก็เป็นตลาด อะไรประมาณนี้ ผมตำชื่อแต่ละมุมไม่ได้ เพราะเมื่อวานนี้เที่ยวกระจาย จนจำไม่ได้ว่า ไปไหนมาบ้าง

    จะพยามเขียนๆ ไว้เพื่อเอาไปเขียนต่อ ในช่วงเช้า ผมมื้อแรกของวันนั้นคือเกาเหลาเลือดหมู ที่เค้าว่าอร่อย จำชื่อร้านไม่ได้ แต่ผมกินแล้วกลับไม่ค่อยรู้สึกอร่อยมากซักเท่าไร เพราะ….ผมว่าร้านบ้านแตกที่หน้าบ้านผมอร่อยกว่า พอกินจุดแรกเสร็จ ผมก็ขับรถเล่นวนอยู่แถวๆ บ้าน และพบว่าชาวเชียงใหม่ มีร้านไก่ทอด หมูยอทอด ปลาทอด พวกของทอดๆ มารวมๆ กัน ผมจึงลองแวะ ซื้อ กินดู ไก่ทอดชิ้นละ 5 บาท ปลาทอดชินละ 12 บาท แล้วก็หมูยอ ชิ้นละ 10 บาท พร้อมกับข้าวเหนียว 5 บาท ที่นี้ข้าวเหนียวเรียกว่า ข้างนึ่ง และให้เยอะจนน่ากลัว หลังจากพยามยืนกินอยู่นาน ก็จำใจต้องทิ้งไป เพราะกินไม่ไหว หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อพี่ชายผมตื่น เค้าก็พาไปเที่ยวมหาลัยเชียงใหม่ กินข้าวเที่ยวจานละ 12 บาท และตบตูดด้วยกาแฟ ร้านโสด ที่นั้นสาวๆ น่ารักอย่าบอกใคร น่าจะเป็นนักศึกษาที่เป็นเจ้าของร้าน มีแต่สาวเสริฟน่ารักๆ กาแฟก็อร่อยดี

    ต่อด้วยการเดินทางในช่วงเช้าวันแรก ที่เชียงใหม่ พี่ผมพาขับรถขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งใครมาเชียงใหม่ก็ต้องขึ้นไปสัมผัสดอยนี้กันทั้งนั้น เดี๋ยวมาเล่าต่อ

                    ช่วงบ่ายแก่ๆ ขึ้นดอยปุย และตบท้ายด้วย การไหลรถกลับลงมา สนุกมาก หมดวันไปกับดอยสุเทพ และเกือบได้กล้องเจ๊งก็ที่นี้เหละ เนื่องจากระหว่างทางเค้าเล่นน้ำกัน ผมไม่ทันได้มอง คิดว่าจะไม่มีคนเล่นน้ำหน้าวัด โดยสาดเต็มๆ แต่ดีที่ยกกล้องขึ้นทัน กล้องถ่ายรูปเปียกนิดหน่อย แต่ใช้การได้ปรกติ

                    ตกเย็นกลับบ้านอาบน้ำ หลังจากที่ไม่ได้อาบมาเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง ขึ้นดอยเหงื่อแตกซกๆ สรกปรกที่สุด แต่ก็ดีที่ทำให้รู้ว่าโคโรนที่ใช้ สามารถจริงๆ เพราะยังมีกลิ่นอยู่ แต่เสื้อผ้าเหม็นเหงื่อมาก ซึ่งก็คงเป็นเรื่องปรกติ เพราะใส่ชุดนี้เกิน 24 ชั่วโมง และเดินขึ้นบันไดดอยสุเทพ 300 กว่ากว้าง พร้อมอากาศที่ร้อนสุดๆ แบบว่าไหวพระไป เหงื่อแตกไป เพราะไหวกลางแดดจัดๆ ตอนเดินรอบโบสทองๆ ไม่รู้เรียกว่าอะไรบนวัดที่ดอยสุเทพ พื้นร้อนสุดฤทธิ์ถ้าไม่ได้ใส่ถุงเท้าไปด้วย สงใสว่าต้องมีตะแคงตีนเดินแน่เลยอะ แต่พระสงค์องค์หนึ่งที่คอยรดน้ำมนต์และผูกข้อมือ ผมรู้สึกดีกับท่านมากเลยอะ แบบว่าตอนสวด ผูกข้อมือผมแทบน้ำตาไหลอะ พอดีผมคิดอะไรบางอย่าง มันสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ไว้ค่อยกลับไปแล้ว เขียนเล่าให้ฟังพร้อมรูป

    อาบน้ำเสร็จ ได้เวลาออกเที่ยวในยามค่ำคืน เมื่อคืนนี้เริ่มต้นจากการ กินข้าวที่หน้ามหาลัย มช กับข้าวถูกมากก อร่อยด้วย ผมกินมะตะบะ ร้านหนึ่ง รดชาติเผ็ดเครื่องแกงถึงใจมาก ไม่เคยกินมาก่อน อร่อยสุดๆ ตามมาด้วยการเดินเช็คตลาดหนังสือตามแผงว่าร้านไหน ขายหนังสืออะไรบ้าง พอถามถึงหนังสือเล่มที่ผมทำอยู่ เค้าบอกขายได้เรื่อยๆ แทบทุกร้าน น่าดีใจจัง….สุดท้ายก่อนจะจากตลาดไป ก็แวะซื้อฟิล์ม Fuji 100 จริงๆ พยามหาฟิล์ม Lucky แต่ที่นี้คงหายาก จะถ่ายฟิล์มสไลด์ก็ขี้เกลียดหาที่ล้าง สุดท้ายต้องจำใจใช้ Fuji และเริ่มเที่ยวในที่แรก คือที่ North Gate เป็นผับที่คน ที่นี้คงรู้จักกันเป็นอย่างดี กับสไตล์ดนตรี standard jazz มี Fusion บ้าง ต่อด้วยการเสพดนตรีที่ River side และร้านสุดที่ แรปช่า หรืออะไรไม่รู้ ที่เป็นผับเร็กเก้ ไว้ค่อยมาเขียนต่อ

    เที่ยวเสร็จ ก็ตามด้วยการหาร้านอาหารอร่อยๆ กิน ร้านแรกที่ไป ข้าวมันไก่ นครศรีธรรมราช ตามมาด้วย ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิน อะไรเนียเหละ แต่ดังมาก สุดท้ายไปจบที่ร้านอาหารตามสั่ง แถวๆ ถนนวัวลาย และกลับบ้านนอนในที่สุด เที่ยวกระจาย จนจำแทบไม่ได้ว่าไปเที่ยวมาบ้าง ต้อขอเขียนไว้คิด ตอนเขียนเรื่องยาวต่อจากนี้

    สรุปวันแรกที่ไป ดอยสุเทพ สวนสมเด็จย่า ดอยปุย(เกือบถึง) หมาลัยเชียงใหม่ บึงอะไรไมรู้ แต่เค้าบอกว่าเป็นสถานที่ ที่สวยมากในตอนกลางคืน แต่ผมไปตอนแดดแรงๆ และไม่ได้กลับไปอีกเลย ถนนนิมมานเหมินท์ และอีกหลายๆ ที่

    สรุปของกิน ข้าวเหนียวคุณป้า ข้าวราคาประหยัดในมหาลัยเชียงใหม่ คาปูชิโนร้านโสด (สาวสวยมาก) มะนาวโซดา ร้านโสด ร้านกับข้าว บนดอยสุเทพ กะเพราหมูกรอบ (แม่งมีแต่ถัวฝักยาว ป้าคนขายใจดีมากกกน่ารักสุด) มนต์นมสด ข้าวแกงรถเวสป้า เบียร์ปั่น ขนมครกเชียงใหม่ ข้าวมันไก่นครศรีธรรมราช ก๋วยเตี๋ยวแพงๆ จำชื่อไม่ได้แระ และก็อาหารตามสั่งถนนวัวลาย

    11 April

    แมวอ้วนหนีเที่ยว เมืองเชียงใหม่ 1

    แรกเริ่มเดิมที เคยคิดอยู่นานว่าอยากจะมาเที่ยวเมืองเหนือซักครั้ง แต่โอกาสก็ไม่มาถึงซักที เนื่องจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องคน เรื่องที่พัก จึงทำให้ไม่ได้มาเที่ยวซักที แต่เมื่อคิดย้อนกลับไป การที่ไม่ได้มาซักมันเกิดจากตัวเรานี้น่า ที่ไม่ตัดสินใจที่จะมาเที่ยว เมืองเหนือทั้งๆ ที่น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสให้เร็วกว่านี้

    สงกรานต์ปีนี้ จึงได้ฤกษ์ที่จะมาเที่ยวซักที ด้วยความคิดที่ว่า แผนของเราคือไม่มีแผน ตามที่พี่ที่ผมสนิทมากคนหนึ่งพูดเป็นประจำ แผนการเดินทางในครั้งนี้ มีเพียงผมและหัวใจเท่านั้น ที่อยากจะพิสูจน์ว่าสาวๆ ภาคเหนือนั้น น่ารักเพียงได และ ดินแดนที่เค้าว่ากันว่า ทุกคนเป็นมิตร จะจริงแท้เพียงได เดี๋ยวได้ฮู้.....กัน

    การเดินทาง

    เริ่มจาก แผนของเราคือไม่มีแผนจึงทำให้ผมตัดสินใจช้าที่จะจองตั๋วร่วงหน้า และเมื่อโทรไปตามสายการบินต่างๆ ในวันที่อังคาร ที่ 8 ที่ผ่านมาก็ปรากฏว่า ทุกนั่งเต็มหมดแล้ว ตอนนั้นแน่นอนที่สุดละครับ ผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังคิดว่ามีหนทางการเดินทางอีกสองแบบ ซึ่งมันจะออกแนวลำบากนิดๆ

    วิธีที่ 1 คือการเดินทางโดย รถทัวร์ ที่จะต้องใช้เวลาอย่างต่ำประมาณ 10 ชั่วโมงจาก กทม เชียงใหม่ คิดแล้วมันก็นานใช้ได้ แต่มันก็น่าจะมีที่เหลือพอให้ผมบ้าง

    วิธีที่ 2 คือการเดินทางโดย รถไฟ แน่นอนที่สุดสำหรับวิธีนี้ สิ่งเป็นวิธีสุดท้ายจริงๆ โดยที่ ถ้าหากห้ามใจตัวเองไม่ไหว และ ใช้วิธีที่หนึ่งไม่ได้ วิธีที่สองนี้เหละ จะทำให้ผมได้มาเที่ยวเชียงใหม่ อย่างแน่แท้ แต่ รถไฟก็ขึ้นชื่อในด้านความแออัด และ สกปรก อยู่แล้ว จึงทำให้ มันเป็นวิธีที่ น่ากลัวที่ซูดดดเลย ล่าสุดยิ่งได้ข่าวมาว่า มีคนหลับบนรถไฟ แล้วโดยปลิงดูดเลือดที่อยู่ในเบาะเล่นงาน ซะเลือดท่วมตัวไปหมด แย่เลยครับ ถ้าผมโดนบ้างคงไม่สนุกแน่ๆ

                 แต่สุดท้ายแล้ว วิธีที่ได้รับการเลือกอย่างที่หลายคนคิดไว้ ก็คือ วิธีที่ 1 โดยการโดยสายรถทัวร์ ที่ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 10 ชั่วโมง และการเดินทางของผมก็เริ่มต้นขึ้นที่ ออฟฟิศ ในเย็นวันที่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่วุ่นวาย ยกเว้นแต่ตัวผม ที่ต้องถ่ายรูปสินค้าเต็มไปหมด  ผมได้ตระเตรียมตัวให้พร้อม กับเสื้อเพียง 2 ชุด กางเกงนอน 1 ตัว และ กางเกงขาสั่นอีก 1 ตัว ยัดใส่ถุงใบเล็กที่อัดแน่นด้วยเสื้อผ้า และ อุปกรณ์กล้องบางอย่าง นั่นคือสำภาระที่ 1

     ส่วนใบที่ 2 คือใบหลักที่จะพกติดตัวผมตลอดเวลา ในกระเป๋า แน่นอนที่สุด กล้องดิจิตอล 1 ตัว คู้กาย Nikon D80 แต่รอบนี้ผมไม่ได้นำแบตเตอรี่กิบติดไปด้วยเนื่องจากกลัวน้ำหนักของกระเป๋าจะมากเกินไป และเมื่อใส่ถุงกันน้ำแล้ว จะมีขนาดใหญ่ถ่ายลำบาก เลนส์ที่พกมารอบนี้ก็เช่นเดิม คือ AF 50 mm F1.8 ตัวเล็กๆ และ AF 85 F1.8 + HN-23 ซึ่งน้ำหนักโดยเฉลี่ย หลังจากที่เอาถุงใส่เสื้อผ้ามาผูกติดกับกระเป๋าแล้ว จะมีน้ำหนัก ประมาณ 2 กิโลกรัม ก็หนักเอาเรื่องเหมือนกัน ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ทีแบกมาด้วยก็มี iPod กับหูฟัง สายชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือและแบตกล้อง นี้คือข้าวของทั้งหมดที่แบกมา ไม่มากไม่น้อย แต่พยามลดของใช้แทบทุกอย่างออกไปเพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย และ ไม่ต้องเหนื่อยมกเกินไป

                    หลังจากที่เสร็จสิ้นงานที่ออฟฟิศในตอนเย็น และผมได้รับคอนเฟริมจากลูกค้าว่าสรุปเรื่องวันศุกร์ไม่ได้ ผมจึงเปลี่ยนเป่ามาที่การเดินทางในเย็นวันนั้นทันที พร้อมทั้งออกจากออฟฟิศแล้วเดินทางไปที่หมอชิด สิ่งที่เจอคือ คนจำนวนมหาศาลที่จะเดินทางในวันนี้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ผมคิดในระหว่างเดินทางไปที่นั่นคือ จะมีตั๋วเหลือให้ผมได้ไปเที่ยวที่เชียงใหม่ หรือเปล่า และจะมีราคาแพงกว่าปรกติ รวมทั้ง จะได้รถที่ห่วยขนาดไหน ซึ่ง หลังจากพยามเดินหาตั๋วได้ไม่นาน ก็เห็นมีบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ตะโกนเสียงดัง ว่า คนที่ต้องการไปเชียงใหม่ ทางนี้เลยค่า ทุกสายตาจับจ่องที่นั้น และเดินไปพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก รวมถึงผมด้วย แต่ผมกลับโชคดี ที่คนเรียก จูงมือผมไปที่เค้าเตอร์ และให้ซื้อตั๋วก่อนใครเพื่อนเลย คำถามแรกที่ถามคนขายก็คือ รถออกเมื่อไรเพราะผมกลัวมันจะออกตีสองตีสาม เนื่องจากเวลาที่ผมมานั้น เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม นิดๆ แต่คนขายตั๋วก็บอกอีกว่า อีก 45 นาที จะออกรถ น่าดีใจจริงๆ แต่ก็ต้องลุ้นต่อว่ารถจะแย่ซักแค่ไหน ทริปนี้ผมได้เพื่อนร่วมเดินทางเป็นเด็กศิลปกร ชื่อ รัก ที่เจอกันตอนซื้อตั๋วนั้นเหละแล้วได้เลขที่นั่งค้างเคียงกัน จึงทำให้เราพูดคุยกันตลอดการเดินทาง

                    ไม่นานนักหลังจากได้ตั๋วรถ เราเดินมาที่ ท่ารถ และยังดูบุหรี่ไม่ทันจะหมดมวล ก็ได้เวลาเดินทาง แต่ทางที่จะต้องเดินนั่นยังไม่ใช้จุดหมายที่เชียงใหม่ แต่เป็นชุดหมายที่รถโดยสาย ซึ่งเสียงดังโหวกเหวกโวยวายก็ดังมาจากที่ด้านหลังว่า คนถือตั๋วสีชมชู เดินไปด้านหน้า ตามป้ายสีเหลืยงไปเลยค่ะ!!!!” แถมท้ายด้วยคำออกแนวไล่ๆ ว่าไปสิค่ะ….ด้วย ผมก็คิดสนุก เพราะความรู้สึกว่านี้ไม่เหมือนการไปเที่ยว แต่เหมือนการออกค่ายลูกเสือเลย ที่ต้องเดินตามหัวหน้าหมู่ ไม่ให้แตกแถว เราใช้เวลาเดินไม่มากนักก็ถึงรถ และแล้วก็ขึ้นรถ ผมดีใจที่ได้นั่งหลังรถ ใกล้ห้องน้ำ เผื่อปวดขี้ ปวดเยี่ยว จะได้สะดวกหน่อย หลังจากนั่งไปซักพัก กำลังเคลิมไปกับแอร์ที่มีอุณหภูมิเย็นเจี๊ยบจับใจ เสียงดังจากหน้ารถ ว่า คนที่มีตั๋วสีชมพู ลงจากรถก่อนนะค่ะ ขึ้นรถผิดคัน อะไรวะเนีย……พอลงมาได้ ก็ต้องรอนานถึง 10 นาที นิดๆ จากที่คาดเดา และจึงได้ขึ้นรถคันใหม่ แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ในระหว่างที่ทุกคนขึ้นรถ ทุกอย่างมันวุ่นวายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นคุณป้าที่จะฟ้องรถทัวร์ เพราะทำตั๋วหาย และคิดว่าตัวเองจะไม่ได้ขึ้นรถ ซึ่งป้าแกก็วีนสุดฤทธิ์ มันเลยทำให้ผมคิด คนเหนือชักไม่น่ารัก อย่างที่คิดซะแล้ว แต่สุดท้าย ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 40 นาที กว่ารถจะออก เวลาในขณะนั้น ก็ประมาณ 4 ทุ่มเศษ  และเดินทางถึงเชียงใหม่ในเช้าตรู่เวลาประมาณ 6.30 น ของวันนี้

                    ตอนนี้ผมอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว แต่ยังไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหน ถ้าใครเห็นข้อความดังกล่าว แล้วอยู่ในละแวกใกล้เคียง ได้โปรดโทรหาผม และพาผมออกไปเที่ยวด้วยเถิด เนื่องจากคนที่เป็นไกด์ผมตอนนี้ เมาหลับไม่ได้สติ เค้าได้ให้รถมอไซ หนึ่งคันไว้กับผม และจากไปหลับอย่างมีความสุข ผมได้ลองขับรถเล่นในรอบๆ เมือง และสุดท้ายกลับไม่ถูก อะไรวะเนียยย แผนของเราคือไม่มีแผนผมเลยแวะที่ร้านเน็ต และพิมพ์เรื่องเหล่านี้ออกมาจากที่นี้ เชียงใหม่” และนี้คือ วันแรก ผมจะอยู่ที่นี้ ด้วยเสื้อเพียงสองตัว รวมตัวที่ใส่เป็นสาม กับเวลา 5 วัน คือ 11 - 15 และหวังว่าทุกๆ วันจะมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง

     

    ตอนนี้ ผมต้องหาวิธี กลับไปบ้านเพื่อนก่อน บ๊ะบายย