| Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists | Help |
|
30 March แท็คซี่เมื่อความเมาเข้าครอบงำจิตใจ สมองสั่งงานให้เดินตรง แต่ร้างกายไม่สารมารถทำได้ ความคิดกว้างไกล เกินกว่าจิตนาการจะเติมแต่ง ให้เข้าใจถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เมื่อผมเมาใบหญ้า แสนซน ตกเย็นเสาร์ ผมเดินทางไปคุยเรื่องการกับพี่ soundengineer เรื่องการแทนที่ ในวันที่พี่เค้าหยุดพักผ่อน โดยมีเงิน 15,000 บาท เป็นสินน้ำใจ ผมตอบตกลงรับงาน แต่มีข้อแม้ว่าขอดูข้าวของอุปรกณ์ที่ใช้งานก่อน เพื่อเตรียมตัวกับสิ่งที่จะต้องเจอ หลังจากตกลงเป็นที่เรียบร้อย....พี่ช่า นั่งคุยกับผมต่อ และชักชวนให้ไปที่บ้านพักของเพื่อนรุ่นน้อง เพื่อทำบางอย่าง ผมตกลงทันที เพราะรู้ว่าบางอย่างที่รอผมอยู่ มันคือสิ่งที่ผมต้องการ และไม่ได้เจอกันนาน เหมือนเพื่อนสนิทคนเก่า ที่คิดถึงเสมอ เราเดินทางจากจุดเริ่ม โดยใช้เวลาราวๆ 45 นาที มันไกลกว่าที่ผมคิดไว้ แต่เมื่อถึงแล้ว ทุกอย่างไม่น่าเป็นที่ผิดหวัง.....ทุกๆ อย่างที่เคยคิดไว้ มันเตรียมพร้อมไว้แล้ว ผมเสพ หัวเราะ และหน้าซีด เพราะความมึนเมา จากการที่ไม่ได้พบเพื่อนเก่าเนินนาน ทุกอย่างย้อนกลับ มาเหมือนภาพหลอน ผมเริ่มเห็นภาพที่ผมอยากเห็น และหัวแล่นสู่ความไม่เป็นจริง ทุกๆ อย่างที่มองเห็นเหมือน ฝัน ด้วยภาพเบลอ และสีที่ผิดเพี้ยน นี้ผมอยู่ ณ ที่ไดบนโลกใบนี้ ถ้าไม่ใช้โลกส่วนตัว ของผมเอง ได้เวลาเดินทางกลับบ้าน พร้อมกับความเมา ขากลับ พี่ช่า พยามจะมาส่งผมให้ถึงบ้าน แต่ด้วยความเกรงใจ ผมจึงบอกไปว่าไม่เป็นไร และจะกลับบ้านด้วย แท็คซี่แทน พี่ช่าส่งผมแถวปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ในขณะนั้นเวลาประมาณตีสามนิดๆ ความเมาของผม....มันมากมาย เมื่อล่ำลา และพี่ขับรถจากไป ผมอวก....และเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อ...เรียกรถกลับบ้าน แต่คอของผมแห้งจนแทบจะพูดอะไรไม่ออก จึงได้เดินเข้า lotus express แถวๆ นั้นเพื่อหาน้ำกิน โลกส่วนตัวเล่นงาน เหมือนผมเป็นเพียงคนที่ไม่มีตัวตน ผมเดินไปหยิบน้ำมะนาว เย็นฉ่ำจากตู้แช่....ผมรู้ตัวว่าแทบรอไม่ไหว ที่จะได้ลิ้มรส เปรี่ยวจีด แต่หวานซ้อนข้างใน และความเย็นฉ่ำที่จะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาซักนิด ผมหยิบได้ เปิดขวดทันที และดื่มกินเหมือนกับ ผมไม่ได้กินน้ำมาเป็นสัปดาห์ มันอร่อยเหลือเกิน แต่ท้องใส้ผมก็ปั่นป่วนใช้ได้ ผมเดินต่อมาที่เค้าเตอร์เก็บเงิน และพบว่าพนักงานทุกคน ไม่สนใจผมเลย เหมือนกันผมเป็นคนไร้ตัวตน ผมยืนรอด้วยใจหวังว่าเค้าจะเดินมาคิดเงินผมเร็วๆ ก่อนที่ผมจะอวกใสร้านเค้า...รอแล้ว รออีก เหมือนกับเวลาช้าจนผมแทบทนไม่ไหว ผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนนักเที่ยวเดินเข้ามา อ่านหนังสือดาราที่ชั้นวาง และมองผม ผมยิ้มให้ เค้ายิ้มให้ แล้วผมพูดว่า น้ำนี้อร่อยดีจัง ลองกินไหม? ผู้หญิงคนนั้นยิ้มและ พยามใช้หางตามอง เพราะกลัวผมทำร้าย แน่นอนที่สุดใครๆ ที่เห็นผมในขณะนั้นก็ต้องรู้ว่า ผมโคตรเมา สุดท้าย ผมรอจนทนไม่ไหว ผมหยิบกระเป๋าตังค์และเอาแบ๊ง 20 วางลงบนเค้าเตอร์คิดเงิน พร้อมเดินจากออกมาจากที่นั้นทันที ยามถามว่าจายเงินหรือยัง.....ผมถามกลับไปว่ามีคนคิดเงินด้วยหรอ? ในที่สุดก็มีพนักงานพร้อมที่จะคิดเงิน ผมบอกเค้าไปว่าเงินอยู่บนเค้าเตอร์ เค้าบอกต้องสแต๊มขวดก่อน ผมกินจนหมด และโยนขวดให้ แล้วเดินจากไป พร้อมกับความเมา แน่นอนที่สุด พนักงานก็คงหมั่นใส้ และอยากจะตืบผมใจจะขนาด แต่ถ้าเค้าตืบผม ผมก็คงสู้ไม่ได้หรอกเพราะเมาขนาดนั้น สิ่งที่สำคัญมากก็คือ พนักงานกวนตีนมาก ให้ผมรอเกือบ 10 นาที เพื่อจ่ายเงิน...สมควรแล้วหรอวะ.... เดินออกจากโลตัส เพื่อเรียกแท๊กซี่ อาการเมาของผมไม่ได้ดีขึ้นเลยซักนิด เมื่อยืนรอซักพัก ท้องใส้ปั่นป่วนเหมือนทะเลที่มีพายุเข้าโหม..อยากรุ่นแรง ผมยืนตัวปลิว กับลมพัดแรง รถคันแล้วคันเล่า แล่นผ่านผมไป แต่ผมกลับเห็นมันเป็นเรือที่เจอพายุและต้องรีบหนีเหมือนกัน เมื่อมีเรือลำหนึ่งจอดเทียบท่า และถามผมว่าจะไปไหน.....ผมตอบว่ากลับบ้านพี่ และบอกจุดหมายไป ผมขอเค้าเปิดหน้าต่างเพราะผมกำลังจะอวก พี่คนขับไม่ปฏิเสธเพราะเค้าห่วงรถเค้า ซึ่งรถที่ผมนั่ง มีทะเบียนว่า ท.น, ขึ้นต้น และตามด้วยเลขอะไรไม่ทราบไม่สามารถจดจำ ซึ่งเป็นรถที่เก่ามากกกกถึง มากที่สุด แต่มันเจ๋งมันเจ๋งมาก เพราะความเก่า จึงทำให้รถน่าสนใจ ผมนั่งตัวจมลงกับเบาะหนังฟอก มันนิ่ม จนทำให้ผมรู้สึกถึงฝุ่นที่มาจับตัวผม และความสรกปรกภายในรถ พี่เค้าขับช้า พร้อมกับการฟังรายการวิทยุ รางงานผลบอล และพี่เค้ามีอาการดีใจทุกๆ ครั้งที่มีการทำประตู ผมเปิดปากถามว่า ทำไมพี่มาขับรถแท็คซี่ละ.......พี่เค้าเล่าให้ฟัง และผมพึ่งรู้ว่า กำลังนังรถอยู่กับผี เค้าเล่าให้ฟังถึงช่วงชีวิตที่มีความ ร่ำรวย แต่สุดท้ายชีวิตก็คือชีวิต ทุกอย่างที่มีไม่อยู่อย่างจีรังยั่งยืน ถึงแม้ชีวิตเราจะแสนสั้น พี่เล่าให้ฟังถึงความเป็นมา ว่าเคยค้าขายไม้ และมีเงินมากมาย แต่สุดท้ายเมื่อมรสุมเศฐษกิจ ในปี 2526 จึงทำพี่เค้าต้องขายทุกๆ อย่างเพื่อใช้หนี้ธนาคาร และ เมื่อทุกๆ อย่างเหมือนจะดี พี่เค้ากลับมาใหม่ด้วยการเปิดเต้นท์ขายรถมือสอง ด้วยการกู้เงิน และสุดท้ายในปี 2540 ฟองสบู่แตก ทำให้พี่เค้าต้องโดยฟ้องลมละลายอีกครั้ง....สุดท้ายก็มาลงทุนกับการขับรถแท็คซี่หลังจากนั้นเรื่อยมา และเค้ายังเล่าถึงประวัติของรถคันที่ผมนั่งให้ฟังอีก ว่ารถคันนี้พี่เค้าซื้อมาได้ราวๆ 10 ปีแล้ว (อย่างต่ำ) ประตูที่น้องกำลังพิงอยู่ มันปิดไม่ค่อยแน่นอีกด้วย ระวังตกนะน้อง เค้าเปิดใจเล่าให้ฟังถึงการเป็นอยู่ แบบรถเก่า ซึ่งมันลำบากมาก เพราะแท็คซี่รุ่นใหม่ๆ มากมาย เค้าพูดว่า "คนไม่อยากขึ้นรถเก่าหรอก....ใช้ไหมน้อง" ผมไม่ตอบเพราะผมเมามาก พี่เค้ายังเล่าให้ฟังว่าบางวัน ต้องเช็ดอวก จากพวกคนเมาๆ วันละหลายๆ รอบ เพื่อแลกกับการไปส่งผู้โดยสารและได้เงิน เนื่องจากแท็คซี่ใหม่ๆ จะไม่ค่อยรับคนเมาหรอก แต่คันเก่าๆ รับหมด เพราะคนไม่เมา ไม่ค่อยอยากขึ้น เมื่อผมถามไปต่อว่า พี่ไม่อยากได้รถใหม่บ้างหรอ....เค้าตอบผมว่า เค้าเคยเช่าอยู่พักหนึ่งแล้ว แต่รถใหม่มีค่าเช้าสูง และ มีจำนวนมากในท้องถนน เลยทำให้หากินลำบากอยู่ สู้ขับรถเก่าๆ รับคนเมาดีกว่า ผมแปลกใจกับคำตอบ แต่ก็เอาน่า พี่เค้ายังดีที่ให้ผมขึ้นรถมา แต่ข้อสงใสของผมก็คือ คนเคยมีแล้ว จะมีซักกี่คนที่ไม่อยากจะมีใหม่อีกครั้ง ผมถามพี่เค้าว่าไม่คิดจะสร้างอะไรอีกแล้วหรอ จะอยู่แบบนี้ไปจนตายเลยหรือเปล่า พี่เค้าตอบผมว่า ทุกๆ อย่างที่เคยมีเสียไปหมดแล้ว เวลานี้ได้แค่อยู่เฉยๆ และไม่ขยับตัวไปไหน เค้าเหนื่อยจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และพาระความรับผิดชอบ จึงทำให้เค้าไม่อยากคิดสิ่งไดอีกเลย คุยกันยังไม่ทันจบ โทรศัพท์ สายหนึ่งของพี่เค้าโทรมา พี่เค้าเรียกคนนี้ว่าเฮีย ผมจับใจความได้ว่า เดี๋ยวจ่ายให้ ขอแทงอีกคู้แล้วกัน ชัดแล้วครับ พี่เค้าเป็นผีพนัน ผมหมดคำถามกับรถเก่าๆ กับความเป็นอยู่ทันที ไม่ต้องมีเหตุผลไดอีกแล้ว เพราะการพนันทำให้พี่หมดตัว ไม่แปลกใจเลยที่ต้องมาเช็ดอวกบนรถทุกๆ วัน ที่จริงแล้วผมนั่งคุยอยู่กับผีตนหนึ่งเท่านั้นเอง หลังจากนั้นตลอดเส้นทาง ผมนั่งเงียบและชมกับรถที่ผ่านไป พร้อมกับลมแรงจากบานกระจกที่ถูกเปิดออก ยิ่งนึ่งไกลเท่าไร ผมยิ่งรู้สึกถึงฝุ่นที่เกาะตามตัวผม สุดท้ายในคืนนั้น เมื่อถึงบ้าน เปิดประตูได้....โดดลงบนเตียง และผมเลือกเพลงของ Miles Davis ที่เล่นใน Newport ปี 1958 มาฟังเพราะนี้คืออัลบั้มโปรดที่สุดของผม สำหรับ Miles Davis 27 March มาลองดูความจริงรู้สึกนานมากกับเรื่องที่กำลังจะเขียนลงไป ทุกๆ ถ้อยคำ มันบอกถึงความสถุลของสายพันธุ์ คนอยากเกิด ผมไม่รู้สึกอะไร เพราะรู้ตัวดีว่าที่มีอยู่ มันไม่มากมาย แต่ ไม่ได้น้อยไปกว่าใครคนอื่น ถึงแม้เส้นทางเดินที่ผ่านมาจะได้เสียวบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยทำอะไรเสียหาย และน่าเกลียด เดินเข้าออฟฟิศมาตอนเที่ยงแก่ๆ หลายคนออกไปกินข้าว หายไปกว่าครึ่ง เมื่อผมมาถึง ก็เลยเอาบ้างลงไปหาอะไรกิน ก่อนที่จะขึ้นมาทำงานต่ออีกนิด เพราะงานที่ผมต้องรับผิดชอบ ผมจัดการเรียบร้อยไปหมดแล้ว เลยทำให้วันนี้ว่าง และสุดแสนจะสบายๆ ตกเย็น………เข้าประชุมกัน โดยที่ไม่มีผม เห็นทุกคนเดินออกไปแบบเงียบๆ ผมนอนฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ด้วยหูฟัง มองไป อ่าวพวกทีมทำหนังสือหายหมดเลย ไปไหนกันวะ…….ช่างแม่งงไม่เกี่ยวกับกู และก็นั่งฟังเพลงต่อ นานเข้า นานเข้า ไม่คิดสงใสอะไรมาก่อน พอเดินไปเยี่ยวแค่นั้นเหละ เห็นนั่งประชุมกันอยู่ ได้เลยยย ครับ ถ้าจะบอกว่าเรียกผม แล้วผมไม่ได้ยินยังดีซะ การที่ไม่เรียกเข้าประชุมด้วย นี้ตกลงว่าผมทำงานกับพวกคุณหรือเปล่า? ….อย่าคิดแบบนั้น มองในแง่ดี ก็คือ ว่าเค้ากลัวผมเหนื่อย ได้เลยยอมคิดแบบคนโง่ก็ได้สบายใจดี เดินลงไปข้างล้างดูดหรีเสร็จเรียบร้อย กำลังจะเดินเข้ามาทำงานต่อ เหลือทีมทำหนังสืออยู่ สองคน admin และ บก และทีมทำเว็บอดีตคนเคยทำหนังสืออีกหนึ่งคน ทาง admin กวักมือเรียก….ผมเปิดประตูเข้าไป และถามว่า “ต้องเข้าไหม” บก บอก “ไม่ต้องเข้าแถม ไล่ (ไป ไป อีก)” อ่าวหรอ….ตกลงว่าจะตัดสินใจทุกอย่างเองใช้ไหม กูไม่ต้องตัดสินใจ เพราะกูไม่ใช้ บก แล้วหรอวะ อ่าวแล้วกูมาเขียนหนังสือทำซ้นตีนอะไร ผมเดินออกมา ฝ่ายผลิตมองหน้า และถามว่าไม่เข้าประชุมเหระ……ผมตอบไปว่า ไม่เห็นมีใครเรียกเลยไม่เข้า เค้าบอกให้ผมไปเข้าประชุม แต่ผมบอกกลับไปว่า ถ้าไม่เรียกผมก็ไม่เข้า จะทำอะไรกันก็ทำไปเลย ความคิดของผมตอนนั้นแน่นอนละครับ รู้สึกแย่สุดๆ ทำงานกันแบบนี้ไม่ทำซะดีกว่า เกลียดสุดฤทธิ์ พอเรื่องนี้เกิดขึ้นมันเลยทำให้ผมคิดกลับไปเรื่องตอนเช้า ที่ บก ถามว่าผมหายไปไหน…..อยากจะด่าจากใจนักเลงของผมเอง ว่า ไอ้ควย มึงรู้ไหมว่ากูกลับบ้าน 6 โมงเช้าเพราะทำงาน แล้วจะให้กูมาตรงเวลาทำเหี้ยอะไรวะ……อีกอย่างที่สำคัญมากที่สุด กูมาทำงานสาย กูโดนหักเงิน……ไม่ได้หักเงินมึงด้วย เงินของกู กูจะทำอะไรอย่างมาเสือกกก!!!!! ความรู้สึกของผมคือ ผมไม่ใช้ลูกน้องของใคร เพราะเราทำงานเท่ากัน ไม่มีพี่มีน้อง ถึงแม้วัยวุฒิผมจะน้อยกว่า แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่กูต้องเป็น ลูกน้อง ของใคร อยากจะถามกลับไปว่า พี่มาทำงาน เข้างานตรงเวลา เลิกงานตรงเวลา ไม่เคยช่วยงานกิจกรรมไดๆ แล้วพอถึงเวลาแบบนี้จะมาถามถึงผม ว่าผมหายหัวไปไหนทำไม สมองมีหรือเปล่าวะเฮ้ย…..แล้วอยากจะรู้นักว่าเคยพูดอะไรแล้วทำซักครั้งไหม เห็นแม่งผีตลอด จนผมเริ่มสงใส ว่าใจของพี่ซื้อได้ด้วยเงินใช้ไหม….ได้โปรดอย่าตอบ เพราะรู้ว่าแม่งถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่รู้สึกน้อยใจ แต่เจ็บใจมากกว่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น เอาละ ไหนๆ ก็เหี้ยแล้ว ผมก็คงต้องขอเหี้ยให้สุด จากการมองเห็นในตอนนี้ เรื่องมาสาย พี่เค้าคงยกขึ้นมามาบ่นกับผมอีกทีแน่นอน ผมเตรียมคำตอบ ไว้เรียบร้อยแล้ว….ผมคงจะบอกว่า ถ้ารับไม่ได้ ไปบอกพี่คนที่มีอำนาจแล้วไล่ผมออกซะ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เงียบไป อย่ามาพูดให้ระคายเคืองแก้วหูใสๆ ของผมอีก คิดว่ากูง้อมึงหรือไง??? เรื่องงานมีอะไรคุยกันตรงๆ ถ้าจะให้พี่เป็นหัวหน้าผม ผมไม่ยอมรับ อยากสั่งอะไร ก็สั่งไป ผมก็แค่ไม่ทำ เสียใจด้วยที่เลือกคนผิด เพราะพี่คงไม่รู้ว่าผมเป็นโรค ติ๊ดแดก ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง สาเหตุที่ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง เพราะผมมีสมองไว้สั่งตัวเอง มีแนวทางแน่ชัดในการเดิน ไม่มามัวหลงๆ มึนๆ แล้วก็ใช้ชีวิตแบบไร้จุดมุ่งหมาย อีกอย่างถ้าอยากเกิดจนใจจะขาด มันห้ามไม่ได้หรอก เพราะทุกคนก็อยากมีเส้นทางที่เติบโตในสายอาชีพของตนเองทั้งนั้น แต่จงอย่าสั่ง อยากพูดสิ่งที่ไม่รู้แน่ชัด เพราะผมจะรู้สึกเกลียดพี่ในทุกๆ ครั้งที่ทำแบบนี้ แต่ถ้าทนแสดงพลังไม่ไหว ก็มาลองดู รับลองว่า สนุกกันแน่นอน 24 March เฮงในที่สุด ทุกอย่างที่เคยสงใส มันหมดแล้ว....หมดทุกอย่าง แต่มันไม่ใช้สิ่งสำคัญมากนักเพราะมันไม่อาจจะทำให้ผมจบชีวิต ลงได้ มันเป็นแค่เพียวความต้องการอะไร จากใครซักคน เป็นเพียงความรู้สึกที่ไม่ได้รับมายาวนาน และผมเริ่มต้องการมันอีกครั้ง กับใครบางคน แต่สุดท้ายแล้ว....ความต้องการนั้นหายไปในที่สุด หลงเหลือไว้เพียงความทรงจำที่ จะเก็บมาคิดซักกี่ร้อยกี่พันครั้งมันก็ทำให้ผมมีความสุข รอดตัวไปอีกหนึ่งครั้ง เรื่องเฮงๆ ที่ผ่านพ้นไป ในหน้า Blog ที่แล้ว ผมทำสินค้าที่สงมาทดสอบเจ๊งไปหนึ่งตัว แต่ทุกอย่างที่ผมกลัวๆ และลนลานไปรับงานจนทำให้ไม่มีเวลาแม้แต่ ถอดหายใจ มันได้จบลง ตรงที่ผมไม่ต้องควักเนื้อจายไป แต่สิ่งที่ทุกคนทำให้ผม ผมจะตอบแทนด้วยการเลียงแทนแล้วกัน 5555 ขอบคุณมากกกกก และมากที่สุด หลังจากที่จบเรื่องนี้ได้ผมสบายใจสุดๆ แต่เรื่องเฮงๆก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น และมันทำให้ผมรู้ว่า การมอบบางสิ่งให้ใครบางคนโดยไม่หวังอะไรเลย มันเจ๋งขนาดไหน เคยคิดว่าการหยิบยื่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่การหยิบยื่นนั้นจะต้องไม่ทำให้เราเดือดร้อน ซึ่งหลายครั้งผมช่วยจนผมต้องเดือดร้อน และคนที่ได้รับความช่วยเหลือไม่เคยรู้เลยว่าผมต้องโดยอะไรบ้าง จนสุดท้าย เมื่อวันที่ผมต้องการความช่วยเหลือจริงๆ มาถึงอย่าไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน ความเฮงเกิดจากเพื่อนเลิฟ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ตอนตีสอง ทั้งๆที่เหนื่อยและอยากนอน แต่ก็แปลกใจที่ทำไมอยู่ๆ โทรมาตอนนี้วะ ??? ผมตื่นนอนและรับโทรศัพท์ตอนตีสองของคืนวันพุธ อากาศร้อนๆในตอนกลางวัน มันมีผลต่อการทำงานในตอนกลางคืน สำหรับผม เหมือนกับการใช้พลังงานเพื่อสู้กับความร้อนในตอนเช้า พอตอนกลางคืนก็เลยหมดเรียวแรง และอยากที่จะนอนมากกว่าทำงาน เพื่อนผมโทรมาเล่าให้ฟังถึงเหตุผล สำหรับการถอด HDD เพื่อไปถ่ายโอนข้อมูลงานบางอย่าง ที่มันดันอยู่ใน HDD ลูกที่ผมทำงาน เหตุเกิดจากความง่วงมันจึงทำให้ผมตัดสินใจได้ ห่วยแตก ที่สุดในชีวิต ผมบอกให้รุ่นน้องที่ทำงานด้วยกันเป็นประจำ ไปถอด HDD ออกจากเครื่องผมและรีบเอากลับมาคืนในวัน พฤหัส.......เพื่อนเลิฟบอก "ขอบคุณ และจะรีบเอากลับมาคืนให้ในเช้าวันพฤหัส เพื่อประกอบให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน" นอนหลับฝันอย่างสบายฤทัย ไม่นานนัก ฝันดีๆในยามค่ำคืนกลายเป็น ฝันร้ายที่สุดในต้นฤดูร้อนของตัวผม หัวใจที่ว้าวุ่นกับงานในวันศุกร์ ผมตื่นเต้นแต่ไม่แสดงออก เพื่อไม่ให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกเกรง และผมทำฮาๆ เพื่อให้ทุกคนผ่อนคลาย แต่ผมหัวใจจะวายตอนไหนไม่มีใครทราบ ราวๆบ่ายโมงนิดๆของวันพฤหัส......หลังจากที่กินข้าวได้ไม่นาน โทรศัพท์ดัง เป็นเสียงที่คุ้นเคยบอกรายงานว่า เอา HDD มาคืนให้แล้ว เดี๋ยวจัดการต่อไว้ให้ และจะออกไป ดูเหมือนวันนี้จะผ่านไปได้ด้วยดีอีกวัน แต่มันกลับตรงกันข้าม หลังจากนั่งเผ้าบูทอย่างสบายอารมณ์ไม่นาน โทรศัพท์จากคนคุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง ในใจยังคิดว่าคงรายงานว่าทำงานเสร็จเรียบร้อย พร้อมใช้งาน แต่ที่ไหนได้ละ....มันบอกบูทไม่ขึ้น ไอ้ผมก็ใจดีสู้เสือ ทั้งๆที่ตอนนี้อยากจะเดินออกจากที่นั้น และไปดูให้เห็นกับตาว่ามันเป็นอะไรวะ ผมโทรเรียกไอ้โตให้เข้าไปดู อาการให้หน่อย เกรงใจสุดฤทธิ์ แต่วันนี้ต้องทำเพื่อความอยู่รอด สายที่สามที่ได้รับ น้ำตาที่ไม่ได้มีไว้เสียให้กับสาวๆซักที เก็บไว้มานาน เสียให้แต่กับหนัง วันนี้เสียให้กับคอมซักหน่อยแระกัน.......ไอ้โต บอก "HDD เป็น BADDDDDDDDD” ตอนที่ได้ฟังถึงกับลมจับ เข่าอ่อน แขนไร้เรียวแรง ยังกับในหนังน้ำเน่า ประมาณฉากที่นางเอกเห็นพระเอกควงกับอีตัวร้าย และอยากจะไปวีนให้สุดฤทธิ์แต่ไม่สามารถทำได้ ทำได้แค่เพียงเลียแผลใจตัวเองอย่างเงียบๆ (ชีวิตจริงใครวะเนีย 55555) ผมเดินไป 7-11 ในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฝ่าคนเป็นร้อย ที่เดินยุบยับเต็มไปหมด ยังกะคอมที่แม้งขายมันแจกฟรี เพื่อจะไปซิ้อบุหรีมาดูซักตัว ขาก็อ่อน เหงือก็แตก เพราะไอ้ HDD ลูกนั้นมันงานกูล้วนๆ ถ้ามันพังจริงๆก็คงได้ถึงการอวสานของความเหน็ดเหนื่อย และเงินทองที่จะได้รับ เพราะว่าคงไม่มีใครอยากจ้างคนที่ทำงานหายที่หนึ่ง 5 งานพร้อมกันจริงบ่ ได้บุหรีมาดูด กับหน้าซีดยังกับคนตายห่าไปชาติที่แล้ว แล้วก็ยังจะตายห่าอีกรอบในชาตินี้ หัวใจทำงานหนัง จากนิโคติน แต่สมองกลับทำงานหนักกว่า ด้วยต้องคิดหาถ้อยคำที่ดีและสวยงามเพื่อ บอกกับพี่ โย ว่า.....งานพี่ชิบหายเพราะผมนะครับพี่ คิดถึงหน้าพี่โย แล้วยิ่งทำให้ กระแสเลือดสูบฉีด พร้อมกับความอยากจะลงไปดิ้นๆตรงนั้นเลย อยากกรี๊ดดดดดดดดดดด อยากจะตอยยยยเพื่อน....อยากไร้เหตุและไร้ผล หยิบบุหรีตัวที่จุดดูด พ้นควัญให้สบายใจขึ้น แต่กลับไม่เลย จริงอย่างว่าที่การสูบหรี ที่จริงมันไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้น ยังไม่ดูดหมด......เพื่อนโทรมาบอกอีกที ว่าให้ทำใจ.....สุดท้ายเดินกลับบูทกับหน้าซีดๆ แต่พยามทำตัวสนุกๆ เพื่อไม่ให้ใครรู้ ตกเย็นพยามนั่งนิ่งๆและไม่คุยกับใคร เพราะรู้ว่าตอนนี้เหละ ชั่วโมงสำคัญ แอบดีใจเล็กที่เก็บได้เวลากลับ แต่เย็นวันนั้น มีคนในเว็บบอร์ดมา พี่ก็ชวนไปกินข้าวพร้อมกับคำพูดแซวตลอดทั้งทาง เค้าบอกว่า "จะพังวันนี้หรือวันหน้ามันก็ไม่ต่างกันหรอก" โฮฮฮฮ้ยยยยย BADDDDDDDDDDDDDDDDDDDD เมาดีกว่าเว้ยยยยย วันนั้นก็เลยไปกินเหล้าซักหน่อย พยามที่จะไม่นึกถึงมัน แต่ในที่สุด สายโทรศัพท์ก็ดังจากเพื่อน ถามไถ่ข่าวคราว และสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คนทำหายหัวไปไหน ไม่มีใครทราบ ไม่โทรมาถามด้วย เลิฟ เลิฟ เลิฟ มึงจริงๆ (ความคิดในตอนนั้น) สุดท้ายในคืนนั้นนั่งกินกันจนได้เวลา ตีหนึ่งนิดๆ แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ผมมุ่งตรงที่ที่ออฟฟิศ เพื่อดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีอะไรที่พอจะแก้ไขได้หรือเปล่า พอถึงออฟฟิศ...ผมแทบไม่อยากจะเดินเข้าไปในห้องทำงาน เพราะกลัวระเบิด แต่ไหนๆแล้ว ยังไงสิ่งที่เกิดขึ้น มันก็เกิดไปแล้ว ปัญหามีไว้แก้ ไม่ใช้มีไว้กลัว ผมเดินตรงเข้าไปเปิดเครื่องดู และเป็นเช่นนั้น หลังจากนั้นวิธีต่างๆที่คิดไว้ ว่าจะช่วยกู้ไฟล์ออกมาได้บ้างก็เริ่ม เกิดขึ้น ตั้งแต่ตี 2 นิดๆ จนถึง 10 โมงเช้า ทำงานกันแบบไม่ต้องหลับไม่ต้องนอนกันเลย แต่สุดท้ายไฟล์ที่ยังค้างอยู่ในเครื่องก็ยังหลงเหลืออยู่ราว 70ู% จากทั้งหมด นั่นก็หมายความว่ากู้ได้แค่ 30% เท่านั้น แต่ก็ยังดี วันศุกร์ที่ผมต้องการความช่วยเหลือ....และความเข้าใจจากใครซักคน ในเช้าวันนั้นได้คุยกับพี่เล็ก ที่ทำให้ผมบ่นอะไรได้มากมาย ขอบคุณมากกกครับ ที่รับฟังทุกครั้งที่ผมมีเรื่องที่ไม่สบายใจ และอยากจะระบายมันออกไปด้วยการพูด ผมรู้สึกดีตั้งแต่เช้าวันนั้น เพราะอะไรที่ผมอยากจะพูด ผมได้พูดมันออกไป ถึงแม้มันจะไม่ใช้เสียง ที่เป็นย่านความถี่ให้คนได้ยิน แต่ผมพูดจากใจที่เหนื่อยล้า ผ่านนิ้วและคีย์บอร์ดจากหน้าโปรแกรม MSN ที่จริงแล้วมีอีกเรื่องหนึ่งในวันพฤหัส ผมได้เห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่มาตลอดเวลา หน้าไม่มืด แต่ตามัว สิ่งที่คิดได้ในตอนนั้นคือ ต่อจากนี้ไป ผมจะไม่โง่อีกแล้ว แต่คำว่าโง่ผมชอบมันมาก เพราะมันคอยย้ำเตือนผมเสมอว่า ผมยังเป็นมนุษย์ที่สามารถ "รักและโกรธเป็น" ใครบางคนที่เดินอยู่ข้างหน้าผม ผมต้องขอบคุณเค้า เพราะเค้าทำให้หัวใจผมได้ใช้งานบ้าง แต่ต่อจากนี้ ผมขอมันคืน....และคุณจะไม่มีวันได้มันไปอีกแล้ว วะ ฮะ ฮาาาาา กลับมาเรื่องวันศุกร์ ตาดำคล้ำจากการไม่ได้นอน ทำให้ผมดูแย่มาก ผมไปที่บูท เพื่อทำหน้าที่ในวันนั้นให้เรียบร้อย แต่ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ วันศุกร์ผมมีพูดเรื่อง PSU แต่ทุกอย่างในนั้น ผ่านไปได้อย่างเฮฮา และสนุกสนาน ตกเย็น คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดอะไรขึ้นระหว่างคุณหรือเปล่า....หรือว่าเกิดกับตัวผม ทำไมถึงแปลกไป หรือผมได้รู้บางอย่างแล้ว ผมจะบอกว่าอย่างกังวลเลย ผมไม่รู้สึกอะไรหรอก ก็อีแค่เรื่อง.....ห่วยๆ ที่มันแค่ผ่านมาอีกครั้งในชีวิต เย็นวันศุกร์ หัวใจที่อ่อนล้าจากภาพที่เห็น ถึงแม้ปากจะบอกว่าไม่ต้องการ แต่ในส่วนลึกของหัวใจ ยังมีบางสิ่งที่ผมต้องการ ถึงจะรู้ว่ามันไม่ดี ก็เหมือนกับดูดบุหรี ทั้งๆที่รู้ว่ามันจะเป็นมะเล็งแต่ก็ดูด สุดท้ายผมก็ต้องยอมรับมันว่า ผมต้องการมันอยู่ดี ผมจึงต้องขอกลับบ้านก่อนอาบน้ำแล้วค่อยเข้าออฟฟิศรอบดึก....... ไปถึงพร้อมกับความง่วงเต็มพิกัด แต่เกิดเรื่องประทับใจจนร้างกายมีเรียวแรง เมื่อผมเดินทางไปถึง สตู..................ก้าวแรก ที่ย้างกายเข้าไป เต็มไปด้วยความคิดที่จะเอาข้อมูลกลับมาอย่างไร แต่เมื่อเปิดประตู แล้วพบกับคนคุ้นเคย และเพื่อนเลิฟที่ถ่อสังขารมาจากแดนไกล พร้อมกับคำว่า "มึงแม่งเคยระวังข้าวของเป็นไหมวะ" มันทำให้สมองมึนๆของผม งง และเกิดอยากถามว่า มาทำอะไรกันวะ...คำสุดท้ายที่ไอ้ภาคพูดคือ "มาช่วยมึงทำงานไงวะ" แล้วมันก็แบกสายสัญญาณกองใหญ่ๆ เดินไป ผมหยุดนิ่ง และ น้ำตาแทบไหล ขอบคุณสุดชีวิต....ที่ช่วยให้งานกูไม่พัง หลังจากนั้นก็เริ่มทำงาน แบบอดหลับอดนอนอีกหนึ่งวัน จนถึงเช้าวันเสาร์ ผมก็กลับไปทำหน้าที่บางอย่างที่ต้องทำ และเพื่อนผมก็นอนหลับฝันดี กันทุกคน หวังว่า แต่ปัญหาก็คือ จะมีสองงานที่จะต้องตัดออกแน่นอนที่สุด และเซอร์ไพรส์ที่สองเกิดในเย็นวันเสาร์ เมื่อผมบอกความจริงทั้งหมดกับพี่โย ด้วยความรู้สึกผิดสุดๆ เค้าบอกผมว่า......ทำไมไม่บอกพี่ตั้งแต่แรก และก็สั่งสอนผมอีกยาว ด้วยความเป็นครู เค้าบอกผมถึงกระบวนการทำงาน และบอกว่าาผมพลาดตรงไหน ทำไมงานถึงล่าช้า และเกิดความเสียหาย เสียงที่พร้ำสอนผม ผมรู้สึกว่ามันเหมือนจะทำให้ผมจำไปตลอดชีวิต ขอบคุณครับพี่ สุดท้าย ผมคิดว่าเรื่องนี้มีแต่ความเฮง และผมยังมั่นใจขึ้นอีกเยอะ ว่าการช่วยเหลือ คนที่น่าช่วยบางคน เค้าตอบแทนอย่างคาดไม่ถึง และผมรู้สึกดีสุดๆ แต่กับบางคนช่วยให้ตายห่า มันไม่เคยคิดอะไรเลย ไม่อยากยกตัวอย่างว่าเป็นใคร แต่มีชื่อในในเรียบร้อยแล้วละ...... ส่วนวันเสาร์ และอาทิตย์ ที่ผ่านมา อย่าถามว่า ผมทำอะไร ก็ทำงานนะสิ! ปล.พิมพ์จาก neooffice คำตกหล่นอาจจะเยอะ ไว้ค่อยแก้.... 05 March เกิดขึ้นจากตัวกูเอง….และแล้วความโชคดีก็มาเยือน แต่ราคาที่แลกไปแสนแพง บางครั้งความมั่นใจในอุปกรณ์ที่นำมาทดสอบ อาจจะกลายเป็นข้อเสียและทำให้ข้าวของพังก็เป็นไปได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมเขียนเรื่องอุปกรณ์ GPS จนเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมยังไม่ได้ถ่ายรูป พอวันนี้เกิดคึกคัก อยากได้รูปสวยๆจึงเอาเจ้า GPS ตัวนี้ไปติดกับกระจกที่ออฟฟิศและก็เริ่มถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีผมต้องเหงื่อตก เพราะเจ้าฐานตั้งตัว GPS เกิดร่วงตกลงพื้น
สิ่งแรกที่คิด แน่นอนละครับ….มันต้องเกิดการเสียหาย และจริงอย่านั้น หน้าจอแตกจนผมแทบไม่อยากจะหยิบมันขึ้นมาดู เมื่อผมหยิบมันขึ้นมาดู หัวใจเต้นรัว ร้างกายเริ่มร้อนด้วยอุภูมิความหวั่นใจ ในใจคิดแค่ว่าทำไมวันนี้โชคดีขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่พระทักมาจะเป็นจริง นี้มันแค่ต้นเดือนผมก็โดนแล้ว โอ่….ผมไม่อยากจะเชื่อเลย
ถึงแม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะทำให้ผม (อาจจะต้องเสียเงิน) แต่ก็ดีเหมือนกันต่อไปจะได้ระวังให้มากกว่านี้ การได้อุปกรณ์ดีๆมาทดสอบ มันทำให้ผมลืมไปว่า ถึงแม้จะมีราคาแพงแค่ไหน และดูแข็งแรง ผมที่เป็นคนทดสอบนิน่า ไม่ใช้ใครคนอื่น ต่อไปจงอย่ามั่นใจกับอะไรก็ตามที่นำมาทดสอบ นี้เป็นสินค้าชิ้นแรกเลยก็ว่าได้ที่ผมทำมันพัง……โชคดีสุดๆ พักชิ้นแรกก็แพงมาเลย….55555555
ผมเริ่มคิด ว่าควรทำอย่างไร สิ่งแรกผมเดินไปข้างล้างเพื่อโทรหาพี่ชาย และบอกเรื่องงานที่ผมเคยคิดว่าจะไม่รับ เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่าจะรับมันมาทำ แบบอดหลับอดนอน อย่างน้อย…มันก็ทำให้อุ่นกระเป๋าได้เหมือนกัน หวังว่าความโชคดีในครั้งนี้ จะทำให้อะไรๆดีขึ้น สาธุ
ดูกันชัด....นี้คือผลงานของผมเอง 55555555 ชีวิตเรื่องขำๆ แค่นี้ไม่ทำให้สลดได้นานมากนักหรอก |
|
|