| Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists | Help |
|
21 December <:o) = ความหมายสำหรับผม
เมื่อกี้นี้ก่อนที่จะเริ่มเขียนข้อความนี้ลงบน Blog ผมจะบอกว่า ผมรู้สึกดีกับวันศุกร์ถึงแม้จะเจอฝุ่นอย่างเยอะ…..เพราะเก็บออฟฟิศให้สะอาด เหมือนได้โต๊ะทำงานใหม่เพราะว่า โต๊ะเก่าผมรกยังกับขนหะมอยพันกัน…เออผมพูดแปลกๆ เพราะวันนี้ผมรู้สึกดีใจที่โต๊ะผมสะอาดมากกกก แต่อีกไม่กี่วันมันก็จะกลับมาเป็นแบบเดิม ผมรู้ตัวเองดี
จริงๆเครื่องหมายใน MSN ที่ผมชอบก็มีอยู่ไม่กี่อันที่ใช้งานบ่อยๆ แต่ละอันมันก็หมายความตามรูปนั้นเหละ อย่างที่คุณๆท่านๆเข้าใจ….ว่ามันคืออะไร รูปวัว รูปเครื่องบิน และอีกหลายๆรูป ส่วนรูปที่ผมชอบก็จะมีอยู่
เมื่อกี้พี่น้ำถามว่า จริงแล้ว
ความหมายเมื่อผมใช้
เอาละจริงๆความหมายมันมากกว่านี้ ขึ้นอยู่สถานการณ์ที่ใช้มัน บางครั้ง อีโมชั่น ที่แสดงไปไม่ตรงกับสีหน้าในขณะที่เรากำลังนั่งกดเพราะอะไร เดี๋ยวค่อยพูดต่อ มาต่อกับ ชุดที่สอง
จริงๆก็เหมือนข้างบนเหละ คงเหมือนกันหมดทุกอันด้วยละมั้ง เพราะมันแล้วความคิดที่จะใช้ในตอนนั้นๆ
ไอ้หน้าโรคบิดเอาแค่สามอันพอ ผมเขียนไปเห็นมันไป ผมรู้สึกปวดท้องน้อย ความรู้สึกเหมือนปวดขี้ แต่ไปขี้แล้วมันขี้ไม่ออก สรุปกูเป็นโรคบิดหรือเปล่าวะเนีย เป็นรูปที่แสดงความรู้สึก ที่ผมชอบ แต่ผมกลับเกลียดตอนเห็นมันเยอะๆ
จริงๆมีอีกอันหนึ่งที่ได้จากแป้ง ผมโคตรชอบเพราะเป็นรูปเท้าแมวอันใหญ่ๆ กวักๆ แต่ไม่อยากเอามาลง จริงๆแล้วไอ้อันที่กวักๆ บางคนบอกเห็นเหมือนหนอน ซะงัน…..
หลายคนอ่านมาจนจบ แล้วก็จะพบว่า การแสดง……ความรู้สึก……ผ่านหน้าจอ…..นั้น…….มันไม่มีความเป็นจริงเหมือนกับการที่เราพูดคุยและได้สัมผัสกัน เช่นเดียวกับความรู้สึก ที่เมื่อเราส่งต่อกันผ่านตัวหนังสือมันคงไม่ลึกซึ้งเหมือนกับผ่านการพูดคุยแบบตาต่อตา แต่โลกใบนี้ยิ่งอยู่ ยิ่งเหมือนเราห่างไกลกันมากยิ่งขึ้น ทุกๆวันนี้เราไม่จำเป็นที่ต้องไปพบคนก็ได้ เพียงแค่อยู่บ้าน ทุกๆอย่างอยู่ที่หน้าจอ ของกินก็อาหารสำเร็จรูป ข่าวสารก็อินเตอร์เน็ต รวมทั้งความรู้ด้วย มันทำให้เรามีความสัมพันธ์กับคนรอบข้าวแย่ลง เคยคิดกันบ้างหรือเปล่า????
ยิ่งเราห่างกัน เรายิ่งมองเห็น ยิ่งเราไกลกัน สายตาเรายิ่งมองกว้างขึ้น แต่กลายเป็นเมื่อเราใกล้กันทุกอย่างมันกลับแตกต่างจากสิ่งที่เราคิดเอาไว้
20 December คำถามที่พบบ่อยๆผมเบื่อกับการตอบคำถามคนรอบข้าง…….เบื่อกับการต้องพูดสิ่งเดิมซ้ำๆ และเป็นสิ่งที่หลายคนไม่เคยจะเข้าใจ มันเหมือนกับการเดินบนถนน ที่ทุกคนใส่รองเท้าแทบจะไม่เหมือนกัน บ้างใส่รองเท้าแตะ บ้างใส่รองเท้าบูท การเดินและท่วงทำนองแห่งชีวิตก็ต้องไม่เหมือนกัน ถูกหรือผิด คุณผู้อ่านตัดสินเอง จริงๆไม่อยากจะพูดเรื่องนี้ซักเท่าไร แต่เพราะทนไม่ไหวก็เลยขอเขียนมันลงมาเป็นตัวหนังสือแทนที่จะพูดบางอย่างออกไป และทำให้คนรอบข้างเกลียดชังเพราะตัวผมเป็นแมว ที่หยิ่งยโสเดินเชิดหน้าตลอดเวลา เอาละเข้าเรื่องเลยแล้วกัน เรื่องที่กำลังจะพูดถึงนี้มันเป็นเรื่องที่ทุกคนก็อาจจะเคยพบเจอ โดยเฉพาะคนทำงานด้านเสียง หรือคนที่โคตรจะรักเสียงเพลงเป็นชีวิตจิตรใจ เช่นตัวผม -----------------ปิด---------------- ว่าวันนี้เหมือนผมไม่ได้หายใจ เพราะขาดเสียงเพลง หลายคนอ่านแล้วบอกจะอวก พูดมาได้อย่างไร หลายคนไม่เคยเข้าใจว่าท่วงทำนองแห่งชีวิตที่มัน บรรเลงอยู่นี้เป็นอย่างไร บางคนไม่ฟังเพลงหนึ่งวัน บอกเฉยๆ แต่ผมไม่เคยทำอย่างนั้น อย่างน้อยหนึ่งวันผมฟังเพลงเกินห้าชั่วโมง ผมรักมันมากซะยิ่งกว่าอะไรอีก สิ่งหนึ่งที่คนรักเสียงต้องการก็คืออุปกรณ์ที่จะถ่ายทอดเสียงเพลงที่ดี ให้คุณได้ฟังอย่างเพลิดเพลิน ผมเป็นคนหนึ่งที่เก็บเงิน ยอมอดข้าวอดน้ำเพื่อให้ได้มาซึ่งหูฟัง หรือลำโพงราคาแพงๆ ทำไมผมถึงอยากได้ละ มันก็แน่นอนว่าการฟังเพลงจากลำโพงที่มีคุณภาพ มีย่านความถี่ที่กว้างๆ การตอบสนองดีๆย่อมทำให้เพลงที่ออกมามีคุณเต็มอิ่มอย่างที่มันควรจะเป็น แต่…..เพลงที่จะนำมาฟังไม่ใช่เพลงที่จะดาวโหลดหรือหามาจากแผ่น MP3 เพราะต่อให้เอามาฟังกำลังโพงคุณภาพสูงๆแค่ไหนมันก็เป็นแค่เพลงห่วยๆอยู่ดีจริงหรือไม คำถามที่มักเจอบ่อยๆเกี่ยวกับสิ่งที่ทำ และความรักในเสียงเพลงส่วนตัวก็คือ มันคุ้มกันหรอกับการยอมเสียงเงินราวหมื่นบาทเพื่อซื้อ แค่ลำโพงหรือหูฟัง มันคุ้มไหม…….แล้วเสียงมันจะต่างกันซักเท่าไรกัน…ผมมักได้ยินคำถามแบบนี้ทุกๆครั้ง ที่มีการหยิบยกประเดนเรื่องหูฟัง หรือเครื่องเสียง ผมมักจะไม่ตอบ และบอกแค่ว่ามันแตกต่างกัน……พอหลายคนฟังก็มักจะเมินหน้าหนี เพราะคิดว่าความแตกต่างคือราคา แต่จริงแล้วไม่ใช้อย่างที่คิด บางคนพอฟังก็รับรู้ได้บ้างเล็กน้อยว่าเสียงมันแตกต่างกันจากหูของเค้า แต่บางคนให้ฟังเท่าไรก็ไม่รู้…..ว่ามันไพเราะ แตกต่างอย่างไรเพราะไม่เคยได้ยินเสียงดีๆ ไม่ใช่เพราะไม่มีเครื่องเสียงดีๆ แต่เสียงเพลงที่ดีก็คือเสียงเพลงที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ซึ่งบางคนไม่เคยได้รับมัน… ผมคิดบางอย่างในระหว่างรอลิฟต์เพื่อจะขึ้นมาทำงานในเช้าวันนี้ ผมกำลังยืนฟังเพลงอย่างมีความสุข และผมมีความสุขจริงๆที่เช้านี้ผมได้ยินเสียง Alto Sax มันหวานบาดหู หยดเยิ้ม อย่างที่ผมพูดออกมาเป็นคำไม่ได้ แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันมีสาเหตุทั้งนั้นละ จริงไหม สาเหตุที่ทำให้เช้านี้ผมฟังเพลง Morning Dance มันมาจากการสนทนาและได้อยู่ใกล้กับคนที่ผมโคตรรู้สึก การจับมือใครบางคนและเดินไปด้วยกันอย่างมั่นคงในคำคืนที่กำลังจะผ่านพ้นไป ผมกลับมาถึงบ้านถามตัวเองว่า เรากำลังตกหลุมรักเข้าแล้ว ผมเปิดเพลง When a Man Loves a Woman ของ Richard Elliott มันหวานซะจนผมแทบจะละลายไปทั้งตัว มันมากกว่าทุกครั้งที่เปิดฟัง ความสุขส่งต่อผ่านความฝันถึงยามเช้า ผมตื่นนอนด้วยความสดชื่นและพร้อมที่จะพบเจอกับวันใหม่ ถึงแม้เรื่องเมื่อคืนกับสาวตาโตผมจะบอกว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกชั่วคราว แต่มันก็ทำให้เช้าวันนี้ผมหยุดที่จะยิ้มและ อดที่จะฟังเพลง อย่างเช่น Morning Dance ของ Spyro Gyra ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ถึงแม้มันผ่านไปรวดเร็วเหมือนกับเพลงที่เราโปรดแต่มีแค่สามนาทีให้เสพความสุข แต่สิ่งเหล่านี้มันจะยังคงอยู่กับเราเสมอ เช่นเดียวกับเพลงในวันแรกที่รู้จักกับคำว่า รัก มันยังคงเป็นเพลงที่มีเรื่องราว และสิ่งต่างๆก็ยังดำเนินอย่างนั้นอยู่เรื่อยมา กลับมาเรื่องคำถาม สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด มันอาจจะยังไม่ตอบสิ่งที่คนต้องการ ว่าทำไมหูฟังต้องแพงทั้งๆที่ฟังแล้วมันก็เป็นเพลงเดียวกัน คำตอบที่ผมอยากจะพูดและติดอยู่ในหัวใจผมตลอดเวลา คือ คำ ว่า ถ้าหากทุกคนสามารถฟังเสียงและเข้าใจในเสียงดนตรีได้เท่าเทียมกัน แปลว่า Soundengineer สมควรจะตกงานทุกคนเพราะไม่ต้องการคนที่มีความสามารถพิเศษ อีกต่อ และหากทุกคนสามารถเข้าใจในท่วงทำนองของเพลงแต่ละชนิดได้อย่างดีแล้ว คงไม่ต้องเสียเงินส่งลูกหลานไปเรียนดนตรี เพราะคงสามารถเข้าใจเองได้ด้วยการโดนแสงแดด มั้ง…..ผมได้ยินหลายครั้งหลายคนกับคนที่ชอบพูดว่า ฟังเพลงแบบที่ชาวบ้านฟังกันได้ไหม สิ่งที่ผมอยากพูดแต่ผมไม่พูดก็คือ ก็นี้มันแนวที่ผมชอบ จะให้ผมไปตามคนอื่นทำไม เพราะอะไรละครับ….สงใส ผมชอบแนวไหน ผมก็ฟังแนวนั้นจะให้ผมเปลี่ยนจากฟัง Jazz ไปฟังเพลง Pop บ้านเราผมคงทำไม่ได้หรอก จริงๆแล้วผมฟังหมดเหละ แต่ทำไมไม่เลือกที่จะมาฟังอย่างจริงจัง สาเหตุก็คือผมต้องฟังเพลงดีๆ เหมือนกับการกินอาหารชั้นดี เพื่อให้หูผมได้ยินอะไรที่มากกว่าชาวบ้าน ผมผิดหรือเปล่าที่ต้องซื้อหูฟังราคาแพงๆ….เพราะผมทำงานด้านเสียง แล้วการ Burn-in มันต่างกันตรงไหน วันนี้โดนถาม และคนถามยังบอกอีกว่ามันไม่เห็นจะต่างกันเลย รายละเอียดไงครับ….ไม่เห็นต่างกันเลย ก็พี่ไม่ได้ยินอะ ผมได้ยินผมผิดหรอครับ เอาละเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เถียงกันไม่รู้จักจบ โดยการเถียงกันเกิดจากความที่คิดเสมอว่าตัวแน่ และสิ่งที่ตัวเองเห็น แต่ไม่ได้ยินถูกต้องแล้ว….อย่างที่บอกไปเหละครับ ว่าบางอย่างที่ไม่เห็นอย่างพี่งบอกว่ามันไม่มี บางทีมันอาจจะแฝงตัวอยู่อย่างลับๆก็เป็นได้ 14 December ผีจ้างหนัง กับ คู้เกย์ และมหากาพย์ตัวแดกผีจ้างหนัง กับ คู้เกย์ และมหากาพย์ตัวแดก
ผ่านมาเป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ผมไปดูหนัง และเจอโคตรมหากาพย์ตัวแดกกระจาย จริงๆกะจะไม่เอาเรื่องนี้มาเขียนแล้ว แต่เห็นว่าน่าจะเขียนซักหน่อย เพราะช่วงเช้าผมว่างๆ หนังที่ไปดูจริงๆไม่ใช่เรื่องที่อยากดูมากมายหรอก ถึงมันจะเป็นหนังผี ที่ไม่อยากดูเพราะรู้ว่าหนังมันไม่มีอะไรมากพอที่จะให้เสพ มันก็เป็นแค่หนังดูข้ามเวลา หนังเรื่องที่ไปดูชื่อเรื่องว่า “ผีจ้างหนัง” ซึ่งคิดไว้แล้วว่าหนังคงไม่มีอะไรมากไปกว่า โชว์รูมผี ผีออกเยอะๆจะได้คุ้มค่าเงิน เพราะเรามาดูหนังผีนิน่า หนังเริ่มจากคุณหมอยุทธ์อยากจะพยามค้นลึกถึงตำนาน ผีจ้างหนังที่ป่าคำชะโนด จังหวัดอุดรธานี ในปี 2532 ซึ่งกลายเป็นเรื่องเล่าในตำนานที่คนชอบเรื่องฟังเรื่องผีๆจะต้องผ่านหูมาบ้างได้ยินกันทุกคน คุณหมอยุทธ์ตัวละครเอกในเรื่องพยามที่จะค้นหาฟิล์มที่ฉายในคืนนั้นเพื่อที่จะนำมาฉายซ้ำที่ป่าคำชะโนดอีกครั้ง และต้องติดตามค้นหาจนได้ไปพบฟิล์มดังกล่าวที่โรงหนังล้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มเรื่อง เมื่อคุณหมอยุทธ์ (อชิตะ ปราโมช) อร (ภัครมัย โปรตระนันท์) พรรณ (พิมลวรรณ หุ่นทองคำ) พี่จิ (องอาจ เจียมเจริญพรกุล) ได้ชมฟิล์มหนังดังกล่าว และได้พบเห็นคนวิญาณบ่อยครั้งขึ้น แบบที่ในหนังตัวอย่างพูดว่า “สังเกตไหมว่า ตั้งแต่เราดูฟิล์มนั้น เราเห็นคนตายมากขึ้น เห็นคนเป็นน้อยลง” เอาละครับ ไม่ขอเขียนต่อเพราะเริ่มเพลินเดียวเขียนสปอยจะยาวไป หนังแบบนี้มีมาให้ดูปีละไม่ต่ำกว่า สามสิบเรื่อง มันเลยทำให้ตัวผมไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นกับการดูหนังแบบนี้มากนัก บรรยากาศในโรงหนัง เต็มไปด้วยผู้คนที่คิดจะมาดู “ผี” ไม่ว่าจะเป็นคู้เกย์ด้านหน้าผม คู้หนุ่มสาวที่จับจองที่นั่งหน้าจอเพื่อรอบีบมือกันแน่นตอนผีออก และทางด้านซ้ายสองสาว ผอมหนึ่งอ้วนหนึ่ง มาพร้อมกับขนมและน้ำเต็มไม้เต็มมือเหมือนกำลังจะดูหนังประมาณสิบเรื่อง เมื่อผมเห็นครั้งแรกไม่ค่อยรู้สึกอะไรหรอก จะบอกตรงๆว่ารสนิยมในการดูหนังคนเรามันไม่เหมือนกัน ผมชอบดูหนังแบบไม่ต้องกินอะไรนอกจากน้ำเปล่า เพราะการกินมันจะเสียช่วงเวลาที่สายตาลดจากจอ บางที่อาจจะพลาดฉากสำคัญไปในระหว่างนั่งดู สำหรับหนังเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่าหนังที่แจกผีโคตรมาก โคตรบ่อย ผีออกทุกห้านาทีเลยว่าได้ แรกๆคนที่ไปดูกับผมเค้าก็กลัวอยู่หรอก พอดูๆไป ผีมันออกมากจนดูแล้วหายกลัว กลายเป็นตลกแทน ชอบใจผีตัวหนึ่งมากในหนัง เป็นผีอ้วนๆ เคสเปอร์เวอร์ชั่นไทย อ้วนชิบหาย มานั่งบนรถ แล้วทำเสียงซะ…..เออ ผมมาดูหนังผีนะครับพี่ ทำให้ผมกลัวหน่อย (หัวเราะในใจ) ในขณะดูหนัง จริงๆตั้งแต่เริ่มเรื่องเลย รู้สึกไม่ชอบใจมากๆสำหรับการดูหนังในโรงหนังแบบนี้ เพราะอะไรนะหรอ คนไทยไม่ค่อยให้ความเคารพกันและกัน เกย์สองคนที่มาด้วยกัน ไม่รู้ว่าเป็นเกย์จู๋ หรือเกย์จิ๋ม มันมันนั่งคุยโทรศัพท์ซะ แล้วมันก็บอกคนที่มันคุยว่าอยู่ในโรงหนัง ไอ้คนคุยก็ทำไปได้นะแม้งก็ยังจะคุยต่ออีกแต่อันนี้ยังไม่เท่าไร ต้องเจอกับตัวแดกมหากาพย์ทะลายโลก…….ที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของผม…มันเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ ตอนแรกได้ยินเสีย ผู้หญิงนั่งอยู่ข้างๆผมไอแค๊กๆ ผมไม่ติดใจอะไรหรอกครับ คนเราก็ต้องมีไม่สบายกันบ้าง พอหนังเริ่มฉายไปประมาณสิบห้านาที มันชักป๊อบคอนกล่องโคตรใหญ่ออกมากิน……………………..แค่นั้นยังไม่พอครับบบบพี่น้อง มันกินของแบบนี้ก็รู้กันอยู่แล้ว กินแล้วไอแน่ๆ มันยิ่งกินยิ่งไอ ยิ่งกินยิ่งไอ จนจากตอนแรกด่าแค่ว่า ไม่สบายจะมาดูหนังทำไมวะ น่าจะนอนพักผ่อนอยู่บ้านซะมากก่า….ทีนี้ต้องขอด่าว่า อี้ห่านี้จะแดกอะไรนักหนาวะ……กูลำคานเว้ยยย ผู้หญิงตัวอ้วนๆ กินป๊อบคอนแล้วไอตลอดทั้งเรื่อง ส่วนผู้หญิงตัวเล็กๆ แกะขนม กินน้ำอเร็ดอร่อยกันเลย ผมดูหนังผีพร้อมกับเสียงไอและเสียงกินขนม ได้อารมณ์หนังอาร์ตฝรั่งเศสมากๆ ตรงที่ทุกอย่างมันจะดูสับสนสับสน ต้องหันหน้ามาค้อนใส่ อีอ้วน และก็ต้องหันหน้าไปดูหนังผีต่อ เออสรุปแล้ว ดูจบออกมา ผีก็ไม่กลัว แถมผมแม้งยังต้องไอตามอีอ้วนนี้อีก โถ่เว้ยยยทำไมวันนี้กูซวยแบบนี้วะ….
หนังเรื่องผีจ้างหนัง ความคิดเห็นส่วนตัวของผม เป็นหนังผีในระดับธรรมดา ภาพไม่มีเทคนิคอะไรมากกว่าในตัวอย่าง การดำเนินเรื่องดูจืดชืดไปหน่อย มีการปูเรื่องหลายครั้ง เช่นคนแก่หน้าโรงภายนตร์ ผมเข้าใจว่าหนังพยามจะสื่อถึง ตัวตายตัวแทน แล้วหมอยุทธ์ไปจับมือคนแก่แล้วก็มีสีแดงๆ ประมาณว่าเป็นเลือดแต่ไม่เห็นรถ คงประมาณว่าหมอตายเพราะโดนรถชน แบบที่ตัวเองไม่รู้ตัวว่าตายแล้ว แต่แล้วสุดท้ายปมนี้ก็ผ่านไปแบบไม่คล้ายเมื่อหมอยุทธ์ยังเป็นเหมือนมนุษย์ธรรมดาคนอื่นๆ ยังมีพญาบาลในโรงบาลเห็น และใช้ชีวิตแบบคนทั่วๆไป แถมยังขับรถพาเด็กติดยาไปที่ป่าคำชะโนดได้อีก เออ…..สรุปว่าตายยังอะครับพี่ หลายๆฉากอย่างเช่น ฉากที่ปล่อยให้ทุกคนงงว่า เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ผีออกมาจากจอฉายภาพยนตร์และทุกคนตื่นขึ้นมาพร้อมกับความงง ว่าตัวเองออกจากโรงหนังได้ไง ผีมันออกจากจอ แล้วขับรถพามาส่งบ้านอีกหรือเปล่า หนังเรื่องนี้มีการผูกปม แต่ไม่มีการแก้ให้หมด ถึงแม้พยามจะแก้ปมไปบ้างบางส่วนแต่หนังจบไม่ร้อยเคลียร้อยเปอร์เซ็นต์ สรุปตอนสุดท้ายดูแล้วยิ่งงงว่า….นักข่าวคนนั้นไม่เห็นเคยดูฟิล์มผีนี้เลย แต่ทำไมตอนจบกลายเป็นผีด้วย เออ…. แล้วตอนจบยิ่งไปกันใหญ่ ผีที่ออกมามันกลายเป็น…..ซะงั้นนะ…..ไปดูเอาเองนะครับ สิ่งที่ผมเขียนมานี้มันไม่ใช้สิ่งที่ถูกต้องและชัดเจนเพราะผมไม่ใช้คนเขียนบท ไม่ใช้ผู้กำกับ ไม่ใช้ทีมงาน ผมเป็นเพียงผู้ชมที่มีมุมมองที่ผมมองเห็นตามนั้น และต้องการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น โดยรวมของหนังเรื่องนี้ไม่มีเหตุจูงใจอย่างเด่นชัด คนที่เป็นหมอมีเมียสวยๆ และก็น่าจะมีเงิน ทำไมต้องมาเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ อาจจะเป็นสิ่งที่อยากค้นหา แต่ทำไมต้องค้นหา สาเหตุที่หนังบอก เค้าให้เหตุผลว่าหมอต้องการพิสูจน์ว่าโลกที่เราอยู่ทับเส้นกับโลกคนที่ตายไปแล้ว ผมว่าหนังมันค่อนข้างจะมีแรงจูงใจน้อยไปหน่อย ผมออกความคิดเห็นโดยที่ไม่ได้ด่า เพราะไม่อยากไปเหยียบหางใครยังไงก็เป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ช่วยกันสนับสนุนก็ไม่มีใครสนับสนุนแล้วเพราะหนังมันขายต่างประเทศได้ยาก เนื่องจากหนังไทยยังมีมุมมองในกรอบ และคล้ายๆกับเรื่องราวเดิมๆตลอดซ้ำไปซ้ำมา บางเรื่องเปิดมาแค่สิบห้านาทีรู้ฉากจบแระ เหมือนดูละครเลยอะ…เอาละลองไปคิดกันดูเอง วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน วันศุกร์ทีไรได้เรื่องที่จะมาพูดอะไรยาวๆทุกทีเลย 5555555 สวัสดีครับ 12 December มองในระดับสายตาความเกรงใจเป็นสิ่งที่ดี ความเคารพเป็นสิ่งที่น่านับถือ ความรักเป็นสิ่งที่น่าเก็บรักษา ความรู้เป็นสิ่งที่จะอยู่กับเราตลอดไป……..และความเป็นตัวของเราเองจะทำให้เรามีจิตวิญญาณ บางคนมีมุมมองต่อสิ่งที่ตัวเองเห็นแค่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้น หลายครั้งที่ตัวผมโดนใช้คำแปลกๆที่มันเหมือนจะแสดงอะไรบางอย่างในใจ เมื่อวานคำพูดง่ายๆมันทำให้ผมรู้สึกแปลกประหลาด “วันนี้กินข้าวน้อยมาก เห็นชัดๆเลยว่ามีความรัก” ผมแปลกใจกับคำพูดและมุมมองแบบนี้ ผมถามกลับไปว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น ผมรักใครหว่า…ผมงงและสงใสว่าทำไมมุมมองที่เค้าถึงเป็นแบบนั้น และทำให้เค้าถึงไม่ยอมที่จะมองให้เห็นอะไรบางอย่างที่มันมากกว่ากินน้อยแล้วมีความรัก ผมถามตัวเองในระหว่างกินข้าวว่า หรือผมไม่มีมุมมองของศิลปิน แต่ผมยอมรับว่าตัวผมไม่ใช้ศิลปิน ผมเป็นเพียงบุคลธรรมดาเท่านั้น และไม่ได้พยามที่จะแต่งเติมให้ตัวผมดูเป็น หรือดูใช่กับคำว่า ศิลปินที่มันเละเทอะ และเละเทะ ผมเป็นผมและเป็นอย่างนี้ แบบที่อยากเป็น และความสงใสก็หมดไป เมื่อผมพบคำตอบว่าการที่คนเรามีมุมมองแตกต่างกัน มันไม่ใช้เพราะเค้ามีความเป็นศิลปิน แต่มันเป็นเพียงการมองเห็นที่ไม่เท่ากัน ลึก ตื่น ไม่เท่ากัน เหมือนสังคมที่ไม่เคยราบเรียบ เต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียมกัน จึงทำให้มุมมองที่เค้าเห็นเป็นเช่นนั้นเป็นแบบที่อยู่ในระบบที่เค้าอยากอยู่ มีหลายครั้ง มีใครบางคนพยามจะชักจูงผมไปทางนั้น เดินทางนี้ และบอกว่ามึงอยู่กับกู กูจะพามึงไปทำชั่วก็ได้ แต่กูไม่ทำ ผมไม่ชอบใจทุกครั้งที่ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นระหว่างใครบางคนกับผม ทุกๆครั้งที่มีคนพูดแบบนี้ผมจะเงียบปิดปาก และฟัง ผมอยากจะถามว่าการที่พูดแบบนั้นออกมาแน่ใจหรือเปล่า ว่าคนอย่างผมจะไปทำอะไรที่ผมไม่ได้คิด…..และก็กลายเป็นอย่าที่ คนๆนั้นอยากให้เป็น แน่ใจหรือเปล่า เมื่อคืนนี้ คนเดิมๆโทรศัพท์มาเรื่องเดิมๆ ผมเบื่อวะ…….ผมพยามทำทุกสิ่งให้ดีๆ และมันก็ดี แต่พอกูทำให้ทุกคนสบายใจ ทุกคนกลับหวังที่จะพึ่งพาและหวังให้ผมทำให้มากกว่าเดิม แต่ผมกลับไม่อยากทำ และคิดว่าตอนนี้คงสิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่างที่ พวกคุณเคยได้รับ ผมจะเห็นแก่ตัวบ้างจะเป็นไรไปละ……….เค้าโทรมา ผมเห็นเบอร์ รอบแรกผมไม่ได้รับ ผมนั่งฟังเสียงเรียกเข้าอย่างสบายใจ เพราะเพลงนี้มันเป็นเพลง โปรดผม แถมมีชื่อเพลงที่ใครหลายคนเป็นแบบนี้อีกด้วย เพลงนั้นชื่อเพลงว่า “No more” คนนั้นโทรมารอบที่สอง ในระหว่างที่ตัวผมกำลังคิดหลายๆอย่างอยู่ ผมรับสายทันได และทุกอย่างก็เกิดขึ้น…..ผมเลือกที่จะเดินไปที่ระเบียง อากาศเย็นสบาย ผมจุดบุหรี่สูบ เค้าเริ่มเล่าเรื่องของเค้าแบบไม่ต้องทักทายกันเลย และทุกอย่างมันก็เริ่มเหมือนเดิม ผมกดวางสายก่อนที่จะสูบบุหรี่หมดซะอีก ไม่นานนักเค้าโทรกลับมาแล้วถามว่าสายหลุดไปหรอ ผมบอกกลับไปว่าเปล่า ผมวางเองเหละ ผมเบื่อสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกอย่างที่ผมพยามจะทำให้คุณตลอดเวลาผมทำด้วยหัวใจที่รักคุณ แล้วดูคุณทำกับผมสิ ถ้าคุณอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คงจะเห็นผมหน้าดำ กว่าเดิม เครียดและผอมลงกว่าเดิม ผมก็มีเรื่องที่ผมต้องเอามานอนคิด และมีการบ้านที่ผมต้องทำเหมือนกัน ทำไมคุณไม่เคยถามผมซักคำเลยว่า วันนี้ผมสบายใจดีไหม ผมดูไม่เหมือนคนที่มีเรื่องเดือดร้อนใจเลย มันก็ถูก แต่ถ้าไม่ถามคนอย่างผมจะพูดหรอ
เค้าร้องไห้อีกครั้ง ผมพูดเสียงสั่นว่า “เมื่อคุณเลือกที่จะเดินออกไปทางอื่นแล้ว คุณไม่สามารถกลับเข้ามาในเส้นทางนี้ได้หรอก แม้ผมจะรักคุณมากขนาดไหน เราเลิกกันแล้ว ต่อไปของให้คุณจงไปหาใครคนที่คุณรัก และรักเค้าให้มาก และทำดีต่อเค้า อย่างโทรหาผมอีกต่อไปเลย เพราะในเส้นทางที่ผมเดินจะไม่คุณอีกต่อไปแล้ว…” หลังจากพูดประโยคเหล่านี้ออกมา จริงๆมันไม่ครบทุกคำหรอกครับ แต่ผมพูดประมาณนี้ ผมก็วางสายไปเลย เราจบกันแค่ตรงนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนมักจะคิดถึงเรื่องที่ตัวเองต้องการก่อน เช่น การพูดคุยหลายครั้ง หลายคนบอก โอ้ยย โครตรักมึงเลยวะ แต่ก็พูดแต่เรื่องตัวเอง ถามผมนิดเดียว โอเค ผมก็ไม่ใช้คนที่ชอบเล่าเรื่องราวของตัวเองให้คนอื่นฟังอยู่แล้ว ให้เค้าเล่าเรื่องเค้าให้ผมฟัง ผมจะได้รู้ว่าเค้าคิดยังไงดีกว่า บางคนมีมุมมองว่าตัวเองสามารถ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม และติดอยู่ในโลกของความดึกดำบรรพ์ โลกมันเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหนแล้วครับ และเครื่องไม้เครื่องมือจากยุคสมัยก่อนๆบางสิ่งสามารถใช้งานได้อย่างดีเยี่ยมเข้ากับเทคโนโลยี แต่บางสิ่งที่มันกลับตรงกันข้าม เพราะสิ่งนั้นมันควรจะหายไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับการเรียนรู้ หากว่าเคยทำบางสิ่งกับเทคโนโลยีในอดีตและไม่ได้เรียนรู้มัน พอมาพูดถึงอุปกรณ์ล้ำสมัยในทุกวันนี้ อย่างนำสองสิ่งนี้มาเทียบกัน มันไม่เหมือนกัน แต่บางอย่างยังคงความรู้สึกของผู้ใช้ได้อย่างดีเยี่ยม เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ไม่ได้ทำให้ตัวผมเสียใจร้องห่มร้องไห้ นอนไม่หลับ ขี้ไม่ออก บอกไม่ถูกแต่อย่างได ผมตื่นมาพร้อมกับคำว่า “กูแคร์มึงนักหรอ…..” อยู่ดีๆคำนี้ คำที่ผมไม่อยากจะพูดกับใครเลย แม้แต่คนเดียว แต่วันนี้ในที่สุดผมก็พูดมันออกมา ด้วยอารมณ์อยากปลดปล่อยใครบางคนไปสู่สิ่งที่เค้าต้องพบเจอด้วยตัวเอง ต่อไปมันเป็นวันที่ต้องเดินเอง อาจจะลำบากที่ไม่ใครอยากรับฟังเรื่องเหล่านั้น แต่รับลองว่าสนุกเป็นแน่แท้ นี้เหละชีวิตที่เธอต้องเจอ 11 December วันเสาร์แบบชิลๆอย่างที่เขียนไปครั้งก่อนทิ้งท้ายว่า จะมีการไปเที่ยวในวันเสาร์ที่ผ่านมา 5555 พักนี้ผมรู้สึกว่าตัวผมท่องเที่ยวบ่อยกว่าเมื่อก่อนที่วันเสาร์ – อาทิตย์จะหยุดนอนหลับฝันหวานอยู่แต่บนเตียงนุ่มสบาย พร้อมแอร์เย็นฉ่ำ แต่ช่วงหลังๆมานี้ ทำไมหัวใจมันไม่ค่อยอยากหยุดพัก และเริ่มมีมุมมองที่เปลี่ยนไปกับวันพักผ่อน จากเดิมการพักผ่อนคือการนอนหลับฝันหวาน อ่านหนังสือ และเล่นเว็บเล่นเกมส์อยู่บ้าน แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปจากเดิม ผมใช้ชีวิตอย่างหนุ่มโสดสนิดมากขึ้น โดยการทำสิ่งที่ตัวผมอยากทำ ไปที่ๆผมอยากจะไป กินอย่างที่ผมอยาก….. วันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปเที่ยวเขาใหญ่ แต่จริงๆไปไม่ถึงเข้าใหญ่เพราะไปแค่โบนันซ่าซึ่งมันยังไม่เข้าไปในเขาใหญ่ ที่นั้นมีคอนเสิร์ต LOVEiS Winter Festival ซึ่งผมรู้อยู่แล้วว่าเป็นคอนเสิร์ตของคู้รัก ที่มานั่งชมวิวสวยๆและก็อินกับบรรยากาศน่าเสียตัว โอ่…..ตัวผมในขณะตัดสินใจว่าจะไปคนเดียวน่ะหรอ….ผมแค่หวังในใจว่าไปหาสาวๆเอาแถวนั้น 55555555555 ในคืนวันศุกร์ผมมีธุระนิดหน่อย และธุระนิดหน่อยนี้เกือบทำให้ผมชิบหายเพราะดันไปกินเหล้ายังเช้า หลังจากเสร็จธุระ ทำให้เช้าวันเสาร์ของผมมันดูแย่ๆ ตื่นมาพร้อมกับอาการผะอืดผะอมจากการดื่มมะคืน เนื้อตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเหล้าคลุ้งไปหมด ผมเมาค้าง พี่ๆโทรมาปลุกผมถึงสองรอบ อันนี้คงต้องขอโทษด้วย ผมตื่นมาพร้อมด้วยการอาบน้ำเร็วที่สุดในชีวิต…..และรีบเร่งออกไปให้ถึงสถานที่นัดหมาย และการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น ในระหว่างเดินทางจอดแวะปั้มน้ำมันหนึ่งรอบ และก็เดินทางยาวจนไปถึงเขาใหญ่ ขับอยู่แถวนั้นซักครู่ก็เจอสถานที่จัดคอนเสิร์ตไม่ยากเย็นนัก พอถึงก็ชิลๆพี่ๆที่นำขบวนก็พากลางเต้น ผมก็ถ่ายรูปชิลกันไป แต่……ความชิบหายก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อ กลางเต็นท์และเดินเข้ามาที่ตัวงาน ผมพึ่งสังเกตว่า…..กล้องผมมันถ่ายได้อีกสิบกว่ารูป งงว่ะ…..เกิดอะไรขึ้นหว่า ลองกดๆทำนั้นทำนี้ มันก็ได้อีกแค่ประมาณสิบกว่ารูป บ้าไปแล้วเมโมรีตั้งสองกิก ทำไมถ่ายได้แค่สิบกว่ารูปหว่า….เลยลองเปิดไล่ๆตั้งแต่ตอนกางเต็นท์ ผมถ่ายไปประมาณ สิบกว่ารูปเอง เออ สุดท้ายได้บทเรียนว่าน่าจะมีการ์ดที่มีขนาดเล็กๆ ตั้งแต่ประมาณ 1 GB สำลองไว้อีกอันหนึ่ง เสียดายทุกอย่างที่ถ่ายมาในช่วงแรกที่เดินทางมาถึง ผมฟอร์แมททิ้งหมดเลย แล้วกล้องก็กลับมาใช้งานได้ตามปรกติ เนื่องจากมาถึงเร็วเกิดขนาด ทำให้การเดินเข้างานเป็นไปอย่างชิลๆ สบายๆ คนไม่เยอะเท่าไรในช่วงบ่ายๆ แดดแรงซักหน่อย ไปถึงก็กินข้าวกินน้ำ นั่งๆนอนๆเล่นกันไปถึง 4 โมงเย็น และคอนเสิร์ตก็เริ่ม ช่วงแรกๆไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจซักเท่าไร ก็นอนชิลกันไปดูกันไป เอาเป็นว่าดูภาพเอาแล้วกัน ความคิดส่วนตัวผมว่าคอนเสิร์ตจัดศิลปินมาดีมากๆ ผมชอบทุกๆคนเลยอะ แล้วเพลงที่เล่นก็ทำให้ผมเหงาจับใจเพราะไม่มีใครอยู่เคียงข้าง มองไปรอบๆคนที่มาคนเดียวก็พอประมาณนั่งชิลกันไป มีเบียร์เย็นๆและอากาศหนาวๆเป็นเพื่อน ผมนั่งอยู่จนถึงเช้า บรรยากาศก่อนเช้าเพลงกับเสียงโกรนรอบข้างมันมีอะไรบางอย่าง เพราะมันแทบจะดังเท่าๆกับเพลง มันทำให้ผมรู้สึกง่วงนอนไปด้วย และผมก็เผลอหลับไป ตื่นมาอีกที พี่บอยออกมาขอโทษเรื่องการจัดงาน เค้าพูดประมาณว่า หากจะโทษให้โทษที่สมองเค้า แต่อย่างเกลียดหัวใจของเค้าเลย เออผมตื่นมาฟังทันพอดี ก่อนที่จะเช้านิดเดียว ผมนั่งต่อจนทุกคนเริ่มเก็บข้าวของและเดินทางไปที่เต้น บางคนที่มาแบบไม่กางเต้นก็เดินทางกลับกันเลย
ช่วงบ่ายท้องฟ้าสดใส ก่อนงานเริ่มประมาณ สามชั่วโมง นั่งกินข้วรอกันและก็เอากล้องที่เอาไปเทสถ่ายบรรยากาศรอบข้างๆ
ดาราหน้ากล้อง วิ่งไปตรงไหนก็มีแต่คนถ่ายรูป แต่คนในภาพถ่ายได้อารมณ์จริงๆ จดต่อตั้งใจ พอผมถ่ายรูปนี้เสร็จเค้าหันมายิ้มๆ ประมาณว่าคงด่าในใจว่ามาถ่ายกูไมวะ…..แล้วก็ลุกหนีไปเลย
พี่เอกับพี่หนู จุดแรกที่นั่งกันมองเห็นหน้าเวทีพอดิบพอดี แดดแรงงมาก อยากเดินไปจองที่กลางๆไว้ แต่ไม่มีร่มก็เลยจำใจนั่งแถวๆข้างหลังเอานี้เหละ
ที่ขายของกิน ตอนกลางคืนคนเต็มไปหมด เนื่องจากที่นั่งข้างหน้าเต็มหมดคนเลยมานั่งข้างหลังกันเต็มไปหมด น่าสงสารเพราะอยู่ห่างจากเวทีมาก และดูเหมือนไม่มีส่วนร่วมกับคอนเสิร์ตเลยอะ
แดดเริ่มร่ม ลมเริ่มสงบ คนไปนั่งรอด้านหน้าๆก่อนใจมันรักจริงๆ ไม่รู้จักร้อนกันเลยย
หมาสองตัวนี้ ตอนเช้าก็ยังเจอมันอยู่ อ้วนเลยอะ ตอนนี้ยังผอมๆอยู่ แต่ตอนเช้าถ่ายรูปมันไม่ทัน รู้สึกว่าจะเดินตระเวนกินทั้งคืน
แดดลงแล้วว พร้อมยังครับบ อากาศเย็นสบาย แดดอ่อนๆตอนสี่โมงเย็น
ตั้งกล้องรอเลย ออกจากคอนเสิร์ตแล้วจะได้บั้มแผ่นผีขายซะเลย 5555 พูดเล่นนน
แป๊บเดียวฟ้ามืดซะแล้ว บรรยากาศในช่วงแรกๆ เพลงที่ผมฟังผมไม่ค่อยรู้จักเพราะเป็นวงรุ่นใหม่ๆ ก่อน แต่บรรยากาศรอบข้างมันโดนผมอย่างจังๆ
มาดูพลุผมมั้ง ไม่เคยถ่ายมาก่อน และก็ไม่ได้ตั้งตัว พลุผมเลยกลายเป็นดอกไม้ไฟของจริง เพราะหมุนรูรับแสงไม่ทันจริงๆผมลืมอะ อยู่ดีๆบอยขึ้นมาว่า พลุผมยังไม่ขึ้นเลย ผมอยากดูพลุ แล้วมันก็ขึ้นเลย ตอนแรกลืมตัวนั่งดูเฉยๆ แต่มองคนข้างๆถ่ายรูปแล้วรู้สึกแปลกๆ อ่าวกูเอากล้องมา.....นิหว่า หยิบกล้องอย่างรวดเร็ว ปรับชักเตอร์เป็นโหมด B แล้วยิงโดยที่ไม่มีข้าตั้ง 5555555 เพราะไม่ได้ตั้งตัว
บรรยากาศแถวห้องน้ำชาย คนเยอะแต่ผู้ชายสบายกว่าผู้หญิง เป็นเครื่องจริง เพราะผู้หญิงต่อแถวเข้าห้องกันเป็นแถวยาวหลายเมตรเลยละ น่าสงสารอะ แต่มะได้ถ่ายมาให้ดูกลัวเค้าว่าโรคจิตร
บรรยากาศส่วนใหญ่ยังไม่คึกคัก แต่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของความอุ่นใจ เมื่อมีคนที่รู้ใจอยู่เคียงข้าง แต่ผมไม่มีอะ ผมเลยเหงาแทน
พอยิ่งดึก คนยิ่งลุกขึ้นออกกำลังกายแก้หนาว เพราะวงที่กำลังขึ้นในขณะนั้น Groove Rider จะบอกว่าเมื่อก่อนผมชอบวงนี้มากๆ แต่อัลบั้มใหม่ยังไม่ได้ฟัง ฟังไปนิดหน่อยแระรู้สึกยังไม่ค่อยโดนผมเท่าไร แต่ยังไงเพลงหยุด……มันโดนผมมากก เพราะผมเคยร้องให้ใครฟังหว่า จำมะได้แระ….
ภาพนี้ถ่ายตอน Modern Dog เล่น คนลุกหมดเลยอะ เต้นกันหายหนาวเลย แต่ผม…..นอนดูชิลเหมือนเดิม
ภาพสุดท้ายก่อนรุ่งเช้า…….ก่อนที่ผมจะหลับไป ภาพมันดูแปลกๆ ใช่มะผมรู้ 5555555555 เน้นแสงไม่อย่างเดียวเลย…. และนี้คือบรรยากาศในตอนเช้าวันนั้น ในขณะที่ผมกำลังจะเดินกลับเต๊นท์ ผมพบขยะมากมายที่คนทิ้งเอาไว้ มาเที่ยวป่าเขา น่าจะช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติกันหน่อย กินแล้วทิ้งแบบนี้ไม่น่ารักเลยย
ภาพบรรยากาศสุดท้ายก่อนที่จะไปที่อื่นต่อ แต่ผมหลับตลอดเส้นทางเพราะ ผมเหนื่อยๆ จากวันศุกร์ และก็วันเสาร์ทั้งคืนอีกตางหาก…..สรุปแล้วหลับกระจาย เค้าไปเที่ยวทุ้งทางตะวันกันต่อ ผมหลับในรถสบายใจ
สุดท้ายสำหรับงานนี้ จริงๆมันมีหลายอย่างขัดหูขัดตา ตั้งแต่เรื่องห้องน้ำ เรื่องจำนวนตั๋วที่ขายมากเกินไปและก็เรื่องของกินที่ราคาสูง ประมาณว่าขายเสร็จเอาเงินไปซื้อทองได้เลย……แต่เรื่องห้องน้ำดูท่าจะมีปัญหามากสำหรับคนที่ปวดอึ เพราะตอนเช้าวันนั้นผมเดินไปดูเต้นที่มีคนมุมดูจำนวนมาก ผมพบว่าเต๊นท์นั้นมีขี้อยู่ในเต๊นท์อะ…ตลกดี ขี้ประชดชีวิตกันไปเลย แต่โดยรวมแล้วสนุกมาก แถมท้ายตอนสุดท้าย ทำให้ผมหน้าซีด แทบไม่มีสี เพราะคิดว่ารถพี่เค้าหาย ผมตกใจชิบหาย สุดท้ายลืมที่จอด เวรกำ.....ตื่นเต้นแต่เช้าเลย 07 December ใครควบคุม…….มีใครบางคนที่โทรมากลางดึก ทำให้ผมตื่นขึ้นมาพร้อมความงัวเงียและความเหนื่อยล้าจากวันจันทร์ ถึงถึงคืนวันพฤหัสเกือบสุดท้ายของสัปดาห์ ผมถามไปว่านี้มันตีอะไรแล้ว…..ทำไมถึงโทรมาตอนนี้….เค้ากลับร้องไห้และบอกว่าผมเปลี่ยนไป อะไรกัน…ผมเปิดไฟและดูนาฬิกา นี้มันตีสามจะครึ่งแล้ว
ผมหัวเสีย เพราะพึ่งหลับไปได้ไม่ถึงสิบห้านาที และผมต้องตื่นไปทำงานในเช้าวันศุกร์….คืนนี้มันชั่งหนักเหลือเกิน ผมเหนื่อยผมบอกไป และพร้อมจะวางสายทุกเมื่อที่ผมต้องการ แต่ด้วยความเป็นห่วงเลยถามไปว่ามีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า คำตอบที่ได้มา มันเป็นเรื่องเดิมๆที่เหมือนกับเธอคนนี้ต้องเจอะเจออยู่เป็นประจำ เหมือนหนังม้วนเก่าที่ฉายซ้ำเรื่อยมาเรื่อยไป มันไม่มีทางสิ้นสุด…
ผมเคยถามเค้าว่าปลายทางของความรักที่ต้องการคืออะไร….เค้าเล่าความฝันให้ฟังว่าเค้าอยากจะเจอใครซักคนเพียงแค่ดูแลและใส่ใจเค้ามาก มากกว่าตอนที่เราคบกัน..เท่านั้นก็พอ ผมฟังด้วยความเข้าใจในวันนั้น และเวลาผ่านมาไม่นาน ไม่กี่ปีเหมือนไม่กี่วัน ทุกอย่างที่เค้าตามหา มันเหมือนสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ทุกครั้งที่เค้าพบความรักครั้งใหม่กับใครซักคน เค้ามักใช้สมองมากกว่าหัวใจ การคิดทบทวนเป็นสิ่งที่ดี ผมก็ทำอย่างนั้นเช่นกัน แต่บางครั้งเรื่องของหัวใจมันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเสมอไป….เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกเราเปลี่ยนแปลงไป
กลับมาเรื่องเมื่อคืน ผมพยามนั่งฟังเค้า และทำให้เค้าสบายใจ ก่อนที่ผมจะถามเค้าว่า “ใครเป็นคนควบคุม” คุณหรือใครน่ะ……ผมหัวเราะ ทั้งๆที่ตอนนั้นหน้าผมยับยังกับคนไม่ได้นอนมาเป็นสัปดาห์ ผมเหนื่อย….เว้ยยยย เค้าถามว่าควบคุมอะไรหรอ เค้าสนใจในทันได ผมถามว่าใครควบคุมอีกรอบ เค้าไม่ตอบและรอฟังคำตอบจากผม ผมบอกเค้าไปว่า ทุกครั้งที่คุณเสียใจ ร้องไห้ฟูมฟาย ใครเป็นคนทำคุณละ เค้าหรือคุณทำตัวเอง เค้าบอกว่าเค้าเสียใจเอง แต่คุณสามารถควบคุมตัวเองได้ใช่ปะ……แล้วคุณมาปล่อยให้เค้าอยู่เหนือคุณเพื่อ? ทุกครั้งที่คุณเสียใจคุณก็เอาแต่ร้องไห้แล้วเค้าละ เดินลอยชายสบายอารมณ์จีบสาวๆคนอื่น ทำไมถึงไม่ทำเป็นไม่สนใจเค้าซะบ้าง ปล่อยๆให้เค้าได้คิดกับสิ่งที่ตัวเองทำ…ถ้ายังคิดไม่ได้ก็แนะนำให้เลิกกันไปเลย ยิ่งเสียใจเค้ายิ่งได้ใจ 5555555 ผมหัวเราะ ก่อนที่ผมจะบอกว่า เออนี้มันจะตีสี่กว่าแล้ว ผมคงต้องนอนไม่งันพรุ่งนี้ผมจะไม่สามารถตื่นไปทำงานได้
ก่อนผมจะวางสายไป ผมบอกให้ลองไปนอนคิดดีๆ ยิ่งเสียใจเค้ายิ่งชอบ…จริงๆน่ะ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
อะไรบางอย่างที่เหมือนกับเจอแล้ว มันกลับไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่เหมือนกับตอนที่เราไม่ต้องการสิ่งที่เราได้มามันกลับมาคุณค่าเกินกว่าที่เราจะหามันมาได้อีกครั้ง การยิ่งพยามตามหา หัวใจของตนเอง มันเหมือนกับการที่เรายิ่งเดินลึกไปในโลกของเสน่หา ยิ่งเดินไปไกลก็ยิ่งยากที่เดินออกมา สิ่งที่ทำได้คือ….
เมื่อคืนนี้บ้าที่สุด พรุ่งนี้ไปเที่ยวเหละ….. 04 December วันเสาร์ที่ผ่านมาหลังจากที่ได้ข่าวดีในวันพฤหัสว่าวันเสาร์นี้ไม่ต้องทำงาน อย่างที่ผมได้เล่าไว้ วันศุกร์ผมนั่งทำงานจนดึกดื่น ผมตื่นขึ้นมาในวันเสาร์พร้อมกับความสดชื่นและพูดกับตัวเองเหมือนเสาร์ที่แล้วว่านี้เหละคือวันหยุดพักผ่อนจริงๆ ผมไม่ได้วางแผนอะไรไว้แค่คิดว่าจะไปเที่ยวนั้นเที่ยวนี้ ที่ๆอยากจะไป ผมนั่งฟังเพลงจนได้เวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ อากาศหนาวใช้ได้เลย ก็เลยเกิดอากาศไม่อยากจะอาบน้ำ และขี้เกลียดอยากจะนอนเฉยๆ เปิดดูเว็บลูกเดียวเหมือนในวันที่ผ่านๆมา แต่ไม่นานนักความรู้สึกนี้ก็หายไปเปลี่ยนเป็นความอยากออกจากบ้านเพราะผมหิวข้าวซะแล้ว ในคืนวันศุกร์ได้คุยกับพี่ที่ผมนับถือและเค้าแนะนำว่าแถวๆสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แถวบางรักอะเหละว่ามีของกินเพียบ อร่อยๆทั้งนั้น ผมเคยไปทำธุระแถวนั้นแต่ไม่เคยเดินเที่ยวแถวๆนั้นเลย วันเสาร์ที่ผ่านมาผมเลยหาเรื่องไปแถวนั้น จริงๆแล้วผมอยากจะไปดูสถานีดับเพลิงบางรัก ผมก็เลยอาบน้ำแต่งตัวและก็ลุยเลย แต่ไม่ได้ไปกินข้าวแถวนั้นเพราะหิวจัดเลยซัดข้าวหมูกรอบหน้าปากซอยซะอิ่มเลย ผมเดินขึ้นไปบนถนนที่มีรถวิ่งๆไม่รู้เค้าเรียกว่าอะไร แต่มันเป็นสะพานที่ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งโดยที่ไม่ต้องขึ้นเรื่อข้ามฝั่ง ไปยืนดูอะไรบนนั้น ตอนบ่ายหนึ่งกว่าๆ แดดแรงมาก เดินข้ามฝั่งไป และก็เดินกลับมา…..ทำเหมือนคนไม่มีอะไรจะทำ…..เพราะมันว่างอะ เลยลองเดินดู ตอนเดินไปไม่เท่าไร ขาเดินกลับนี้ ทำเอาหัวยุ่ง หน้าดำ เหงื่อแตกเลย ร้อนชิบหาย……
แต่สถานที่จริงๆในวันนี้ก็คือสถานีดับเพลิงบางรัก จากสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินเดินไปเรื่อยๆ ในขณะที่เดินๆอยู่ รู้สึกว่าถนนนี้คุ้นๆ สรุปว่า เคยมาแล้วไม่นานมานี้แต่ไม่เคยรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ประหลาดดี……ของกินแถวนี้เพียบเลยละ….แต่ท้องยังอิ่มอยู่เพราะพึ่งกินไปตอนเที่ยงนิดๆ แต่เล็งๆร้านหนึ่งเอาไว้ชื่อร้านว่า “เจ้าหลง ลูกชิ้นปลา” ถ้าจำไม่ผิดนะ ร้านนี้ดูสะอาดน่านั่ง คนเยอะในตอนบ่ายแก่ๆ แปลว่าน่าจะมีอะไรดี….เลยคิดว่าขากลับจะแวะมาซัดซักหน่อย เดินไปประมาณ ประมาณ ยี่สิบนาทีจากสะพานสมเด็กพระเจ้าตากสิน ก็ถึงแล้ว
สถานีดับเพลิงบางรัก ที่ผมอยากจะมา…
ทุกอย่างแถวๆนี้ดูเงียบในวันเสาร์และมีรถของคนที่ทำงานแถวๆนี้จอดเต็มไปหมด ใกล้ๆกับสถานีดับเพลิงเป็น ที่พักของตำรวจน้ำ ตึกมันดูเก่าๆ อยากจะเข้าไปถ่ายรูปข้างใน แต่ว่าไม่มีขาตั้งกล้อง เลยเอาเป็นว่าถ่ายแต่ข้างนอก ตอนถ่าย ท้องฟ้าตอนนั้นสีสดเข้ม และผมก็ได้โอกาสที่จะได้ลองถ่ายใน F สูงๆบ้าง…..
และก็หนีไม้พ้นจริงๆกับแมวเหมียวเพราะแถวนี้มีหลายตัว แต่มันอยู่ตรงท่าน้ำที่เป็นร้านค้า เจ้าของหน้าดุๆ เลยไม่ได้เข้าไปถ่าย ส่วนของตัวนี้ เหมือนจะโดนถ่ายรูปบ่อยๆ พอเห็นผมเดินเข้ามา มันเดินเข้าหาผมเองเลย ตอนที่ถ่ายรูปแมวตัวสีส้มอยู่ เจ้าของขับรถมอไซเข้ามา แล้วเรียกค่าไถ่ผมทันที บอกเจ้านี้ใครมาก็ต้องถ่าย เอาปลามาเลยสองตัว…..ซะงั้น เจอดาราดังเข้าแล้วเรา….
ขณะที่เดินๆอยู่ เห็นต้นไม้เล็กขึ้นในซอกของมุมตึก ที่เต็มไปด้วยอิฐเก่าๆ ผมเลยคิดถึงใครบางคน และอยากจะบอกว่าอย่าไปหมดหวัง ทุกอย่างมีหนทางของมันเสมอ………
หลังจากนั้นก็เดินกลับมา ระยะทางเท่าๆเดิม และก็แวะกินก๋วยเตี๋ยวร้านนั้นเหละ……เออลูกชิ้นโคตรอร่อย กินลืมคิดเลย แต่น้ำซุบมันจืดๆไปหน่อย แล้วก็กลับไปยังจุดเริ่มต้น ผมขึ้นรถไฟฟ้าและกลับมาที่สถานีลาดพร้าว ในขณะที่กำลังจะกลับก็เลยคิดๆว่า ไปไหนต่อดีเพราะตอนนั้นพึ่งห้าโมงนิดๆเอง เลยตัดสินใจว่า…ไปดูมอเตอร์โชว์ต่อ
และด้วยความรวดเร็ว…..เหมือนกระพริบตาก็ถึง เร็วจริงๆเพราะเจอแท็กซี่ ตีนผี แถมในขณะที่นั่งยังมาคุยเรื่องก๋วยเตี๋ยวเนื้อ อะไรของแม้งไม่รู้ ผมไม่อยากสนใจเลยเตรียมความพร้อม…กับกล้องตัวเอง พูดเหมือนมีเลนส์หลายตัว 5555 ที่ไหนได้….. ตอนเด็กๆอยากได้อันเล็กๆ พอโตขึ้นมาอยากได้อันใหญ่ๆ
ผมก็มีรถในดวงในเหมือนกัน รู้สึกจะเป็นคันเดียวเลยเหละ ถึงรู้ว่าทางเข้ามันแคบ แต่ยังแอบหวังตลอดเวลาที่จะได้เข้าไปสัมผัส
กลับมาถึงบ้านในตอนสามทุ่มกว่าๆ นั่งดูรูปกับจอที่บ้าน ผมสังเกตเห็นจุดดำๆอะไรซักอย่างขณะที่ถ่าย F สูงๆ ตั้งแต่ 20 ขึ้นไป มันคือจุดดำๆอะไรหว่า นั่งหาคำตอบ ตอนแรกคิดว่า ฟิลเตอร์มีฝุ่น ถอดมาเช็ด ถ่ายย้อนแสงที่ F22 รอยดำๆยังอยู่ ตรงนี้เองทำให้ผมรู้ว่า ฝุ่นเข้าไปใน CCD ซะแล้ว….แต่หมดกังวล เพราะมีประกัน เอากล้องไปอาบน้ำฟรีที่ศูนย์บริการของ Nikon (แต่ในรูปไม่เห็นเพราะผมรีทัชออกหมดแระ) ถ้าไม่มีประกันคงโดนครั้งละ 1000 บาท ครั้งนี้มันทำให้ผมรู้ว่า ถอดเปลี่ยนเลนส์ต้องระวังมากขึ้น การถ่ายรูปในสถานที่แบบนั้น ผมไม่ชอบใช้ Flash เลยทำให้หน้าคนที่ผมถ่ายมีเงา แย่จัง….และบางรูปก็มีแสง Flash ของคนอื่นมาเข้าที่หน้ากล้องผมเพราะผมไม่มี HOOD แต่มันคงยังไม่จำเป็นเท่าไรเพราะเลนส์ผมมีช่วงสั้น รอเลนส์ใหม่ก่อนเถอะตอนนี้เล็งๆ sigma APO HMS 50-150 f2.8 ไว้ 55555 อีกเรื่องนึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมผมถึงไม่ถ่ายโคลสอัพเพราะช่วงเลนส์ผมสั้นมากๆ และเข้าใกล้ตัวคนที่จะถ่ายได้น้อยเลยต้องใช้วิชามาร…….มันเลยมีแต่ภาพถ่ายเกือบๆเต็มตัว รูปสาวๆบางคนจะซ้ำกันสองรูป เพราะผมถูกใจอะ...ให้ความร่วมมือดีแถมยังน่ารักอีกตางหาก
และวันเสาร์ก็หมดลง พร้อมกับความสดชื่นและความรู้สึกเหมือนกับการได้ออกไปเที่ยวอย่างเพลินใจ แต่ไปคนเดียว……สงใสต้องหานางแบบส่วนตัวแล้วมั้งผม หน้าหนาวมันเดินทางมาเร็วจนทำให้การเดินคนเดียวเหงากว่าฤดูร้อน เหงากว่าฤดูฝน แต่ยังโอเค…… |
|
|