| Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists | Help |
|
30 November วันศุกร์อีกครั้งวันศุกร์อีกครั้ง…..
สัปดาห์ที่แล้ว วันศุกร์เป็นวันที่รู้สึกดี เพราะมันถึงเวลาที่เราจะได้พักผ่อนซักที แต่ทุกอย่างกลับกัน วันพักผ่อนของผมมันเป็นเหมือนการพักผ่อนแบบหลอกๆ เพราะไปก็ต้องมีธุระประปรังให้ทำอยู่ดี การได้นอนตื่นสายๆผมยังคิดว่ามันไม่ใช้การพักผ่อน เพราะผมยังต้องนั่งคิดอะไรหลายๆอย่าง
ช่วงสัปดาห์ที่แล้วผมได้กลับบ้าน และไปถ่ายรูปแมวเหมียวของผมเอง ผมกลับมาดูรูปถ่ายของตัวเองแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังใหม่สำหรับการถ่ายรูปมาก ในตอนดูรูปคนเหล่านั้น ที่ถ่ายรูปได้อารมณ์แบบนี้ แบบนั้นผมชอบดู เค้าคิดอะไรกันอยู่น่ะผมนั่งคิด ผมทำพลาดเรื่องแสง ผมกลับมาอ่านเรื่องแสง ผมลืมดูเรื่อง DOF ทำให้ภาพผมขาดมิติที่ถูกต้อง ความคมชัดอยู่แค่ในช่วงจมูกของแมวแทนทีมันจะชัดทั้งหน้าและละลายฉากหลักทิ้งไป ไม่ขอโทษเลนส์มันขึ้นอยู่กับมุมมองในขณะนั้นและประสบการณ์ พอเห็นภาพตัวเองแล้วอยากมีเวลากลับไปถ่ายใหม่จังเลย……..ส่วนภาพอื่นๆยิ่งดูยิ่งไม่ถูกใจ เพราะการถ่ายในสถานการณ์จริง มันต้องใช้ทั้งโชค จินตนาการและอุปกรณ์ที่พร้อมมือไปพร้อมๆกัน…..ครั้งนี้มันทำให้ผมได้เรียนรู้อีกมากมาย มันคือประสบการ และผมคงต้องเรียนรู้อีกนาน ขอพูดเรื่องคำว่าทฤษฎี ก่อนที่ผมจะเลือกซื้ออะไรหลายๆอย่างผมคำนึงถึงคำนี้มากมาย แต่พอถึงสถานการณ์จริงผมกลับใช้คำว่า ทฤษฎี ได้แค่เพียงเปลือก นอกเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องใช้ตลอดเวลาคือประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามตลอดเวลาของตัวผมและหลายๆอย่างที่ผมทำ ผมเลยคิดว่าการที่ผมมีคำว่า ทฤษฎี มีไว้ก็ดีมันจะช่วยตอบคำถามกับคนที่อยากลองของและอยากมากวนตีน แต่ผมจะไม่ยึดถือคำว่า ทฤษฎี มาใช้งานในผมเด็ดขาด เพราะมันจะขาดความเป็นศิลปะ และผมยังต้องลองอีกมากมาย กับกล้องดิจิตอลตัวแรกของผม…….มั่วเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผม…และตอนนี้ผมคงต้อง งม อีกระยะหนึ่งถึงจะเข้าใจสิ่งที่ตัวเองต้องการ ภาพแบบไหนที่ต้องการจากกล้องดิจิตอลตัวนี้…..
เมื่อเย็นวันพฤหัสที่ผ่านมา เพื่อนสนิทได้โทรมาเลื่อนการเดินทางไปเป็นช่วงสัปดาห์หน้า ผมรู้สึกดีใจอย่างแปลกๆ เอ๊ะเรานี้ยังไง ไม่ได้เงินยังมาทำดีใจ…….อาทิตย์นี้ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ มันเป็นเหมือนสัปดาห์ที่พักผ่อนก่อนที่จะเจออะไรหนักๆในสัปดาห์หน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือ เรื่องเว็บ และเรื่องงานส่วนตัว พอได้ยินคำว่าขอเลื่อนเป็นสัปดาห์หน้านะ……..ผมยิ้มและหัวเราะอย่างสุขใจ วันเสาร์นี้ว่างอีกแล้วละซิ……ทำอะไรดีละ คิดๆ ยังไม่มีแผนการไดๆ
วัน อังคาร พุธ ไม่มีอะไรมากมายไปกว่าการทำงานจนหน้าดำ (แต่หูยังไม่ดำ แม้จะอยู่ใกล้มนุษย์หูดำแถวนี้มากมาย) เหมือนเดิม……มีพี่คนหนึ่งบอกกับผมว่า ช่วงนี้ผมดูแปลกไป ผมเหมือนผอมลง ทั้งๆที่ตัวผมยังรู้สึกว่าตัวผมเท่าเดิมตลอดเวลา หน้าดำขึ้น ทั้งๆที่อยู่แต่ในร่ม พี่สังเกตเห็นอะไรแล้วอยากพูดหรือเปล่า บอกผมมาตรงๆเลยก็ได้ไม่ว่ากัน……..ความรู้สึกของช่วงต้นสัปดาห์นี้ ดีแสนดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานที่เบาลงเยอะ (สัปดาห์นี้เท่านั้นนะ) เรื่องส่วนตัว และสภาวะอากาศ หน้าหนาวที่มาเยือนเร็วมากกว่าปีก่อน ปีนี้หนาวเร็วเหมือนกับว่าผมนอนหลับไปตื่นมาก็ถึงฤดูหนาวซะแล้ว ทุกๆครั้งที่อากาศหนาวผมจะตื่นมากลางดึกและคิดว่าตัวเองเปิดแอร์หนาวไปหรือเปล่า แต่เมื่อมองขึ้นไปที่เครื่องปรับอากาศผมก็จะพบว่ามันปิดอยู่ มันเป็นเหมือนสัญญาณว่าหน้าหนาวแล้วน่ะเว้ย………
วันจันทร์ ทุกอย่างในวันจันทร์เต็มไปด้วยความเหนื่อยจากการเดินทางไกล ผมเข้างานตอน 10 โมงเช้าพร้อมด้วยหน้าตาเหนื่อยๆ ข้าวของเต็มตัวเพราะยังไม่ได้แวะเข้าบ้านเลย………ไปแบบไหนมาแบบนั้น มันเป็นวันที่ผมนั่งคิดอะไรมากมายในตอนกลางคืน พอตอนเช้าผมเลยหัวยุ่งๆพร้อมทั้งไม่ได้อาบน้ำมาทำงาน มันหนาวนิ……ทุกอย่างดูปรกติ ตอนเย็นก็กลับบ้านกับคนที่ผมรู้สึกดีด้วย กลับถึงบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาหาไรกิน ก็เจอคนที่ผมเจอหน้าบ่อยๆ บ่อยมากๆจนผมจำหน้า จำท่าทางเดิน จำชุดทำงานในแต่ละวัน และรองเท้า ผมจำได้……..แต่ทุกครั้งที่ผมเจอผู้หญิงคนนี้ผมจะไม่สนใจ ผมเดินผ่านและหายไปในฝูงชนกับผู้คนที่มากมาย ผมเจอเค้าแทบทุกวันในหนึ่งสัปดาห์เจ็ดวัน ครั้งแรกที่เจอผู้หญิงคนนี้ ผมรู้สึกไม่ชอบท่าทางและการกระทำเพราะดูเค้าหยิ่งยโสเหลือเกิน เหมือนกับแมวที่ไม่ยอมให้คนจับในครั้งแรกที่มันเห็นหน้า และผมคิดถึงภาพตอนที่ผมมองเค้า ผมก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ทุกๆครั้งผมทำเป็นไม่เห็นเค้าด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้า หรือตอนเย็น วันเสาร์เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ช่วงบ่ายเป็นเวลาที่มักจะตื่นนอนมากับหัวยุ่งๆ และออกไปหาอะไรกินในเวลาต่อมา ผมก็แบบนั้น เช่นเดิมเหมือนที่เคยทำ ผมใส่รองเท้าและเดินออกไปบนท้องถนน ยังไม่ทันถึงร้านข้าวร้านประจำ โทรศัพท์ดัง พร้อมบอกให้มาด่วน ถ่ายรูปให้พี่บ้าง วันนี้พี่มางานที่นี้…….ตามมาด้วยนะ ผมรับปาก กลับไปห้องพร้อมด้วยการแบบหนาวๆ หิวๆ ประหลาดๆสับสนบอกไม่ถูก ผมเอากล้องยัดใส่กระเป๋าและออกเดินทางในทันที……. จากจุดนั้นไม่นานผมถึงจุดหมาย อย่างรวดเร็วและจัดการถ่ายรูปให้เป็นที่เรียบร้อย ได้เวลากลับบ้านแล้ว ผมมาแค่นี้เหละ……ไม่นานนักผมกลับถึงจุดเริ่มต้น พร้อมด้วยท้องที่ร้องเสียงดังด้วยความหิวโหย วันนี้ไม่มีอะไรตกถึงท้องกูเลยเว้ยย ผมเดินตรงไปที่ร้านข้าวร้านประจำพร้อมสั่งข้าวกลับไปกินที่ห้อง เพราะอยากเอารูปที่ถ่ายมะกี้มาดูกับจอใหญ่ๆที่บ้าน…….ผมเดินไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวต่อเพื่อสั่งเกาเหลา แต่ด้วยผมลืมตัวว่ารองเท้าที่ใส่อยู่นั้นเป็นรองเท้าที่ขาดไปกว่า 70% แล้ว ผมเดินยังไม่ถึงรองเท้าขาดซะแล้ว……ทางซ้ายของรองเท้า ที่สวมขาด มันทำให้ไม่สามารถใส่ได้ต่อไป ผมหัวเราะตัวเองและก็ยังคิดว่าโชคดีที่มันไม่ขาดตรงที่ผมไปถ่ายรูป…….ไม่งันมันคงทำให้ผมดูแย่ไปกว่านี้ ผมยืนรอของที่สั่งพร้อมกับใส่รองเท้าข้างเดียว ประหลาดดี…..ผู้หญิงคนนี้เดินผ่านมาพร้อมกับหน้าตาสดใสอย่างที่เห็นทุกๆเช้า ทุกเย็น และทุกครั้งที่ผมเห็นเธอ ผมไม่มองเธอเช่นเดิม เค้าเดินผ่านผมไป ผมพยามจะหลบไม่ให้เค้าเห็นเท้าผม แต่จุดที่ผมยืนสังเกตได้ง่าย ตัวผมใหญ่ด้วยเหละ….เค้าหัวเราะเบาๆ และส่งสายตาอ่อนโยนมาให้ผม อย่างที่เคยได้รับจากใครบางคน ผมกลับบ้านแบบไม่ได้คิดอะไร ผมนั่งทำงานจนดึก และก็ออกไปข้างนอกและกลับมาพร้อมกับความเมาที่เป็นเพื่อนยามค่ำคืน ก่อนที่ผมจะนอน ทุกอย่างมันย้อนกลับมาเป็นภาพที่เหมือนหนังฉายซ้ำว่าวันนี้เราไปทำอะไรมาบ้าง เค้าทำให้ความคิดผมเปลี่ยนไป เวลาที่ผมมองคนอื่นผมมักมองด้วยมุมมองที่ผมเห็น บางที่มุมมองที่ผมมองมันไม่จำเป็นต้องถูกต้อง หรือผิดตลอด ที่ผมมองว่าผู้หญิงคนนี้หยิ่งจัง…..เพราะผมมองเห็นการกระทำของตัวเองแต่คนอื่นเป็นคนแสดง ผมเองที่เป็นคนไม่ยอมจะพูดคุยกับใครอย่างง่ายๆ หรือจะสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทั้งๆที่หลายคนเต็มใจ แต่ผมกลับเมินเฉยและปล่อยให้มันผ่านไป กลับมาที่วันจันทร์ที่ผ่าน หลังจากที่ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าผมออกมาหาอะไรกินเช่นเดิม ผมเจอเค้าอีกครั้ง…..ครั้งนี้มันไม่เหมือนทุกครั้ง เค้าเดินเข้ามาใกล้ผมมากยิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้น เค้าหลบสายตาที่ผมมองไป ผมพูดคำว่า “สวัสดีครับ” ด้วยน้ำเสียงแบบผม เค้าหันมาและตอบกลับอย่างรวดเร็ว และยิ้มให้ผม พร้อมทั้งเดินจากไปอย่างรวดเร็ว มันเร็วจนผมไม่ทันได้พูดหลายๆอย่างที่อยากจะพูดแต่ไม่เป็นไรโอกาสยังเป็นของผมเสมอหากผมต้องการ ผมเดินกลับไป พร้อมกับการรอคอยให้คนมาเปิดประตู ผมเผ้ารอเพราะผมทำการ์ดเปิดประตูหายไป….มันหายไปไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน……แต่มันดีที่หาย มันทำให้ผมอดทนมากขึ้นกับการรอคอยที่จะได้พบความสุขของตัวเอง ผมเผ้ารอ หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านทั้งๆที่ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ยังไม่ทันได้อ่าน ผู้หญิงคนเดิมที่ผมพึ่งพูดคำว่า “สวัสดีครับ” กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับตะกล้าผ้าที่เต็มไปด้วยเสื้อฟอร์มที่เค้าใส่เป็นประจำ ผมมอง………เค้ายิ้ม……มันมากกว่ารอยยิ้มในทุกๆครั้งที่ผมเห็น วันนี้ผมเห็นรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นจากเค้ามากก่อน มันไม่สวย แต่มันให้ความรู้สึกว่าหัวใจผมเต้นแรงเมื่อพบเห็น ผมยิ้ม….ด้วยความชอบใจ แต่ไม่ได้พูดคุยสิ่งได ผมเดินกลับเข้าไปในห้อง พร้อมยกตะกล้าผ้าของตัวเองมาซักเช่นกัน ไม่ใช่เพราะผมอยากคุยกับเค้า ผมกะจะซักผ้าอยู่แล้ว เค้าเดินสวนทางพร้อมกับรอยยิ้มแบบแอบๆที่ฝากให้ผมไปนึกถึงอีกครั้งก่อนจะหมดค่ำคืนนั้นไป ผมชอบความรู้สึกที่ผมพบเจอ ความตื่นเต้น แต่ในความตื่นเต้นไม่ได้มีผลต่อร้างกายเลยแม้แต่น้อย ผมเป็นปรกติทุกๆอย่าง และสิ่งสุดท้ายที่กำลังคิดในวันศุกร์แบบนี้และวันเสาร์ก็ยังว่างอยู่…..ผมว่าจะชวนเค้าไปเที่ยวกับผมซักทริปหนึ่ง อาจจะอยู่แถวๆนี้ ไม่ได้ไปไหนไกล แค่อยากรู้ว่าเค้าเป็นคนยังไง 27 November กลิ่นจากๆวันลอยกระทง และหมู่บ้าน FatCAtลอยกระทางเทศการที่ไม่ได้ไปสัมผัสนานมาแล้ว วันเสาร์ที่ผ่านมา ตัวผมได้มีโอกาศเดินทางไปที่โคราชเพื่อการพักผ่อน และไปทำงานบางอย่าง ก็เลยเก็บรูปมาฝากกัน แต่จริงๆแล้ว ลอยกระทงแทบไม่ได้ถ่ายอะไรเลย เพราะเลนส์ที่ใช้งานอยู่ตอนนี้มีค่า F ที่ค่อนข้างสูง ก็เลยทำให้เกิดปัญหาในการถ่ายที่มืดมากๆ จึงไม่มีรูปถ่ายตอนกลางคืนมากนัก เลยขอใช้คำพูดว่า "กลิ่นเหงากับวันลอยกระทง" เพราะไม่มีรูปเกี่ยวกับการลอยกระทงเลยแม้แต่น้อย
นายแบบของผม มันคู่ควรกับการถ่ายรูปข้างถังขยะจริงๆ 55555
เรียกเหมียวๆ เดี๋ยวก็มา แมวยังถ่ายไม่ครบ ผมก็ต้องได้เวลากลับมาทำงานในวันจันทร์ซะแล้ว......ยังขาดอีกตั้งหลายตัว
และสิ่งสุดท้าย แต่อาจจะเป็นสิ่งแรกที่คนจะนึกถึงเมื่อมาเยือนโคราช นั่นก็คือ "ย่าโม" ที่หลายคนให้ความเคารพนับถือ
ในขณะที่ยืนถ่ายรูป ผมรับรู้ถึงความสงบเงียบ และเป็นสุข ของบ้านเมือง และที่นี้คือบ้านของผม มันเคยเกิดหลายสิ่งหลายอย่าขึ้น และมันจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป.....
ปล. พอแปลงไฟล์ออกมาแล้ว รู้สึกไม่ถูกใจกับรายละเอียดมากๆ ต้องหาวิธีกันต่อไป..... 23 November วันศุกร์ในวันศุกร์แบบนี้ หลายคนคงกำลังสนุกสนานดีใจ เพราะพรุ่งนี้วันเสาร์ ได้หยุดพักผ่อนกันซัก เช่นเดียวกับตัวผม วันนี้ผมตื่นสาย เข้างานตอนเก้าโมง พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าที่ไม่ได้พบเจอมานาน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ กับเมื่อสองวันก่อน มันทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ว่าการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำมันยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่เป็น แม้ว่าจะอยู่สูงขนาดไหน เก่งหรือโง่ที่สุด หากว่ากระทำแล้วก็ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ยอมรับสิ่งเหล่านั้นและโยนให้คนอื่นรับแทน นั่นมันจะทำให้คนรอบข้างที่เคยนับถือเสื่อมความเคารพไปได้มากพอสมควรเลย
ผมไม่ได้ติดใจหรือโกรธอะไรกับใคร แต่แค่ไม่ชอบการกระทำแบบนี้เท่านั้น และก็คงไม่มีใครชอบเช่นกัน แต่ก็ต้องยอมรับมันโดยดี ก็เพราะเรายังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่คนอื่นสร้างขึ้น ไม่ใช่ตัวของเรา วันนี้ผมเข้าสู่สภาวะปรกติแบบตอนนี้ แต่ความรู้สึกบางอย่างยังคงหลงเหลืออยู่ดี มันทำให้ผมมีมุมมองต่อคนรอบข้างเปลี่ยนไป สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน และเมื่อวันก่อน มันทำให้ผมแทบระเบิด แต่ยังดีที่ต่อหน้าผมไม่เคยแสดงอะไรออกมา แม้แต่สีหน้า…….และปล่อยให้มันผ่านไป แต่ยังไงมันก็ผ่านไปแล้วตัวผมไม่ติดใจอะไร ผมเพียงจะจำวันที่เค้าทำไว้ให้ดี และเรียนรู้ว่า ผมจะไม่ทำแบบนี้กับใครแน่นอน
กลับมาเรื่องวันนี้ ทุกอย่างดูสบายๆทุกครั้งที่ถึงวันศุกร์ อย่างที่พูดไปเหละว่านี้มันคือวันสุดท้ายของการทำงาน และต้องอยู่บนกฎเกณฑ์ของคนอื่นที่สั่งให้เราตื่นเจ็ดโมงเช้า อาบน้ำแปลงฟัน และมาทำงานให้ทันตอนแปดโมงครึ่ง ทุกๆอย่างในวันนี้เลยดูสบายๆ จริงๆแล้ววันเสาร์และวันอาทิตย์ แทบทุกสัปดาห์ผมจะมีงานรอให้ทำในถึงแม้มันเป็นวันหยุดของผม และสัปดาห์นี้ก็มีเช่นเดียวกัน แต่ทางเลือกของผมก็คือไม่กระทำสิ่งเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะอยากทำงานแค่ไหน เพราะผมเริ่มรู้สึกว่าตัวผมคิดช้าลงหลายๆอย่าง และการทำงานแบบเหนื่อยๆแบบนี้ก็จะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น สัปดาห์นี้ผมเลยตัดสินใจที่จะไม่ทำอะไรเลย และเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดซักสองวัน เริ่มจากการเดินทางในวันนี้เลย พรุ่งนี้พักผ่อนสบายๆ แล้วค่อยกลับมาวันอาทิตย์ตอนเย็นๆ ในวันเสาร์นี้เป็นวันลอยกระทง ผมไม่ได้ลอยกระทงมาหลายปีมากๆ ปีนี้ก็จะไม่ลอยเหมือนเดิม แต่อยากไปดูงาน อยากไปดูผู้คน และอยากไปผ่อนคลายแบบไม่ต้องสมองคิดอะไรเลย มันคือวันพักผ่อนของกู 19 November เสาร์ อาทิตย์เมื่อคืนในขณะที่ผมกำลังนั่งคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผมไม่เคยจะเข้าใจ ในขณะที่ผมกำลังจะนอนหลับและฝันไผ่ถึงสิ่งที่จะเกินขึ้นในวันนี้ ในขณะที่ไฟมืดสลัว หลงเหลือเพียงแต่แสงจันทร์ มีเพียงดวงตาที่ลุกวาว ดังไข่มุกในท้องทะเลยามค่ำคืน ผมกำลังคิดสิ่งได…….
หลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องการทำ หลากหลายเส้นทางที่ต้องเลือก แง่มุมที่ผมไม่เคยพบเจอ และความคิดแบบที่ผมไม่มีทางที่จะเข้าใจ หลายสิ่งที่หลายอย่างในค่ำคืนนี้ดูเป็นปรกติ ความเงียบสงบทำให้ผมคิดถึงคำว่า “กฎเกณฑ์” กับสิ่งที่เราต้องทำ หากว่าเราต้องการจะทำบางสิ่งให้ใครบางคน และใช้คำว่า “กฎเกณฑ์” มันอาจจะไม่ถูกต้องนักใช่หรือไม่ คำว่า “กฎเกณฑ์” มีไว้สำหรับบังคับให้คนบางแบบต้องทำสิ่งที่เค้าไม่อยากทำ ในความเข้าใจของตัวผมเอง
ผมนอนคิดต่อว่าคำว่า “ช่วยเหลือ” คืออะไร…..
คำว่า “ช่วย” ตามความเข้าใจของตัวผมคือ การให้บางสิ่งที่ผู้รับต้องการ และคนที่โดนขอร้องให้ช่วยต้องเต็มใจด้วย คำว่า “เหลือ” คือ เราต้องว่างจากสิ่งที่เราต้องทำ หรือมีบางสิ่งอย่างเหลือเฟือจนสามารถช่วยใครบางคนได้ แต่ว่า หากการช่วยเหลือนั้นมันบ่อยเกินไป จนขาดความเกรงใจ ละมันจะเป็นยังไง
แสงตะวันเดินทางย้อนกลับมาในความคิด กลับมาที่ตอนบ่ายของวันอาทิตย์ที่ผมไม่อยากจะทำสิ่งได แม้แต่รับสายโทรศัพท์ แม้แต่คุยกับใครทางเสียงหรือตัวหนังสือ ผมอยากพักผ่อน ในวันเสาร์ผมรู้สึกดี มันเป็นวันที่ผมได้นอนสบายๆ ทำตัวเหมือนแมวอ้วนๆในผ้าห่มนุ่ม นอนกลิ้งไปกลิ้งมา และได้เห็นแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างที่ติดฟิล์มบางๆ ผ้าม่านลายที่คุ้นตา นาฬิกาที่เดินตามเวลาของมัน แต่ตัวของผมไม่จำเป็นต้องสนใจมัน นี้เหละคือการพักผ่อน ในวันอาทิตย์พี่ที่ผมไม่อยากจะเจอโทรหาผม และอยากจะให้ผมทำบางสิ่งที่ผมไม่อยากทำ มันเป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่าผมให้ไปเท่าไรแล้ว พี่จะเอาอะไรกับผมอีก มันเป็นความคิดในตอนผมรับสาย ซึ่งอยู่ดีๆเค้าก็โผล่มาพร้อมกับการขอความช่วยเหลือทันที เหมือนครั้งก่อนๆที่ทำเป็นประจำ ผมไม่อยากใจดำ แต่ผมเพียงไม่อยากช่วย บางครั้งและหลายๆครั้ง ผมรู้สึกว่าคำขอร้องของพี่เค้ามันชั่งไร้เหตุผล มันชั่งดูไม่มีแก่นสาร และไม่มีสิ่งที่จำเป็นในนั้นเลย
ผมตัดสินใจไม่ช่วยเหลือ ทำให้พี่เค้าเหมือนจะซึมๆไปหน่อย แต่ หากว่าผมช่วยเค้าตลอดไป เค้าก็ยังจะเป็นแบบนี้ อายุก็ไม่ใช้ว่าน้อย สามสิบสองปีแล้ว จะทำอะไรควรใช้สมองตัดสินให้มากกว่าหัวใจได้แล้ว ผมนอนต่อนอนอย่างมีความสุข จนเมื่อยามเย็นเข้ามาเยือนพี่เค้าหาทางที่จะขอความช่วยเหลือนั้นจนได้ เค้ายังนำมาให้ผมดู ผมคิดในใจว่าทำไม ความต้องการสิ่งของ ของตัวเค้าไม่เคยจบสิ้น และไม่เคยรู้ว่าต้องการไปเพื่ออะไร ผมสงใส ในวันนั้นผมเห็นสิ่งที่เค้าซื้อมา มันดูไม่มีค่าสำหรับผมเลย แต่กับเค้าดูเหมือนสิ่งที่เค้าได้มา ด้วยการหยิบยืมทรัพย์สินจากคนอื่นมันน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก ทำไมพี่ถึงเป็นอย่างนี้………..
ผมเคยคิด….เมื่อผมเห็นใครจากเพียงภายนอก ผมไม่ทันได้รับรู้ว่าความจริงมันเป็นอย่างไร ผมมองเห็นด้วยตาทั้งสองข้างว่านี้คือความจริง และนี้คือสิ่งที่เห็น แต่เมื่อได้สัมผัสแล้วกลับพบว่า ความจริงที่เห็นเป็นเพียงการสร้างภาพให้เราเชื่อตามนั้น และนี้คือ “กฎเกณฑ์” ของสังคมที่ทุกคนจะแสดงตัวแบบที่อยากจะเป็นเสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ความเป็นจริงจะปรากฏให้เห็นไม่ทางไดก็ทางหนึ่ง สุดท้ายกับพี่คนนี้จากที่เคยเห็นว่าเป็นคนที่น่าคบหา ในขณะนี้ผมกลับมองเห็นเค้าเป็นเด็กอายุสิบขวบที่ยังอยากได้ของเล่นไม่เลิก และไม่เคยทำสิ่งไดจริงจัง หลายสิ่งหลายอย่างที่พยามพูดเตือนไป โดยที่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นเด็กไม่อยากทำให้เค้ารู้สึกลำบากใจ ก็เพราะผมเป็นรุ่นน้อง แต่เค้าไม่เคยรับฟังและเดินตามเส้นทางของตนเอง จนผมไม่สามารถที่จะ “ช่วยเหลือ” ทุกๆอย่างได้อีกต่อไป มันจึงต้องมีการใช้ “กฎเกณฑ์การช่วยเหลือ” เกิดขึ้นกับพี่เค้าในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลือจากผม หลายๆครั้งพี่เค้าทำให้ตัวเองดูแย่ลงไปทุกขณะในทุกกรเคลื่อนไหวของชีวิต ทุกๆสิ่งที่เค้าทำ ทุกๆอย่างที่เค้าตัดสินใจ และทุกๆคำพูดของเค้า มันทำให้ผมเริ่มห่างไกลจากเค้ามากยิ่งขึ้น 15 November มุมมองผมห่างหายจากคลื่นนี้ไปนาน ไม่ติดตามและไม่สนใจ สิ่งที่เจอก็คือเมื่อผมกลับเข้าไปสู่บรรยากาศนั้นอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ผมกลายเป็นผู้ผลิต และใช้ว่าจะไปเดินเที่ยว เสพงานดนตรี ผมกลับเจอมุมมองบางอย่างที่มันอธิบายได้ยากแต่ มันสามารถเข้าใจได้
ผมแวะไปมุมหนังสือทำมือ ซึ่ง มุมนี้ผมจะไปทุกๆปีเมื่อครั้งผมยังฟังคลื่นนี้อยู่ แต่ครั้งนี้ผมกลับไป ผมพบแววตาและความสลดใจมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไป มีหลายอย่างทำให้ผมเริ่มเข้าใจในบางสิ่ง ผมไปนั่งตรงบอร์ดใหญ่ๆ แล้วนั่งลงพร้อมทั้งเก็บภาพบรรยากาศในวันแรก และคิดในใจว่าทำไมมันชั่งเงียบเหงาแบบนี้ ผมเห็นบูทหนึ่งที่ใช้ชื่อหนังสือว่า “ตัวบรรจงเต็มบรรทัด” ผมเห็นเด็กผู้หญิงขายหนังสืออยู่ประมาณสามคน เท่าที่ผมเห็น ผมอยากจะเดินเข้าไปซื้อ ไม่ใช้เพราะว่าพวกเค้าเหล่านั้นน่ารัก สวย เกินห้ามใจ แต่ผมอยากช่วย หลายๆบูทที่เห็นเงียบเหงา แทบไม่มีคนเดินมาผ่าน ถึงเดินผ่านมาก็เดินผ่านไป เช่นเดียวกับบูทเพลง “Bedroom” สงใสว่าผมคงไม่ได้มางานแบบนี้นานมาก มันทำให้ผมรู้สึกว่างานจัดหลวมไปหน่อย คนไปกระจุกอยู่ที่ด้านหลังแทบทั้งหมด ส่วนด้านหน้า แทบไม่มีคนเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประหลาด
ที่ด้านข้างโซน Bedroom จะเป็นที่แปะว่าบ้านตัวเองอยู่ที่ไหน ตรงนี้เข้าท่าดี คนมากมาย แต่ทำไม่เดินผ่านมาทาง Bedroom เลยแม้แต่น้อย ทำเอาคนที่ได้บูทอยู่สองแถวหน้านั่งหน้าสลอน และพบกับความเงียบเหงาจับใจ ผมนั่งสังเกตอยู่นาน เมื่อมีคนเข้ามาลองฟังหรือพูดคุย จากคนที่นั่งอยู่เหมือนรูปปั่นก็กลับไปเป็นดังสิ่งมีชีวิตและความเหงาก็จากไปพร้อมด้วยรอยยิ้มที่แจกอย่างไม่อันให้กับ คนที่สนใจ แค่เพียงสอบถามตัวเค้าเท่านั้น
ส่วนบูทของพวกพี่ๆผม ก็อยู่สองแถวหน้าเช่นเดียวกัน คนเดินผ่านมา แล้วก็เดินผ่านไปบ้างสนใจ บ้างก็เดินเลยผ่าน ทำไมผมรู้สึกว่าสายตาของคนขายเพลงในบูทผม มันดูไม่จริงใจและอยากเพียงแค่หาช่องทางเท่านั้น ผมไม่ค่อยรู้สึกแบบนี้กับใครบ่อยนัก แต่ผมมองแววตาคนที่ขายแล้วรู้สึกได้ถึง…..บางสิ่ง
ยังไม่ทันจะได้เขียนความรู้สึกของตัวเองในงานวันที่สอง วันนี้ผมเริ่มมานั่งคิดว่าในงานมีอะไรบ้าง พบเจออะไรบ้าง ผมกลับรู้สึกว่ามันผ่านพ้นไปเร็วจนผมจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่จำได้ขึ้นใจก็คือความผิดหวังของคนรอบข้างในวันแรก มันเหมือนเป็นวันที่ทุกอย่างดูเหน็ดเหนื่อยจนแทบจะเดินต่อกันไม่ไหว แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ทุกคนก็ยังพร้อมจะสู้ต่อ
ตกดึกของเมื่อคืนในขณะที่ผมพึ่งได้เอาเมโมรีการ์ดที่ใช้ในกล้องมาก็อบปี้ไฟล์ลงในคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะเปิดดู แต่ในค่ำคืนนั้นผมได้เปิดเว็บบิตขาประจำ เพื่อหาอะไรดูเพลินๆ สิ่งที่พบก็คือมีไฟล์ใหม่ชื่อคุ้น เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน มันเป็นไฟล์เพลงที่เหมือนผมเคยร่วมงาน ที่เหมือนเคยอดหลับอดนอน ที่เหมือนเคยด่าคนในอัลบั้มนี้มาก่อน และที่เหมือนเคยไปถ่ายรูปพวกเค้าไว้……..สรุปคือ ที่เหมือนเคย มันกลายเป็น “เคย” นั่นก็คืออัลบั้มที่ผมทำโดนเอาไปลงเว็บบิตซะแล้ว เมื่อเห็นความรู้สึกแรก มันก่ำกึ่งระหว่างดีใจ หรือ ฮา…..แต่ไม่มีความรู้สึกเสียใจเลยแม้แต่นิด ในขณะที่เห็นคน seed อยู่เป็นจำนวนมาก ผมกลับรู้สึกเหมือนการเริ่มต้น เหตุผลก็คือเมื่อมีที่หนึ่งปล่อยแล้ว ก็คงจะปล่อยอีกหลายที่ตามๆกันมาเป็นระรอกๆ นี้เหละคือข้อเสียขอเทคโนโลยีที่เหล่าศิลปินทั้งหลายต้องพบเจอ ส่วนตัวคิดไว้แล้วว่าซักวัน มันคงมาถึงตัวเรา ขณะนักแต่งเพลงบางคนในอัลบั้มนี้ยังฟังเพลงเป็น MP3 และยังสนับสนุนผีอยู่เลย จะมาบ่นแล้วบอกเสียใจก็คงเป็นไปไม่ได้……..ในเมื่อตัวเองยัง “ผี” จะมาโทษ “ผี” ได้อย่างไรกัน
เทคโนโลยีกับชีวิตประจำวันและศิลปะ มันล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเดินทางร่วมกันตลอดเวลา ถึงแม้จะมีบางครั้งที่ดูจะขัดแย้งกันบ้าง แต่เทคโนโลยีมักจะอยู่ในทุกๆสิ่งที่เราต้องใช้ในทุกๆวัน ไม่ว่าจะเป็นของที่เราต้องกิน ของที่เราต้องดื่ม หรืออากาศที่เราหาย เพราะเทคโนโลยีเดินตามเวลา มนุษย์ก็เช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นด้านลบของศิลปะก็คือ การใช้เทคโนโลยีที่ผิดวิธี เช่นเดียวกับเพลง “ผี” ที่ระบาดอยู่ในขนาดนี้ แต่ไม่มีใครผิดเลยแม้แต่นิด คนใช้ไม่ผิด เพราะเป็นผู้เสพ ผู้ผลิตไม่ผิด เพราะต้องการเงิน แล้วใครกันที่ผิด
……………………………………….ใคร…………………………………………………………ผิด………………………………………………………………………………………………………………………………………………………คุณ……………………………………………………………ตัด…………………………………………………………………………………………………………………………………………………… สินเอง…………………………………
แก๊สโซฮอล์งั้นหรอ อาจจะยังไม่ใช้ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับความสำนึกและแนวทางคนเสพมากกว่า ไม่ได้ว่าใครผิด อย่าพึ่งด่าผม ผมมักได้คิดคำพูดหนึ่งบ่อยครั้งจากผู้ที่ใช้ MP3 เค้าบอกว่าถ้าฟังแล้วชอบก็ซื้อ ซึ่งจะบอกตรงๆว่าผมไม่เชื่อ เหตุผลก็เพราะถึงชอบคุณก็ไม่ซื้อมันหรอก จริงหรือไม่ เพราะเพลงในขณะนี้มันมีแต่……..เต็มไปหมด เพลงดีหรือไม่ดีอยู่ที่การตัดสินของคนฟัง อย่าด่าเพลงเพราะเกลียดสิ่งเหล่านั้น ให้คิดถึงการผลิตที่แสนจะเหน็ดเหนื่อย และความยากเย็นลำบากลำบนของคนที่ทำมันขึ้นมาก่อน แล้วบางครั้งการเสพดนตรีอาจจะทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆ และอยากจะได้ CD เป็นแผ่นมาจับมากยิ่งขึ้นก็เป็นไปได้
ปล.รูปงาน FAT ทั้งสองวัน เร็วๆนี้..... 01 November สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานผมกลับบ้านด้วยพร้อมกับบางสิ่งที่ มันเหมือนจะดี แต่มันไม่ดี คำว่า “ขำๆ” คำนี้แปลว่าอะไร เกิดอะไรขึ้น
เมื่อวานหลายสิ่งหลายอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ผมยกภูเขาออกจากอกได้ลูกหนึ่ง แต่มันก็ยังเหลืออีกหลายลูก งานที่ล้นท่วมหัวเหมือนเป็นภูเขาในหัวใจ เพราะเหมือนยิ่งทำยิ่งเยอะ ยิ่งเดินยิ่งเหนื่อย ผมทำได้แค่เพียงกระทำหลายสิ่งให้เสร็จในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับเทคโนโลยี คอร์ทูดูโอ
แต่เมื่อวานนี้หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนไป ผมหมดคำถามกับคำว่า แอบชอบใครซักคน ซักที มันไม่เหมือนกับทุกๆครั้งที่ผมเคยกระทำ ผมมักไม่พูดสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะสิ่งไหนก็ตาม เพราะผมกลัวผมพูดไปแล้วไม่ได้ดังสิ่งที่หวัง แต่หลังจากนี้เป็นต้นไป ผมจะเริ่มใหม่ ทุกๆอย่างที่ผมต้องการ ผมจะพูด เพราะไม่อย่างนั้นใครจะไปรู้ว่าผมต้องการอะไร จริงหรือไม่ สายตาที่มอง ถึงแม้มันจะสื่อความหมาย แทนหัวใจได้ แต่หลายๆครั้งที่ผมใช้มัน ผมพบว่าหลายๆคนไม่เข้าใจ ถึงแม้ผมพยามมองลึกเข้าไปถึงหัวใจของเค้าคนนั้นก็ตาม ในความเป็นจริงสายตาของผมอาจจะไม่หวานเท่าตอนผมเมากัญชา มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข หลายๆครั้งที่ผมพยามจะหยิบยื่นบางสิ่งให้ใครบางคน ผมพยามทำอย่างดีที่สุด และสุดท้ายสิ่งที่ดีที่สุดก็หลายเป็นสิ่งที่หลงลืมได้เร็วที่สุด
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ผมไม่รู้สึกอะไรกับมันแม้แต่น้อย ผมยังยิ้ม หัวเราะ และเป็นเหมือนเดิม เพียงแต่ผมได้บางสิ่ง บางอย่าง นั่นคือความกล้าที่จะเปิดเผยหัวใจดวงนี้ให้กับใครก็ตามที่ต้องการมัน และมันน่าจะเป็นทางที่ดีกว่าปิดมันไว้อย่างนั้น |
|
|