| Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists | Help |
|
22 January รูปจาก HTC TyTN IIกูไม่รู้ 5555หากอยากชนะคนต้องทำยังไง…..ต้องยิ้มหรือทำหน้าดุร้าย หรือใช้วาจาอย่างฉลาดเฉลียวดูมีความคิด ทุกอย่างของคนมันสามารถอ่านได้จาก การขยับเพียงเล็กน้อย สายตาถึงแม้จะสื่อถึงทุกสิ่ง แต่ไม่จริงเสมอไป เพราะเราสามารถบังคับให้มันทำตามความคิดได้
หลายครั้งความคิดผมถูกเมื่อมองแค่เพียงผ่าน อย่างเช่นสิ่งที่ผมได้เจอมา ผมพยามจะเป็นมิตรกับทุกๆคน แต่บางครั้ง บางคนก็พยามจะใช้คำพูดเพื่อแสดงตัวตนของตัวเองออกมา เช่นเดียวกับคำที่ว่า พ่อแม่เป็นกระจกสะท้อนเงาของเค้าผ่านลูกๆ เป็นเช่นนั้น คนที่ผมได้คุย เป็นคนที่ผมไม่อยากจะคบหาไม่ใช้เพราะด้วยวาจา ไม่ใช้เพราะด้วยท่าทาง แต่เป็นสันดารตางหาก มันแก้ไขไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มา การโชว์ความใหญ่โตด้วยปฏิกิริยาและน้ำเสียง แค่มองก็จะเห็นถึงภายในว่าเป็นคนหว้าเหว่แค่ไหน สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคือความรักและความเอาใจใส่ รวมถึงความชื่นชม และมันจริงอย่างนั้น……
หลายสิ่งที่นั่งฟัง ผมไม่สงใสเลยแม้แต่น้อยว่าผมไม่ได้พูดสิ่งที่ไม่ดีออกไป ไม่ได้ใช้คำด่าแรงๆ หรือพูดจาให้เสียหาย แต่คนประเภทนี้มักจะนำเอาเรื่องที่ตัวเองไม่มีหรือสิ่งที่ตัวเองอยากจะมี มาพูดและประชดประชัง หลายครั้งที่พยามจะพูดให้ผมของขึ้น ด้วยการแกล้งถามโง่ๆหลายๆอย่าง เอาละครับ///……ผมชอบนั่งนิ่งๆ แล้วมอง เพราะผมชอบดู เค้ามีคำถามและฟังดูเป็นคำถามแบบ หลอกแตะเหมือนจะทำให้ผมคันปากและหลุดปากอะไรออกมา เออ….สิ่งที่กำลังทำอยู่ ไปเล่นกับเด็กดีกว่าไหม ยังไงผมก็ไม่เปลี่ยนความคิด ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมได้เห็นสายตาที่มองผม ผมรู้ทันทีว่าเค้าได้ฟังเรื่องของผมมากขนาดไหน และพูดอะไรไว้มากขนาดไหน สิ่งที่ต้องการคืออยากแสดงให้ผมกลายเป็นตัวตลกใช่ปะ….ได้เลยผมจัดให้
เพราะฉะนั้นทุกคำถามในค้ำคืนทคี่ผ่านมาก็จะกลายเป็น กูไม่รู้วะ…….กูรู้น้อย และที่สุดท้าย แล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดี พอใจมากไหม คำพูดประชดประชังมันฟังดูแสนตลก ทำไมผมฟังเท่าไรผมไม่รู้สึกโกรธเลย ผมกลับตลกขึ้นทุกๆครั้งที่ฟัง เอาละเค้าบอกว่าตัวเค้าอ่านคนเก่งมาก ผมก็อยากจะรู้ เพราะผมไม่รู้ว่าอ่านคนเก่งๆมันเป็นยังไง ช่วยผมที เค้าจ่องตาผมทันได เหมือนมีมนต์สะกด……ให้ผมมองตาเค้า แล้วก็ดูสิ่งที่เค้ากำลังเคลื่อนไหว อยากให้ผมขยับตาละซิ โอเค ขยับก็ได้ครับ 5555555555 นั้นไง มึงโกหกกูและ……………..5555555555 เอาละไหนดูใหม่ ผมใช้คำพูดแบบเขี่ยไพ่ว่า มึงแน่ใจแค่ไหนว่าอ่านคน แล้วทันไดนั้นเค้าจ่องตาผม ผมก็แกล้งขยับตาไปซ้ายสุด แล้วค้างอยู่แบบนั้น เค้าจ่องตาผมประมาณ 2 นาทีก่อนที่เค้าจะละตาดำออกจากจุดที่ควรจะสังเกต ผมมองแล้วบอก อ่านไรได้วะ…..เค้าบอกว่ามึงโกหกกู ก็หกเรื่องไรละ บอกหน่อยสิ จ่องตากูอีกครั้ง เอาเลย ทีนี้กูจะไปทางขวาบ้าง 55555555 เค้าเริ่มลำคานเพราะผมไม่ยอมขยับตาตามจังหวะสมองที่กำลังคิด ม่านตาที่ดูใส เหมือนไม่มีอะไร เพราะผมไม่ได้คิดอะไรจริงๆ ผมปล่อยใจให้คิดถึงคนทีผมหลงรัก และเอาตาดำทั้งสองข้างไปทางซ้าย นิ่ง และขวานิ่ง จ่องตา มองเข้าไป ไม่เห็นอะไรหรอก หลายครั้งที่เค้าพยาม แต่ตาผมก็นิ่งๆไม่ขยับไปไหน จนทำให้เค้าลำคานและเลิกพูดเรื่องนี้ไปเอง
คิดหรอครับ ว่าความรู้ที่ได้เรียนมาจะมีเพียงคนเดียวที่ได้เรียน โลกของการทำงานกับการเรียนแล้วใช้เงินพ่อแม่ไปวันๆ มันต่างกันเยอะโปรดเข้าใจ ในวันนั้นไม่มีซักครั้งที่ผมใช้คำพูดขู่บังคับ หรือพูดจาให้เสียหาย ผมใช้ให้เกียรติ พูดแต่สิ่งที่ดี หากว่าผมพูดจาดูถูกเค้าก็บอกมาเลยว่าตอนไหน ไม่ว่าจะพูดกับใครด้วย ผมไม่เคยพูดถึงเค้าในแง่ร้าย ทุกครั้งทีคุยกันถามถึงแต่เรื่องอนาคตตลอด สิ่งที่เค้ากำลังทำอยู่ แค่อยากลองภูมผมจะจบด้วยคำว่าไม่รู้ และนั่นคือสิ่งที่ได้รับ ง่ายๆแค่นี้
อย่างพยามให้ผมเห็นตามคนอื่น เพราะผมมีหัวใจ และหัวสมอง ผมอยากเห็นอะไร ผมจะตัดสินยังไง ไม่ต้องมาบอกผมหรอกครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง ผมอาจจะเห็นหรืออาจจะไม่เห็น…..แต่สุดท้ายผมตัดสินใจเอง
สุดท้าย……กูไม่รู้ กูไม่รู้ เห็นกูเมา คิดว่ากูไหลง่าย สุดท้าย กูไม่รู้ กูไม่รู้ กูไม่รู้….55555555555555 จะทำไรกูได้ละ 17 January Color seem to fade Vol.2People My Sunday
18
After Kid Day
Blossom Fait
Dear My Friend
On The Road
Other ISO – F - Speed Shutter, WB
1. ISO 125, F5, 1/60 2. ISO 125, F5, 1/60 3. ISO 125, F4.5, 1/250 4. ISO 125, F4.5, 1/250 5. ISO 125, F4.5, 1/400 6. ISO 125, F4.5, 1/320 7. ISO 125, F2.8, 1/250 8. ISO 100, F2.5, 1/60 9. ISO 200, F2.8, 1/60 10. ISO 125, F2.2, 1/100 11. ISO 125, F3.2, 1/80 12. ISO 125, F2.8, 1/500 13. ISO 125, F4.5, 1/320 14. ISO 160, F2.2, 1/250 15. ISO 160, F2.2, 1/250 16. ISO 160, F3.2, 1/200 17. ISO 160, F3.2, 1/200, +3 18. ISO 160, F1.8, 1/125, -3 + Y 19. ISO 125, F4.5, 1/100 20. ISO 125, F4.5, 1/320 21. ISO 125, F4.5, 1/320 22. ISO 125, F4.5, 1/40 23. ISO 160, F2.2, 1/500 24. ISO 160, F2.2, 1/500 25. ISO 160, F3.2, 1/640 26. ISO 160, F2.2, 1/400 27. ISO 160, F2.2, 1/250 28. ISO 100, F2.8, 1/200 29. ISO 320, F2, 1/100 30. ISO 160, F2, 1/250 31. ISO 160, F2.5, 1/200 32. ISO 160, F2, 1/100 33. ISO 160, F1.8, 1/100, *Kelvin Manual 34. ISO 160, F1.8, 1/100 35. ISO 100, F2.2, 1/250, *Kelvin Manual 36. ISO 100, F2.5, 1/200 37. ISO 320, F2.8, 1/100, *Kelvin Manual 38. ISO 320, F2.8, 1/100 39. ISO 400, F2.5, 1/40, *Kelvin Manual 40. ISO 400, F2.5, 1/40 41. ISO 1250, F2, 1/125 42. ISO 1250, F2, 1/125 43. ISO 400, F1.8, 1/60 44. ISO 640, F1.8, 1/40, Hi Pass 45. ISO 1600, F1.8, 1/50, *Kelvin Manual 46. ISO 1600, F1.8, 1/50, *Kelvin Manual 47. ISO 1600, F2, 1/50, *Kelvin Manual 48. ISO 800, F2, 1/100 49. ISO 1250, F1.8, 1/80 50. ISO 1250, F1.8, 1/100 51. ISO 1600, F2.8, 1/50 52. ISO 1600, F1.8, 1/100 53. ISO 800, F2, 1/60 54. ISO 100, F2.2, 1/250 15 January มือใหม่เล่าให้ฟัง เตรียมลุยศึกหนัก เสาร์นี้……..มือใหม่เล่าให้ฟัง เตรียมลุยศึกหนัก เสาร์นี้……..
หลังจากไม่ได้อัพ Blog นานมาก ประมาณหนึ่งอาทิตย์นิดๆ ตัวผมก็ไม่ได้ห่างหายไปไหนหรอกครับ ผมก็ยังวนเวียนเป็นผีเผ้าศาลพระภูมิอยู่แถวๆนี้เหละ แต่ที่ไม่อัพไม่ใช้เพราะไม่อยากเขียน แต่….งานเยอะมากๆ เลยทำให้ตัวผมต้อง เร่งปั่นงานให้เสร็จภายในอาทิตย์ที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานส่วนตัวหรืองานในบริษัท บางครั้งผมก็คิดน้อยใจเหมือนกัน ทำไมคนที่เรารักบางคน ชอบมองว่าการออกไปข้างนอกแล้วกลับดึกๆดื่นๆเป็นการออกไปเที่ยว แต่ทำใจไว้ล้วงหน้าเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะมาพูดกันอีก และผมก็ยังดีใจที่เค้าพูด เพราะเค้าเป็นห่วง….ขอบคุณครับ
ที่หัวเรื่องบอกว่าเตรียมออกศึก ใช่ศึกสงครามที่ไหน มันเป็นศึกที่ผมต้องเจอเพราะผมเลือกแล้ว ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่สองคน ในช่วงเวลาติดๆกัน เค้าจะว่าจ้างผมไปให้ถ่ายรูป เพราะเห็นว่ารูปใน Blog สวยดี……ในครั้งแรกที่ได้ยิน แอบดีใจว่าการถ่ายภาพเรามีการพัฒนาขึ้นมาอีกนิด ตรงที่มีคนบอกว่าสวย จากเมือก่อนภาพมันดูไม่มีความเคลื่อนไหว แต่ตอนนี้ก็ยังพยามอยู่นะครับ
อาวุธที่เตรียมไปออกสงครามในวันเสาร์นี้ ได้แก่…… D80 85 mm 1.8 + MC (ของพี่ยา เดี๋ยวก็กลายเป็นของผม 5555 สาธุ) 50 mm 1.8 + Pro1 Digital Protector SanDisk Ultra II 2GB
สิ่งที่กลัวไม่ใช้ เพราะมีเลนส์ช่วงหนักๆทั้งนั้น โดยเฉพาะ 85 ที่ส่วนใหญ่จะใช้ถ่ายเจาะ จริงๆแล้วผมได้ลองเอาไปถ่ายแนว Life หรือแนวที่ผมชอบ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นช่วงที่น่าโดนมากเลยครับ แล้วตัดสินใจว่าจะเอามาเป็นของตัวเองซักตัวหนึ่ง เนื่องจากช่วง 85 mm เวลาใช้ จะต้องยืนไกลหน่อย ประมาณ 1 เมตร โดยประมาณ และความสำคัญของช่วงเลนส์ 85 mm นี้จะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการ Portrait แบบเน้นๆ ไม่ว่าจะเป็นครึ่งตัวหรือเต็มตัว รับลองว่าสวย ผมจึงสนใจเลนส์ตัวนี้มาก หลังจากที่ได้ใช้งานไปเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสองวันเต็มๆก็พบว่า ในช่วง 85 mm จะมีเสน่ห์อย่างมาก หากนำมาถ่ายแบบ Life จะได้อีกอารมณ์หนึ่ง และผมชอบมันมากๆที่สีมันหวาน โดยเฉพาะการถ่าย Portrait กับผู้หญิงหวานๆ มันจะเป็นอะไรที่……แหล่มเลยละครับ สรุปว่าไม่น่าเกินสองเดือนจะสู่ขอมาอยู่เรือนหอน้อยของผม…..
มาพูดถึง AF 50 1.8 กันบ้าง เลนส์ตัวนี้เป็นเลนส์ตัวที่เลือกตัวแรกหลังจากที่ได้ D80 มา เหตุผลก็เพราะว่าเป็นเลนส์ที่อเนกประสงค์ ถ่ายได้สารพัด ไม่จำกัดเรื่องอยู่ไกลจากวัตถุ และอีกอย่างเลนส์ตัวนี้ราคาไม่สูงมาก ตัวเล็กน้ำหนักเบา น่าคบหาเป็นศรีภรรยา เพราะเอาอกเอาใจผมเป็นอย่างดี ตลอดเวลาที่เราคบกันมา ไม่เคยทำตัวเหลวไหล อาจจะมีบ้างที่โฟกัสหลุด แต่นับว่าน้อยครั้งมาก…..สำหรับผม ความคิดแรกในการเลือกเลนส์ ผมคิดว่าจะเอา 50 mm 1.4 แต่……ที่ไม่ได้มา เพราะจำเป็นต้องใช้เงินกับเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องกล้อง เลยสรุปว่าเอา 50 1.8 มาใช้งานก่อน แล้วถ้ามันไม่โดนใจจริงๆ ก็คอยไปสอยที่ 1.4 มา แต่ความเป็นจริง หลังจากที่ผมได้ใช้เลนส์ที่มี F ต่ำๆมาระยะหนึ่งแล้ว ผมพบว่าตัวเองไม่เคยถ่ายที่ 1.8 เลย ถึงแม้จะอยู่ในที่แสงน้อยก็ตาม ผมก็จะเร่ง ISO เอา Shutter Speed ส่วนเรื่องที่เค้าพูดกันเกี่ยวกับ Noise เมื่อ ISO สูงๆ ต้องยอมรับว่ามีปัญหาบ้าง ในบางครั้งที่ใช้ ISO ตั้งแต่ 1250 ขึ้นไป (สำหรับตัวผมนะ) แต่ไม่ค่อยได้ใช้ถึง 1000 เพราะจะหลีกเลี่ยงเมื่อต้องถ่ายกลางคืน โดยเฉพาะที่มืดมากๆ แต่ส่วนใหญ่ถ้าจำเป็นต้องถ่ายจริงๆก็ไม่ใช้ปัญหาถึงมืดมากเพียงไหน เพราะผมติดการวัดแสงเฉพาะจุด(เลือกใช้เบอร์หนึ่ง) หรือแบบหนักกลาง(Center-Weighted) 50 -70% (เลือกใช้เบอร์สอง) เลยไม่ต้องห่วงเรื่อง Shutter Speed ซักเท่าไร ส่วนระบบการวัดแสงแบบ Matrix ผมไม่ค่อยได้ใช้ซักเท่าไร แต่งานนี้คงได้ใช้เพราะถ่ายแสงตอนเช้าตรู่….และถ่ายกลางแดดจัดๆ มันน่าจะช่วยให้ภาพดูสดใสขึ้นกว่าการวัดแบบหนักกลางหรือเฉพาะจุด
ในความคิดของผม ผมว่าที่ F 2 – 3 กำลังดี แต่ส่วนใหญ่ชอบใช้ที่ 2 – 2.8 บ่อยๆ แต่ถ้าพูดตรงๆคุณภาพของ 1.4 ค่อนข้างจะดีกว่า 1.8 ในเรื่องความโบเก้ แต่ถ้าความคมผมว่ามันพอกัน จากที่ดูหลายๆคนเอาภาพมาเทียบ ที่ส่วน 1:1 แล้วอีกหนึ่งความได้เปรียบก็คือเลนส์ตัวนี้มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ทำให้กล้องดูตัวเล็กไปด้วยเมื่อใช้งาน และมันไม่ต้องใส่ฮูธกันแสงเพราะมีช่วงแค่ 50 mm เลยทำให้เลนส์เก็บง่ายไปอีก โอ้…..ตอนนี้หลังจากที่ใช้งานไปแล้ว ผมพบว่าความความชื่นชอบที่จะถ่ายคนตามท้องถนน ถ่ายชีวิตและอารมณ์ บางครั้งมันจะอึดอัดไปซักหน่อย ด้วยความแคบของช่วงเลนส์ แต่ชดเชยด้วยความคม ความแคบทำให้เรื่องราวในภาพขาดหายไป (แต่จริงๆภาพผมมันออกแนวมั่วๆอยู่แระ 5555555) เลยไม่ใช้เรื่องที่น่ากังวลมากนัก
ตอนนี้มีเลนส์สองตัวนี่อยู่ในมือ กับงานถ่ายภาพครั้งแรก…..ในชีวิต (แบบจริงๆจังๆนะ) ความประหม่า ผมคงไม่ค่อยมีกับเค้าซักเท่าไร เพราะถ้าถ่ายเจาะจริงๆผมว่า ผมคิดว่าผมเอาอยู่ด้วยเลนส์ 85 mm สำหรับถ่ายเจาะ ส่วนถ้าต้องการเรื่องราวในภาพ หรือต้องการองค์ประกอบอื่นๆมากกว่าการถ่ายคน ก็จะใช้ที่ 50 mm เพื่อเก็บบรรยากาศและเรื่องราวต่างๆ ถึงแม้ช่วงจะแคบไปหน่อย แต่ก็…..เลือกมาแล้ว คงต้องใช้จนถึงที่สุด
สิ่งที่น่าเสียดายคือ หา 35 mm F2 ไม่ทัน ซึ่งเป็นเลนส์ ที่อยากได้มาเป็นเมียน้อยมาก เพราะเลนส์ตัวนี้มีช่วงกว้าง และความคมต้องบอกว่าชนะเมียหลวง 50 mm 1.8 อย่างขาดรอย แถมค่าตัวไม่สูงมาก อยู่ในระดับหมื่นนิดๆ ซึ่งนับว่าเป็นเลนส์อีกตัวที่น่าสนใจอีกตัว และจะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศและบรรยากาศโดยรอบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องนั่งๆนอนๆคิดอีกนาน เพราะกลัวเมียหลวงหึง……
สำหรับความกังวลในเสาร์นี้ ไม่ใช้เรื่องกล้อง ไม่ใช้เรื่องเลนส์ และไม่ใช้แนวทางการถ่าย….แต่มันเป็นเรื่องของแบตเตอรี่ที่น่าคิด ทำไมถึงน่าคิด เพราะผมไม่มีกิฟ จึงทำให้มีแบตเตอรี่เพียงก้อนเดียว และระยะเวลาการถ่ายภาพโดยรวมน่าจะมีเวลายาวนานถึง 8 ชั่วโมง หรือเกินกว่านั้น เริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า ก่อนเข้ารับ จนไปถึงเวลา 19น หรือหนึ่งทุ่ม ทั้งสองคนน่าจะมีรูปไม่ต่ำกว่า 4 GB ซึ่งผมตระเตรียมเมโมรี่สำลองไว้เรียบร้อยแล้ว โดยอาจจะต้องใช้ MAC เพื่อสำลองข้อมูลระหว่างการถ่าย เนื่องจากผมมี SD การ์ดเพียงสองอัน อันแรก SanDisk Ultra II 2GB ที่จะใช้เป็นตัวจริงตลอดเวลา เนื่องจากค่อนข้างมั่นใจกับ Ultra II มากในเรื่องความเร็วและความปลอดภัยของข้อมูล ถึงแม้จะเคยพังไปรอบหนึ่งแล้ว…..แต่นับว่าเป็นหนึ่งในล้านจริงๆ ผมมันซวยระเบิดโลกไปเลยใช้ของดี แต่ดันได้ตัวเสียมา แต่พอเอาไปเครมที่ศูนย์บริการก็ได้ของใหม่มา นับจากนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นปรกติดี ส่วนตัวที่สองเป็นของเป็นของ Kingston - Elite Pro ขนาด 2GB เท่ากัน ตัวนี้ได้มาจากเพื่อนแถวๆนี้ ขอบคุณมากครับ จะไว้ใช้เปลี่ยนอย่างเร่งด่วนในขณะที่ถ่ายอยู่ หรือมีปัญหากับเมโมรี่ตัวหลัก
ฟิลเตอร์……จากที่ได้ดูตามแกลอรี่ภาพถ่ายของคนอื่นๆ ที่รับงานจริงๆจังๆแล้ว ผมสรุปเองว่า รูปส่วนใหญ่จะเน้นไปทางแนวสดใสและสนุกสนาน ในความคิดของผมก็เป็นเช่นนั้นเหละ เพราะงานแบบนี้จะถ่ายแบบสีขุ่นๆตามสไตล์ผมคงไม่ได้หรอก จะถ่ายเน้นมืดๆหดหู่ๆ ก็คงไม่ได้อีกเหละ งานนี้จึงเลือกฟิลเตอร์แบบที่ไม่มีสี และไม่ลดสต็อป สำหรับสองตัวที่มีอยู่ในขณะนี้ สำหรับ AF-D 50 mm 1.8 ตัวนี้มีฟิลเตอร์สองตัว ตัวแรกเป็น Skylight ที่จะเอาไว้ตัดหน้ามันในตอนแดดแรงๆช่วงสิบโมงถึงบ่ายแก่ๆ แต่จะไม่ใช้เป็นฟิลเตอร์หลักเพราะตัวที่ผมมีมันค่อนข้างติดสีฟ้า และผมไม่ชอบโทนสีแบบนี้ โดยที่ฟิลเตอร์หลักในงานนี้น่าจะเป็น Pro1 Digital Protector ที่ไม่ทำให้สีผิดเพี้ยน และได้ภาพแบบใสๆ ส่วน AF 85 mm 1.8 ตัวนี้มีฟิลเตอร์ตัวเดียวเพราะเป็นเลนส์ของคนพี่ยา แต่ค่อนข้างไม่น่าเป็นห่วงเพราะใช้ฟิลเตอร์ Pro1 MC จึงน่าจะได้ภาพใสๆอีกเช่นกัน
วางแผน…..สำหรับช่วงเช้า ผมคิดไว้ว่าน่าจะเป็นความชื่นมื่นของเหล่าบรรดาพ่อแม่พี่น้องและญาติมิตร ในช่วงเช้าๆ แดดน่าจะกำลังดี มีโทนสีติดไปทางร้อนๆ (ส้ม แสด เหลือง ขาว UV) ด้วยแสงของพระอาทิตย์ในช่วงนั้น หลังจากนั้น สิบโมงถึงบ่ายสาม น่าจะเป็นบรรยากาศสนุกๆ ตามภาษาเพื่อนฝูง แต่ทุกช่วงเวลาสิ่งที่สำคัญก็คือการเก็บความประทับใจ รอยยิ้ม กอด แคนดิด ของขวัญ ความเหน็ดเหนื่อย ถ้าเก็บทันนะ…..แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ผมไม่ใช้ตัวจริงที่กำลังจะไปลงสนาม ผมเป็นเพียงคนไปช่วยถ่ายเฉยๆ
สิ่งหนึ่งที่คิดตลอดเวลาคือการถ่ายแบบมี Concept ตอนนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น กับตัวผมมากๆ ก็คือการไม่ใช้ Shutter อย่างสิ้นเปลือง ทั้งๆที่เป็นกล้องถ่ายภาพแบบดิจิตอล กล้องตัวก่อน อยากถ่าย จับขึ้นมา เล็งผ่าน view finder แล้วก็กด จริงๆมันเป็นเรื่องที่ดูปรกติ แต่สำหรับผมตอนนี้ผมเปลี่ยนไป เมื่อกด Shutter ทุกๆครั้งภาพนั้นจะต้องมีอะไรอยู่ ใช้สักแต่ว่าถ่ายๆออกมาเยอะๆ แต่รูปเหล่านั้นไม่มีอะไรเลย ผมได้ลองพูดคุยกับนักถ่ายภาพหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ที่เค้าใช้ และวิธีการคิด สิ่งหนึ่งที่ได้จากพวกพี่ๆเหล่านนี้ เค้าบอกว่าทุกอย่างที่ถ่ายทอดออกมาต้องมี Concept และต้องมีก่อนที่จะไปถึงสถานที่ ไม่ใช้ว่าไปคิดเอาตรงนั้น ให้จิตนาการดูก่อนว่าเราอยากได้รูปแบบไหน และต้องใช้อะไรบ้างทำให้รูปที่เราถ่ายออกมา เป็นแบบที่เราต้องการ เมื่อไปถึงสถานที่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีสิ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้เลย แต่เราก็ยังควรที่จะมี Concept และจิตนาเพื่อการสร้างอยู่ดี
สิ่งหนึ่งที่ต้องขอพูดก่อนว่า ที่ผมไม่รับเงินไม่ใช้เพราะไม่อยากได้เงินเหล่านั้น เพราะถ้ารับเงินจากสองคน ได้เกือบหมื่นเลยบาทเลย แต่ทำไมถึงไม่รับงาน…..สิ่งหนึ่งที่ผมเป็น คือผมไม่ใช้มืออาชีพ ผมไม่ได้กลัวว่าจะถ่ายออกมาไม่ดี แต่ผมเลือกไปถ่ายเพราะผมอยากฝึกผีมือมากกว่าการที่จะรับเงิน ทั้งๆที่ตัวเองยังมีความเป็นมืออาชีพไม่พอ แค่อุปกรณ์ที่ใช้งานยังไม่เพียงพอ แล้วถ้าผมไปรับงานมา และเกิดมันไม่ดีขึ้นมา สิ่งหนึ่งที่จะเสียหายหนักคือ ความเป็นผม แล้วก็จะมีหลายๆคนถามว่า แล้วเมื่อไรถึงจะเรียกว่ามีความเป็นมืออาชีพละ……..อันนี้คงต้องให้เวลาตอบ แต่เมื่อไรที่ผมคิดว่าพร้อม ผมก็อาจจะรับงาน หรือก็ไม่รับตลอดชีพ ถ้าตราบไดที่ผมยังคิดว่ามันคืองานอดิเรก แต่การลงทุนกับเงินหลายๆหมื่นบาทกับกล้องดิจิตอล แบบที่ทำอยู่ในขณะนี้ ในความคิดผม….ผมคิดว่ามันไม่ใช้เรื่องเล่นๆหรืองานอดิเรก เพราะมันไม่ใช้จำนวนเงินน้อยๆเลยที่เราต้องใช้ไปในทุกๆครั้งที่มีการซื้ออุปกรณ์ หรือ ค่าทรุดโทรม ถ้าไม่รีบเก็บเกี่ยวความรู้ในช่วงแรกๆแบบตอนนี้ ต่อไปเมื่อล้าแล้วคงไม่อยากรู้เรื่องอะไรอีก หลังจากนี้อีกไม่นานผมคิดว่า ความรู้ที่ผมกำลังเริ่มจะสะสมก็คงจะเอามาใช้งานได้จริงภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ และสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ก็คือ การลงทุนไปแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรต้องได้ผลตอบแทนกลับมาเสมอ….
ก่อนจะจบไป หลายๆครั้งที่ได้ยินอะไรจากหลายๆคนว่าการถ่ายภาพแบบดิจิตอลมันเป็นเรื่องง่ายๆ แค่กดๆ ผมอยากจะถามว่าเคยลองกันหรือยัง…….ถึงแม้ตัวผมจะมีประสบการณ์กับการใช้กล้องฟิล์มน้อยมาก แต่ก็ยังเคยใช้งานมาก่อน แล้วรูปบางรูปที่ลง Blog ผมยังใช้กล้องฟิล์มถ่ายอยู่ ผมว่าความรู้สึกมันไม่ได้แตกต่างกันซักเท่าไร เพราะจะยังไงแล้วผมก็ถ่ายโหมด M อยู่ดี และไม่เคยที่จะใช้งานในโหมดอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ความเป็นดิจิตอลอำนวยความสะดวกให้ก็คือ การที่มีภาพให้ดูเมื่อถ่ายเสร็จ ซึ่งมันช่วยได้เยอะ จะได้ตัดสินใจได้ทันทีว่าจะเอารูปนั้นหรือไม่ แถมไม่ต้องเสียเงินในค่าล้างรูปอีก…ฟิล์มก็ไม่ต้องซื้อ มันเลยเป็นโอกาสดีที่จะหัดให้ชำนานมือจริงไหม การใช้ระบบดิจิตอลสมัยใหม่ๆ การวัดแสงมันง่ายกว่าแบบเก่าเยอะ มันมีสต็อบให้เห็นกันชัดๆถึงสามสต็อบ และยังตั้งแบบ 2/1 3/1 ได้อีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่คนอีกนั้นเหละ ว่าจะรู้จักการวัดแสงมากแค่ไหน
โดยสรุปแล้ว ในวันเสาร์ที่กำลังจะถึงนี้ อาจจะทำหน้าที่ได้ไม่เต็ม 100% หรือถ่ายได้ทั้งวัน เพราะเตรียมใจเรื่องแบตเตอรี่ไว้แล้ว แต่ทำได้แค่ไหน ก็จะทำสุดตัวแค่นั้นในวันเสาร์นี้ การเดินทางคงใช้เส้นทางที่ง่ายๆ เดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินตามสบาย น่าจะไปถึงสถานที่ก่อนซักประมาณหนึ่งชั่วโมง เพื่อเดินสำรวจสถานที่และเตรียมตัวให้พร้อม เฮ้ยสุดท้ายที่เอาเรื่องนี้มาเขียนซะยาว ไม่ใช้ว่าตื่นเต้นหรอกครับ แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยทำเลยเอามาเล่าให้ฟังสนุกๆนะ บางคนอ่านแล้วก็คงได้อะไรบ้าง หรือไม่ได้อะไรเลยก็คิดอ่านเพลินๆ ข้ามเวลาเล่นๆ 55555 07 January Color seem to fade04 January อย่างน้อยถึงมาแบบไม่ได้คาดหมาย แต่ทำให้ได้รู้ว่า ยังมีใครบางคนห่วงใยผมอยู่ มันไม่ได้มีราคาแพง แต่มันเต็มไปด้วยความคิดถึงและห่วงใย ชิ้นที่สอง ให้ความรู้สึกนิ้มลิ้น และกรุบกรอบจากพายที่อยู่ด้านล้าง มันเหมือนเป็นการเตือนให้รู้ว่า ยังมีใครบางคนคอยคิดถึงเราอยู่เสมอ ถึงแม้เรามองไม่เห็น…..แต่รู้สึกได้ และทุกอย่างก็เงียบสงบดั่งเช่นเดิม และนี้คือวันฉลองปีใหม่ของผม…. 18((ไม่เอา ((ไม่เอา บางครั้งเศร้า ผมเหงา แทบจะตาย บางครั้งหมาย หาคู่รัก มาซักคน บางครั้งสม หัวใจ เพียงชั่วคราว ผมแพรวพราว ดุจดั่งดาว บนฟ้าไกล แต่พอทุกข์ มันร้อน เหมือนดังไฟ สุขก็หาย ละลายพลัน เหงาดังเดิม
ยามรักใคร เพียงให้ ไม่เคยคิด เหมือนอาทิตย์ ที่ไม่ดับ อับสิ้นแสง เมื่อรักแล้ว ทุ่มเทไป สุดเรียวแรง เหนื่อยยากแสน เพียงได จะฝ่าฟัน
แต่รักนั้น ไม่ได้เป็น ดังใจหมาย รักกลับกลาย จากรสหวาน เปลี่ยนเป็นขม ทิ้งไว้ให้ ตัวผมนี้ ต้องตรอมตรม ความรักสม ดังใจหมาย ไม่เคยมี
ได้เพียงคิด ย้อนกลับไป ให้ป่วยจิต เหมือนเสพติด คืนและวัน ที่สุขสม แต่ตราบได ใจดวงนี้ ยังตรอมตรม รักสุขสม คงไม่เกิด จริงไหมเอ๋ย
5555555555555 เขียนไปได้…..ลองเขียนดูไม่ได้เกี่ยวกับตัวผมหรอก พอดีว่าผมกำลังเขียน Test สินค้าอยู่ แล้วผมก็เริ่มเขียนเล่น เขียนไปเขียนมา 55555 ฮาวะ เดี๋ยวเขียนอีกเพลินดี 02 January ปีใหม่ที่ผ่านไป….ทุกๆปี ผมอาจจะไปอยู่กับงานที่ไดซักทีหนึ่ง และร่วมเฉลิมฉลองเทศการปีใหม่อย่างเมาและมันส์ไปในเวลาเดียวกัน แต่ในปีนี้ผมเลือกที่จะอยู่เงียบๆ เผ้ารอทุกอย่างให้มันผ่านพ้นไป ความรู้สึกตอนที่ผมนั่งรอเวลาหกทุ่มมันว่างเปล่า และไม่มีความรู้สึกพิเศษแต่อย่างได ก่อนถึงเวลาหกทุ่มมี SMS มามากมาย ในปีนี้ผมเลือกที่จะไม่ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์ให้กับใคร แต่เปลี่ยนเป็นการโทรหาเพื่อแสดงความรู้สึกมากกว่า ทุกๆอย่างที่บรรยายเป็นตัวหนังสือ อาจจะสื่อไม่เท่ากับเสียงที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและความห่วงใยอย่างจริงจัง
ใครก็ตามที่ SMS มาหาผม ผมจะโทรกลับทันที ผมโทรไปขอบคุณเป็นรายคนไป ยังไม่ทันจะหกทุ่ม ผมก็ได้รับ SMS ของแทบทุกคนที่ผมกำลังคิดถึงอยู่ครบ แต่….มีเพียงคนเดียวที่ผมโทรกลับไปแล้วโทรไม่ติดและผมยังคาใจจนถึงเมื่อเช้าวันนี้ที่เราเจอกัน ผมได้พูดคุยและขอบคุณเค้าคน ที่ไม่ลืมผมในคำคืนวันนั้น เค้าเป็นผู้หญิงปากหวานที่ชายหลายคนต้องแอบหลง เค้าบอกผมว่า เค้าไม่ลืมผมหรอก เพราะตั้งแต่ผมพาเปียกฝนเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เค้าจำผมได้สนิทใจว่า ผมเนียนเหละเป็นคนที่ทำให้เค้าป่วย 55555
ในปีที่ผ่านไป มีทั้งช่วงเวลาที่ง่ายและยาก ตามแบบฉบับของชีวิต แต่มีความแตกต่างจากช่วงปีที่แล้วพอสมควร หลายๆเรื่อง มีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิมก็คือมุมมองที่มีต่อคนที่อยู่ด้านหน้า และสั่งให้ผมทำนั้นทำนี้ เมื่อก่อนเคยคิดว่าการช่วยเหลือคือการให้อย่างที่ไม่คิดมูลค่าไดๆทั้งสิ้น เช่นเดียวกัน คำว่า มูลค่า ถ้ามันคือมูลค่าทางใจ ผมรู้ว่าการให้หัวใจจะแจกใครหรือเท่าไดก็ได้ เพราะหัวใจให้ได้ไม่มีวันหมด แต่ มูลค่าทางความคิด อาจจะให้ได้เพียงการชี้ให้มองและต้องให้คนที่รับลองทำเอง แต่….มูลค่า เงินทอง อันนี้อาจจะฟังดูแล้วให้ได้ยากเย็นที่สุด แต่การให้มูลค่าทางเงินมักจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า และมีการผูกมัดมากกว่าทั้งสองแบบ แต่ตัวผมเองชอบให้ความรู้มากกว่า เพราะอย่างน้อยมันก็ติดตัวไปจนตาย และตัวผมคงไม่สามารถที่จะช่วยเหลือด้านเงินทองกับใคร เพราะผมไม่ใช้คนร่ำรวย แต่ยังคิดเสมอว่า คำว่า “เงิน” มันน่ากลัวมาก
แต่อีกแล้วละครับ ทุกๆอย่างที่ได้รับไป บางคนไม่รู้จักพอ และไม่เคยรู้ว่าคนที่ให้ต้องเสียอะไรไปบ้าง คนที่ได้รับบางคน มักคิดว่าตัวของเค้าได้รับเพราะ คนที่ให้นั้นเต็มใจให้ด้วยความที่เป็นน้อง เป็นเพื่อน มันเลยทำให้การได้รับทุกครั้ง กลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าจดจำ และไม่ต้องศูนย์เสียอะไรบางสิ่งไป และสุดท้ายผู้ให้กลับกลายเป็น “ทาส” ผู้รับใช้ และต้องยอมกระทำทุกๆอย่างให้โดยที่ไม่ต้องถาม
“ทาส” มักจะโดนดูถูกเหยียดหยามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวาจา และท่าทางที่ดูราวกับเป็นเจ้าของชีวิต ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้การพูดแบบคนฉลอดกับคนที่ไม่ฉลาดแบบผม คำพูดถากถางและดูถูกบางและตามท้ายด้วยคำว่าพูดเล่น มันให้ความรู้สึกแบบ ตบหัวแล้วลูบหลัง ผมไม่ชอบการกระทำแบบนี้มาตลอดเวลา
มันเกิดขึ้นกับคนที่ผมรู้จัก และนับถือ ตัวผมช่วยแหลือเค้าตลอดเวลา ถึงแม้หลายๆครั้งที่ช่วยเหลือไป จะทำได้ไม่เต็มที่บ้าง เพราะผมมีการมีงานต้องทำเยอะแยะ มีเรื่องส่วนตัวมากมายแต่ผมช่วยเหลือเค้าตลอด โดยที่ไม่เคยคิดถึงคำพูดที่ไม่ดี และการกระทำบางสิ่งบางอย่าง ผมอยากช่วยเหลือคนมีความฝัน แต่ผมไม่ต้องการที่จะลงเรืองความฝันของพวกเค้า ผมใช้ความรู้สึกรับรู้ถึงหลายสิ่งหลายอย่าง เหมือนกับปลาในท้องทะเลลึกที่ใช้ความรู้สึกของตนจับความเคลื่อนไหวรอบๆข้าง และสุดท้ายที่ผมจะคิดได้ก็คือ
หลายอย่าง ควรจะพูดกันตามตรง ไม่น่าปิดบัง และน่าจะให้ความเคารพกันมากกว่านี้ การที่ผมยอมเสียสละ เอะ….เสียสละคืออะไร และทำไมผมบอกว่าต้องเสียสละด้วยละ สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือ มันคือวันพักผ่อนประจำปีของผม และของทุกๆคน ผมถามไปก่อนว่าจะมีอะไรหรือไม่ ก่อนที่ผมจะเดินทาง เค้าบอกไม่มีอะไร ผมนั่งคิดอยู่นาน ก่อนที่จะตัดสินใจกลับบ้านพักผ่อน พร้อมวางแผ่นไปเที่ยวซะอย่างดิบดี สุดท้ายมันกลับกลายเป็นว่าผมต้องกลับมาทำบางอย่างให้กับใครบางคน ผมกลับมาตามคำเรียกร้องไม่ใช่ว่าไม่เต็มใจช่วย ผมเต็มใจช่วยเหลือ และก็ยังคิดว่า อย่างน้อยก็ฉลองปีใหม่กันแถวๆนี้ละ
เมื่องานเสร็จเรียบร้อย ทุกอย่างถึงแม้จะเชื่องช้า สาเหตุมาจากที่ผมไม่มีคอมฯ ใช้งานเลยแม้แต่เครื่องเดียว ที่หายไปหมดเพราะผม เปลี่ยนเป็น Mac และยังไม่ได้ย้ายข้อมูลจาก HDD ลูกเดิมมา จึงทำให้ต้องรบกวนให้ยกเครื่องมาด้วย ไม่ใช้ปัญหาอยู่แล้ว ก็อบหนังโป้ ยังยอมยกมา กับงานยังไงก็ต้องไม่พลาดอยู่แล้ว แต่…..เมื่อมาถึงทุกอย่างเป็นไปตามอย่างที่คิด ผมทำงานให้ช้า เพราะผมเหนื่อยจากการเดินทาง และต้องมาช้าเพราะ HDD ของผมอาจจะมีปัญหา หรืออะไรก็ตามที่ผมไม่อยากพูดถึง แต่คำว่า “ทาส” ก็เริ่มชัดเจนเมื่อ เสร็จงาน ไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ ถึงแม้ว่าจะมีคำเชิญชวนให้ไปดูงานเล็กน้อย แต่ก็เล็กน้อยมากจนแทบจำไม่ได้ว่าพูดตอนไหน ผมยังคิดในใจว่ากำลังเข้าใจบางอย่างผิดไปกับคนที่เรารู้จัก
เมื่อคืนวันงานมาถึง ผมนั่งเล่นสบายๆ และตัดสินใจว่าจะแวบไปดูซักหน่อย อย่างน้อยผมขอฟังตอนมันออก P.A ว่ามันเป็นอย่างไร มันทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจในความคิดตัวเองว่า สิ่งที่พวกเค้าทำอยู่ตอนนี้ มันช่างชัดเจนเหลือเกิน เมื่อผมไปถึงงาน แต่ก็เอาเถอะ ผมไม่ขอพูดให้มากกว่านี้ ไม่ใช้เพราะผมโกรธ ที่โดนหลอกอะไรบางอย่าง ผมไม่อยากพูดเพราะมันผ่านไปแล้ว ไม่อยากขุดมาเขียนให้รกหน้า Blog เพราะแค่นี้ Blog ผมก็ตัวหนังสือเยอะอยู่แล้ว…..สุดท้ายในคืนวันนั้นผ่านไป แบบที่มีบางอย่างค้างคาใจผม อย่างที่รู้กัน ผมไม่ชอบพูดหรอกครับ ผมกลัวการพูดอะไรออกไปแล้วจะทำให้คนที่ฟังรู้สึกแย่ เพราะถ้าผมด่าผมด่าแรงมาก เลยกลัวตัวเอง ก่อนที่จะพูดอะไรกับใครผมจะคิด หรือเขียนก่อนเสมอ
สรุปแล้ว สำหรับสิ่งที่ผมพบเจอก่อนปีใหม่ มันเป็นเหมือนสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว และก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าการช่วยเหลือที่มากเกินไป มันจะทำให้เคยตัวจนลืมไปว่า ผมช่วยเหลือ และไม่มีผลประโยชน์ห่าไรเลยกับการขายได้ไม่ได้ หรือแม้แต่จะออกมาวางขายหรือไม่ ผมช่วยเพราะอยากช่วยเหลือ หันมองผมและถามผมสิผมอยากได้อะไรในการช่วยเหลือ เดี๋ยวจะตอบให้ว่าอยากช่วยพวกมึงไง…..แค่นี้พอใจหรือไม แล้วสิ่งที่ทำอยู่ถูกต้องหรือผิด ตัดสินเอาเอง ที่เขียนไม่ใช่ว่าด่า เพียงแค่อยากจะถาม |
|
|