Marut's profileThe Diary of FAtCAtPhotosBlogLists Tools Help

The Diary of FAtCAt

บางทีแมวก็กลายเป็นเสืออ...
April 17

สองมาตรฐาน

หลายวันก่อนผมนั่งดูข่าว จิบเหล้าอยู่บ้านใจเย็น ในวันที่เกิดเรื่องความไม่สงบใน กทม. ผมนั่งจับตาดูแทบทุกสื่อ แทบจะทุกสิ่ง หลังจากที่ตัวผมไม่ได้สนใจฝักฝ่ายใด ผมกลับให้ความสนใจกับเสื้อแดงมากมาย เพราะสิ่งที่เค้าทำมันเลวร้ายเหลือเกิน
    ผมใช้เวลาตลอดวันหยุดสงกรานต์อยู่หน้าทีวีกับขวดเหล้า....และเพื่อนๆ สมาชิกแมวทุกตัวในบ้าน หลายสิ่งพลาพลุ่งเข้ามาในความรู้สึก ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด ทั้งแค้น แต่ในวินาทีหนึ่งผมฉุดคิดขึ้นมา แล้วถ้าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะข่าวล่ะ...เพราะคำพูดจากสือต่างๆ ทำให้ผมโกรธหรือเปล่า หรือว่าจะเป็นเพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้ใจของผมคิดไปต่างๆ นาๆ

พูดกันแบบตามตรงไม่อ้อมค้อมเพราะผมไม่อยู่ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง คิดทางกลับกันหลังจากเฝ้าติดตามข่าวชาวบ้านถูกยิงที่นางเลิ้ง ผมได้ไปหาอ่านข้อมูลจากหลากหลายเว็บ และผมเริ่มพบความไม่เป็นกลางของสือ ของรัฐบาล และของผู้คนเสื้อมีสี 
    มีชาวเสื้อเหลือชัดเจนออกมาโพสข้อความเกี่ยวกับคนเสื้อแดงยิง แล้วก็มีคลิปออกมา...ผมก็ตื่นเต้นเพราะถ้าเสื้อแดงเค้ายิงจริงๆ ผมคนหนึ่งล่ะ ที่จะสาบส่งให้ไปลงนรก แต่แล้วหลังจากชมคลิปนั้น มันไม่ได้แสดงอะไรทั้งนั้น นอกจากภาพสั่นๆ กับเสียง ผมคงพูดอะไรไม่ได้เยอะ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการ ส่วนคนที่เสียชีวิตคงจะตื่นมาให้คำตอบไม่ได้ว่าใครยิง แต่สิ่งที่ผมอยากให้ทุกท่านที่ติดตามข่าวนี้อยู่ โปรดอย่าใช้อารมณ์ และอย่าเชื่อสิ่งที่สือแสดงออกมา อยากให้ท่านลองหาข้อมูลจากทางอื่นบ้าง
    ผมดูคลิปหลายสิบรอบ ผมก็ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ยกเว้นภาพสั่นๆ แล้วทำไมทุกคนจึงรีบสรุปว่าเป็นเสื้อแดงทำแน่นอน...ผมก็แค่สงสัย

ทหาร เมื่อก่อนผมไม่รู้สึกอะไรกับพวกท่านหรอกครับ เพื่อนผมก็เป็นกันเยอะแยะ วันนี้ผมเห็นสิ่งหนึ่งคือการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม เค้าบอกว่ายิงขึ้นฟ้า และไม่มีใครเสียชีวิตจากเหตุการดังกล่าวผมเชื่อครับ ทุกถ้อยคำที่พูดมา แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าเมื่อก่อน ตอนที่สีเหลือปิดสนามบิน ยึดทำเนียบ เค้าขอร้องพวกท่านให้มาช่วย แต่พวกท่านไม่มา...เพราะอะไร ผมก็แค่สงสัยว่ามันสองมาตรฐานหรือเปล่า หรือพวกท่านเป็นพวกเดียวกัน
    สือสารมวลชนเช่นกัน Astv, Dstation, Nation ส่วนใหญ่จะดูอย่างอื่นที่ไม่ใช้ข่าว พักหลังดูข่าวแล้วรู้สึกประหลาดใจ ทำไมจะปิด ก็ปิดกันง่ายจัง....ผมคงไม่ต้องเดานะว่าคุณคงบอกว่า พวกเค้ายุยงให้คนออกมาประท้วง สร้างความรุ่นแรง...เผารถเมล์ เผาธนาคาร ปิดไปเลย มันถูกต้องที่สุดแล้ว พอได้ฟังจากเพื่อนๆ ที่เป็นชาวเสื้อเหลืองจบ ก็ยิ้มในใจ และถามกลับไป พวกคุณปิดสนามบิน ยึดทำเนียบ มันถูกต้องหรอ...พวกเค้าไม่ตอบผม กลับแถไปเรื่องอืื่น เค้าว่าใน Phone in ล่าสุดคุณทักษิณบอกถ้ากลับมาเป็นนายยกฯ ได้จะให้คนละ 500 บาท พูดเองหลุดเอง โคตรเลวเลย....ผมก็เลยขอดู พอดูแล้วก็ตีความ...
จะบอกคุณเพื่อนนะครับ ว่าที่เค้าพูดไปยืนต่อแถวรับเงินนะ...เค้าประชดรัฐบาลแจกเงินคนแก่ 500 บาท นี้เหละครับการบิดเบือนข่าวของแท้ ดูดเสียงทำไม ไม่ปล่อยเสียงให้ครบๆ ล่ะ จะได้รู้ว่าพูดเรื่องอะไร หลายอย่างฟ้องด้วยภาพ แล้วทำไมไม่ปิดมันคู้เลยละ เพื่อแสดงให้เห็นชัดเจนว่าความยุติธรรมมีจริง
        เสียงกระซิบบอกว่า มีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรีบางคนที่ไปยึดสนามบิน แล้วก็มีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินมันเลยไม่โดนจับ นี้มันสองมาตรฐานชัดเจน

ขออีกนิดมันบปาก....เมื่อวานก่อนนั่งดูข่าวช่อง 7 เรื่องการจับตัวแกนนำ เค้านำตัวไปฝากขังแล้วก็นู้นๆ นั่นๆ นี้ๆ นักข่าวก็ถามไป....มีคำถามเด็ด นักข่าวถามว่า แล้วเรื่อง เสื้อเหลืองบุกยึดทำเนียบและสนามบินไม่ทราบว่าสำนวนคดีไปถึงไหนแล้วค่ะ....ตำรวจนายหนึ่งบอก ทำไปแล้ว 99% ขาดอีก 1% เท่านั้น ฟังแล้วขำแทบสำลักข้าว แหม่พวกคุณทำคดีกันเกือบ 6 เดือน ความผิดมันก็เห็นๆ กันอยู่ ยึดอะไร ทำลายข้าวของอะไรบ้าง แต่จับไม่ได้ เพราะพวกเค้าคือ...เสื้อเหลือ และหลักฐานกับสำนวนคดียังไม่เสร็จขาดอีก 1% โอโห...พูดมาได้นะครับท่าน นี้เหละครับความเป็นสองมาตรฐานในเมืองไทย ซึ่งผมติดตามข่าวหลายวันมานี้ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจน

    ครั้งนี้สีแดงออกมา ก็อย่างที่ทุกท่านทราบกันดี ถ้าจะลงลึกกว่านี้ผมก็กลัวว่าหัวจะขาด...ผมได้มองเห็นอะไรหลายอย่างจากการติดตามการเมืองในระยะสั้นๆ สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ แม้เหตุบ้านการเมืองจะสำคัญต่อการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบันมากเพียงใด สุดท้ายแล้วการรู้เพียงบางสิ่ง คงจะดีซะกว่า รู้มากมาย เพราะหลายสิ่งน่ารังเกลียด ละช่วงนี้อากาศร้อนเศษฐกิจก็ไม่สู้ดีนัก เอาเลาไปคิดเรื่องงานดีกว่าจริงไหม
    ไม่ว่าจะสีใดๆ เหลือ แดง น้ำเงิน ดำ ต่อจากนี้ไป เมื่องไทยน่าสงสารที่สุด เพราะทุกคนล้วนแตกแยก รัฐวิสาหกิจ รัฐบาล ประชาชน และทุกคนจะอ้างว่า ที่ทำไปนี้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นของใครก็ไม่รู้ รู้แต่จะให้มันเป็นอย่างที่ใจกูอยากได้...ก็คงไม่มีวันไหนหรอกครับ ที่ความสงบสุขจะกลับคืนมา หากว่า....ประชาธิปไตยของกู แตกต่างจากประชาธิปไตยของมึง....

November 23

ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนเป็น rangefinder หรือยัง ?

พักหลังมานี้ ต้องยอมรับเลยว่าไม่ค่อยจะมีเวลาออกไปถ่ายรูป หรือใช้ชีวิตสนุกได้เหมือนเมื่อก่อน เรื่องราวต่างๆ ใน Blog ก็จึงลดน้อยลงเรื่อยๆ โดยส่วนตัวแล้วสำหรับการเขียน Blog นั้นผมคิดว่ามันเหมือนกับการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ทีเกิดขึ้นในชีวิต ทันทีทันใด เมื่อตอนนี้มุ่งแต่ทำงาน ลดเรื่องเที่ยวลงไปเยอะ หน้า Blog ก็หายไปด้วยเช่นกัน หลงเหลือไว้เพียงช่วงเวลาที่เคยสนุกสนาน เป็นตัวหนังสือให้จนจำ และเมื่ออ่านมันซ้ำก็ยังขำทุกครั้ง

มาครั้งนี้ เรื่องที่น่าสนใจในชีวิตได้เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ตัวผมเริ่มถ่ายภาพอย่างจริงจังมากขึ้น จากแค่อยากเก็บภาพประทับใจไว้ดู ตอนนี้กลายมาเป็นสิ่งที่สร้างเงินทองให้กับตัวผม ถึงแม้จะยังน้อย แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายให้ลองทำมากมายจริงๆ
    วันหนึ่ง ตัวผมตื่นขึ้นมา พร้อมกับความง่วงงัวเงีย อยากจะนอนต่อใจจะขาด แต่วันนี้ดันเป็นวันสำคัญของเพื่อนคนสนิท เออ....ไปซะหน่อย บอกกับตัวเอง พร้อมกับเช็ค E-mail ในรอบเช้า และอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็ว
    ไม่นานนักผมมาถึงสถานที่นัด แต่เพื่อนก็กลับยังไม่โผล่ ปล่อยทิ้งให้ผมนั่งรอ พร้อมกับอุปกรณ์กล้อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ณ สวนแห่งหนึ่งที่เงียบสงบ ไม่มีแม้แต่ผู้คน ผมเลือกที่จะใช้เวลาในช่วงนี้ไปกับการเล่นอินเตอร์เน็ต แน่นอนครับ ความประทับใจหลายเดือนก่อน เกี่ยวกับกล้องดิจิตอลยี่ห้อหนึ่ง และสวนแห่งนี้ยังคงไม่จางหายไป ผมจึงเปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลกล้อง และมันยิ่งทำให้ผมสนใจเพิ่มมากขึ้น ในระหว่างรอ ความเงียบสงบมันทำให้ผมคิดถึงความขี้เกลียดในทริปล่าสุดที่ได้ไปมา ต้องยอมรับครับว่ากล้องดิจิตอลแบบ SLR มีข้อเสียตรงที่....น้ำหนังเมื่อติดตั้งอุปกรณ์ทุกอย่างเต็มที่แล้ว จะอยู่ประมาณหนึ่งกิโลกรัม แล้วผมขี้เกลียดแบกมันมาก แต่ข้อดีคือไฟล์คุณภาพสูง และการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกับผมชอบถ่ายรูปแบบปรับเองทุกอย่าง (แมนนวน) มันจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายในขณะนั้น
    เมื่อเพื่อนเดินทางมาถึง พร้อมกับคำขอโทษ ตัวผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกครับ แค่รอนิดหน่อยไม่เป็นไร....เราเริ่มจากการถ่ายรูปคู่ ตั้งแต่เช้าจนเย็น วันนั้นได้รูปแต่งงานครบเรียบร้อย ไม่พลาด ไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นแต่ เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วทำไมมันเมื่อยจังเลย แต่เพื่อนๆ ก็จัดเหล้าชุดใหญ่ให้หายเหนื่อย
    ตื่นเช้ามาพร้อมกับความแฮ๊ง....เมื่อยยยยที่สุด เอาล่ะ ต่อไปผมจะไม่เอากล้องตัวหลักออกไปถ่ายบ่อยนัก ผมพูดกับตัวเอง เพราะมันทั้งหนัก และช่วงเลนส์ที่ผมต้องการใช้ก็หลากหลาย ทำไงดีล่ะ.....คิด คิด คิด

ไม่นานนักแสงทางสว่างก็เกิดขึ้น....ผมสรุปกับตัวเองว่าจะลองเอากล้องฟิล์มไปใช้ เป็นกล้องหลักซักระยะ ซึ่งจะพูดตามตรงว่าน้ำหนักก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไร แต่ข้อดีกว่าก็คือมันไม่ corp ภาพ ทำให้ผมถ่ายกับ 50mm หรือ 35mm ได้กว้างกว่าเดิม ไม่อึดอัดเหมือนดิจิตอลที่ต้องคูณด้วย 1.5x เสมอๆ ภาพที่ได้จากเลนส์ตัวเดียวกันจึงดูแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
    พอกลับไปใช้ฟิล์มผมก็พบว่าตัวเองหลงรักมันอีกครั้งหนึ่ง มันสนุกกว่าถ่ายรูปด้วยระบบดิจิตอล ลุ้นกว่า อยากดูมากกว่า และเมื่อเห็นภาพที่ถุกใจก็จะรู้สึกดีมากกว่าการถ่ายในระบบดิจิตอล ผมใช้กล้องฟิล์มยาวตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนี้ ข้อเสียที่ชัดเจนคือ คุณไม่สามารถถ่ายรูปเล่นๆ ได้เลย ทุกรูปมันดูจริงจังไปหมด เพราะฉะนั้นเวลาที่ผมจะถ่ายเล่นๆ ขำๆ ฮาๆ ก็จัดไป โทรศัพท์ที่ใช้เป็นประจำ K790i นั้นเอง ผมกลับไม่เคยพอใจในคุณภาพไฟล์ที่ได้มาจากโทรศัพท์ เนื่องจากเอาไปปรับแต่ง แก้ไขได้ไม่มากมายนัก แค่เพิ่มสีนิดหน่อยก็มีสัญญาณรบกวนเต็มไปหมด ขนาดไฟล์ส่วนใหญ่ที่ถ่ายจะอยู่ Hi และใช้ ISO ต่ำ แต่ไฟล์ก็ยังดูแย่อยู่ดี
    หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็เริ่มคิดอีกครั้งว่าอะไรคือพอ กล้องตอนนี้ที่มีนับว่าใช้งานได้แบบชิลๆ ไม่มีปัญหา แต่ทะว่าน้ำหนักมันเยอะไป แต่ผมก็ยังอยากได้คุณภาพไฟล์สูงๆ ด้วย ซึ่งมันดูสมเหตุผลน่ะ ที่ต้องแบกของน้ำหนักเยอะๆ แปลว่าตอนนี้ผมคงทำถูกแล้วใช่ไหม
    ผมกลับตอบว่าไม่ครับ และมีความคิดบ้าๆ เกี่ยวกับกล้อง Rangefinder ในช่วงปีนี้หลายคนคงเห็นผมบ่นๆ ว่าอยากได้กล้องประเภทนี้อยู่ หลังจากที่ได้สัมผัสกึ่งๆ ก็พบว่ามันตอบสนองได้ดี และอีกอย่างคือผมไม่แบกของหนักๆ อีกต่อไป ตอนนี้ถ้าหากพูดถึงกล้องประเภทนี้คงยังมีอยู่ไม่กี่ยี่ห้อ และก็ล้วนมีราคาสูงทั้งนั้นเลย แต่สุดท้ายในเช้าวันนี้ผมได้ตัดสินใจจะเลือกซื้อกล้องดิจิตอลแบบ Rangefinder ซักตัว โดยเลือกรุ่นที่มีราคาไม่สูงมากนัก พร้อมซื้อ Tele conver และ wide conver เพื่อเสิรมกำลัง ให้สามารถเลือกใช้ระยะได้ตามเหมาะสม...พอๆ คิดแล้วก็ใช้เงินเยอะเหมือนกัน ส่วนจะเป็นรุ่นไหน จะมีอะไรบ้างไว้รอปลายปีค่อยมาบอกกล่าวกันอีกที
    ตอนนี้ก็นั่งวางแผนกันไปก่อน แต่ไม่นานนี้หวังว่าจะออกมาให้เชยชมรูปตามสะดวกเหมือนเดิม นับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนเลยก็ว่าได้ เนื่องจาก D-SLR ผมตอนนี้แทบจะวางทิ้งไว้เลย กลับมาใช้ฟิล์ม และเมื่อหยุดใช้ฟิล์มคงไปใช้ D-RF แล้วล่ะ ข้อดีที่เห็นชัดเจน น้ำหนักเบา, ช่วงเลนส์กว้างได้เปรียบ, มีเลนส์ช่วง wide และ tele, รุ่นที่กำลังสนใจสามารถถ่ายแบบ 1:1 ได้เหมือน MDF, คุณภาพไฟล์สำหรับกล้องที่เป็นเป้าหมายของผม นับได้ว่าไม่น่าเกลียด และให้สีสันที่สดใส สัญญาณรบกวนน้อย, สามารถถ่ายแมนนวน, สามารถใช้ guide fiash ได้ และปรับแฟลตแบบแมนนวนได้, มีระนาบน้ำดิจิตอล เพราะผมสายตาเอียง 5555, สำคัญเลยคือถ่ายไฟล์ RAW ได้ และสุดท้ายที่พอจะคิดออกคือ กระเป๋ากล้องขนาดเล็กลง ทำให้ต่อไปเวลาในเดินทางไปเที่ยวไหน เหลือกระเป๋าเป้ใบเดียว ที่จะรวมทั้งเสื้อผ้า mac และกล้องดิจิตอลกับเลนส์
ปลายปีเจอกันแน่....จะได้เอาไปออกทริปปีใหม่เลยย 5555
September 28

ร้างกายอ่อนแอ หัวใจออดแอดตามไปด้วย

วันอาทิตย์….

ผมหลับไม่ลง มีอะไรให้คิดเต็มไปหมดในหัวสมอง….ขนาดกินยาไปหลายขนาน แต่ร้างกายผมยังไม่ตอบสนองแม้แต่นิดเดียว นั่งอยู่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อคืนวันเสาร์
ในตอนหัวค่ำ กำลังมึนจากฤทธิ์ยาเมื่อตอนเช้า ตื่นมาได้รับโทรศัพท์สายตรงจากทางบ้านเรื่องเกี่ยวกับอาม่า มันทำให้ผมคิดอะไรหลายๆ เชื่อมโยงกันแบบที่ได้จากในหนังสือเกี่ยวกับ NLP แปะๆ ผมเข้าใจเลยว่าตอนนี้กำลังสับสนและมึนๆ งง เอาหลายเรื่องมาคิดรวมกันแล้วมันทำให้ผมเกือบบ้า สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือคุยกับพี่คนสนิท ถึงแม้จะไม่นานเพราะแบทโทรศัพท์ผมหมดไปซะก่อน แต่มันก็รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย
    ใกล้ถึงกำหนดวันคืนกล้อง D3 แล้วสินะ พูดตามตรงว่าไม่ค่อยได้ใช้มันเลย หลังจากที่ถอย D300 มาพักใหญ่ๆ แล้วก็เริ่มสึกว่าตัวเองยังไม่ต้องการใช้มันซักเท่าไร ถึงแม้มันจะโปรขึ้นทุกอย่าง ทั้งความละเอียด ทั้งความกระชับถนัดมือ ทั้งความเร็วในการถ่ายภาพ แต่สุดท้ายตอนนี้ D80 ก็ยังตอบโจทย์ผมได้เกือบครบอยู่ดีล่ะ ถ้าจะให้พูดตรงๆ ตอนนี้ D-SLR เป็นทางเลือกของผมมากกว่า ไปๆ มาๆ ใช้กล้องคอมแพคเล็กๆ สะดวกกว่าแยะ แถมที่สำคัญไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์และอีกอย่างมันเบามาก เหมาะกับคนขี้เกลียดนักแล
    เมื่อวันก่อนพี่เอกเจ้าของ D3 โทรมาถามเรื่องกล้องว่าใช้ให้พี่คุ้มหรือยัง...ไอ้ผมก็ไม่รู้จะตอบไง แค่บอกว่าให้เค้ารีบมาเอาไปคืนซะกลัวทำพัง ฝากไว้เกือบเดือน ยิงไปยังไม่ถึง 300 รูป เพราะขี้เกลียดแบกมันหนักได้ใจจริงๆ อีกอย่างการใช้กล้องในระดับมืออาชีพถ่ายไม่สนุกเลย ทุกอย่างดูจริงจังไปหมด แหม่ที่ไอ้ช่วงนี้นะไม่มีงานรับ ปรญ. ถ้ามีคงเอา D3 ไปเถิดฉายให้ใครต่อใครได้เห็นความหล่อของมันแล้วล่ะ

ร้างกายอ่อนแอ หัวใจออดแอดตามไปด้วย
    ตอนนี้ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ออกแดด มากเท่าไร ไม่ได้ไปถือกล้องถ่ายรูปตามที่ชอบมานานแล้วเพราะป่วย และตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองดำมาก ดูหมดราศีเลย แต่เค้าบอกว่าไม่ให้พูดคำว่า “ซวย” นะเดี๋ยวมันเข้าตัว ผมก็พยามอยู่ รู้สึกได้เลยว่าช่วงนี้สงบปากสงบคำมากกว่าเดิมมากๆ เพราะไม่ค่อยมีแรงจะพูด พอกินยาไปทีไรหมดฤทธิ์นอนสลบทุกที แถมบางวันคิดนู้นคิดนี้อ่านหนังสือมากไป นอนหลับไปฝันให้เครียดต่ออีก 55555 เป็นเอามากแต่ยังสู้อยู่นะเว้ย!!
    เหตุผลที่เก็บตัวและไม่ได้บอกใครเรื่องป่วยเพราะไม่ชอบให้ใครรู้ว่าเป็นไรอยู่ เบื่อการตอบคำถาม พอคนส่วนใหญ่รู้ก็มักจะถามว่า เป็นได้ยังไง ทำไมถึง??? งันๆ งี้ๆ บลา บลา บลา เบื่อครับพูดตามตรงเลยไม่ค่อยอยากพูด เลยขอสงบปากสงบคำดีกว่า ตอนนี้สิ่งที่อยากทำมากๆ ก็คือการหายป่วยเร็วๆ เพราะเบื่อมาก เวลาตัวเองอ่อนแอ ทำอะไรก็เหนื่อย ออดๆ แอดๆ กินก็น้อย จะออกไปล่าเริงในช่วงเช้าเหมือนเมื่อก่อนก็ทำไม่ได้ โดนแดดมากๆ หน้ามืดตาลาย พอกินยาก็อยากนอน ที่เป็นเช่นนี้เพราะร้างกายมันยังพื้นตัวไม่เต็ม 100% ไอ้ที่ออกจากโรงบาลมาหมอก็บอกอยู่แล้วว่าห้ามขับรถ ห้ามกิจกรรมกลางแจ้ง แล้วที่สำคัญห้ามดื่มเด็ดขาด ทำยากทุกอันเลย พอออกจากโรงบาลวันแรกก็โชว์อดหลับอดนอน ต่อมาไปกินเหล้าอีก แล้วก็ตามด้วยการทำงานแบบฟ้าไม่สางไม่ยอมเลิก สุดท้ายไปกินเหล้าอีก.....เออวันต่อมาเดียงสนิท ลุกไม่ขึ้น ลืมตาได้หมุนๆ ตลอดเหมือนวันที่เป็นวันแรกเลย ทรมานมากมาย แต่ก็ดีหน่อยที่เริ่มรู้ตัวตั้งแต่กลับมา เดินไม่ค่อยตรง กินยาไว้รอ เตรียมถุง เตรียมน้ำดื่มและยาไว้ใกล้ๆ มือ พอตื่นมา อวก กินยาแล้วรีบหลับตานอน เป็นแบบนี้อยู่หนึ่งวัน พอวันเสาร์ก็หายเป็นปรกติ  แต่ท้องไส้กลับไม่ปรกติเพราะวันศุกร์นอนไม่ยอมกินอะไร พอกินมื้อแรกในบ่ายวันเสาร์เท่านั้นเหละ อวกแตกอีกแล้ว เฮ้ยยยเหนื่อยยยยยย ป่วยไม่สนุกเลยเว้ยยย โมโหตัวเองจริงๆ ตกกลางคืนดันมีเรื่องที่อาม่ามาล้มขาหักผ่าตัดในคืนวันเสาร์อีก หนักกว่านั้น เพราะพึ่งเขียนเรื่องกับข้าวของอาม่าเสร็จไม่เมื่อไม่นาน มีเรื่องเลยหรอ คนอายุ 70 กว่าๆ ล้มไปทีหนึ่งเรื่องใหญ่มากมาย ผมเคยบ่นๆ เรื่องอยากให้ทำพื้นตรงห้องน้ำที่บ้านอาม่าใหม่นานมากแล้ว เพราะขนาดผมเดินยังจะลื้นล้มเลย พื้นชันประมาณ 10 องศา ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนแก่ ถึงแม้ห้องน้ำจะทำใหม่มีราวจับ มีอะไรมากมาย แต่พื้นนี้มันใช้ไม่ได้จริงๆ
    พอได้ยินเรื่องอาม่าก็ใจเสียนิดหน่อย ผมโทรบอกน้องให้ไปเยี่ยม แต่ตอนนี้ผมคงไปไหนมะได้หรอก..ตัวเองยังไม่รอดเลย ผมจึงพักผ่อนจริงๆ กินข้าว กินยา นอน รีบรักษาตัวให้หายเร็วๆ เพราะเบื่อป่วยแล้ว เกลียดมากเวลาที่ไม่มีแรง ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ...แต่จากนี้ผมจะรีบหาย กลับมาแข็งแรง และกวนตีนเหมือนเดิม
September 06

ชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสัน

ลืมตาตื่นขึ้นมากับอาการปวดท้องเล็กๆ ผมบ่นพรึมพรำในใจว่าหิวน้ำ…หลังจากนั้นไม่นานก็ตาสว่างในตอนตีสามเศษๆ ความเงียบในยามคำคืนทำให้คิดถึงสิ่งที่ผ่านมาหลากหลายในปีในนี้
    หลากหลายความรู้สึกเดินทางเข้ามา ไม่ว่าจะรัก สนุก เกลียดชัง หรือแม้แต่ความอยากอยู่อย่างสงบ ผมจัดแจงใส่เสื้อผ้าและปั่นจักยานคันสีเหลือไปที่ 7-11 เพื่อซื้อน้ำมาดื่ม ในขณะเดียวกันนั้นเอง มีใครบางคนรอคอยผมอยู่เช่นกัน สินค้าที่ซื้อไม่มากมายมีเพียงน้ำเปล่าขวดใหญ่ที่ดื่มเป็นประจำ และกาแฟกล่องสีน้ำตาลของโปรด….ไม่นานนักเมื่อซื้อสินค้าเสร็จ ผมได้พบเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งเคยมอบความสุขให้กับผมเข้าโดยฉับพลัน เค้าเข้ามาทักทันใด ด้วยสีหน้าหมองหม่น และกล่าวคำขอโทษถึงสิ่งที่เค้ากระทำผิดลงไป
“พี่ครับ ของไว้ก่อนนะ เงินผมหาคืนให้”
ผมมองด้วยสีหน้าที่ตกใจเล็กน้อยเพราะบนใบหน้าของเด็กชายคนนั้นเต็มไปด้วยรอยเย็บ และแผลเหวอะหวะ  ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นอย่างหลากหลายเกี่ยวกับรอบแผลเหล่านั้น จึงได้ถามออกไป ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ไม่ได้หวังว่าจะอยากได้เงินคืนซักบาทเดียว
    ถ่อยคำที่ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเบาๆ บอกผมให้รู้ถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของทางเดินในชีวิต เด็กชายเล่าให้ฟังถึงกลุ่มนักเลงที่หมายหัวเค้าอยู่ และหวังที่จะรุมทำร้ายมานานมากแล้ว ด้วยความประมาทเหตุจึงเกิด ระหว่างที่กำลังจะออกไปเอาของบางอย่างมาให้กับผม และหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เค้าหายหน้าไป
    ผมยืนฟังเรื่องของเค้าอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะกล่าวคำลา และบอกให้รักษาตัว ไว้หายเมื่อไรเจอกันใหม่ ผมเอาของใส่ตะกร้ารถจักยานและปั่นกลับ เมื่อกลับมาถึงแล้วมีความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในสมองและมันเชื่อมโยงกับหลายสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดห้าเดือนที่ผ่านมานี้ในชีวิตของผม ที่มันทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนไปและผมคล้ายจะไม่ใช่คนเดิม ซึ่งผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ามันเกิดจากอะไร และทำไมหลายคนพูดเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ผมรู้สึกเหมือนเดิมทุกๆ อย่าง
    คงจริงอย่างเค้าว่า เมื่อเรารู้จักใครบางคนมากยิ่งขึ้น เรายิ่งรู้สึกถึงความลึกลับที่คนผู้นั้นไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ผมก็เป็นเช่นนั้น ผมเป็นคนที่เก็บเรื่องราวอะไรหลายๆ อย่างไว้เพียงคนเดียว หรือถ้าคิดอยากจะพูดคุยผมคงเลือกคนสนิทก่อน และไม่ใช่เพื่อนในวัยเดียวกัน เมื่อช่วงห้าเดือนที่ผ่านมา ผมเลือกที่จะไม่เล่าอะไรให้ใครฟังเลย เลือกที่จะเก็บ และเลือกที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง     ความเชื่อหนึ่งเกิดขึ้นกับผมระหว่างที่กำลังรอซื้อขนมที่โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งใน กทม. เมื่อหลายเดือนก่อน ผมชอบดูหนังคนเดียวครับ….หลายคนก็คงรู้ แต่ในครั้งนั้นผมเจอผู้หญิงที่ถูกใจโคตรๆ แบบรักแรกพบเลยก็ว่าได้ และผมก็เป็นบ่อยๆ หญิงสาวตัวเล็ก ผมตรงสีดำเข้ม นั่งอยู่ข้างๆ ในขณะผมอ่านหนังสือและรอชมภาพยนตร์ หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อถึงเวลาที่ภายนตร์เข้าฉาย….เธอก็เดินไปซื้อน้ำและขนมตามปรกติ เธออยู่ข้างหลังผม ผมพยามไม่สนใจเธอ แต่ทะว่า ผมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้นาน เพราะอยากเพียงสัมผัสด้วยสายตา น่ารักเหลือเกินจนหยุดที่จะแอบมองไม่ได้ เอาละครับ คงได้มองกันแค่ครั้งนี้ล่ะ เพราะส่วนใหญ่ เมื่อสาวๆ ซื้อขนมเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนุ่มๆ ก็ต้องมาช่วยถือจริงไหม เหลือเชื่อที่เธอเดินไปดูหนังอย่างโดดเดียวเหมือนกับผม และเรานั่งใกล้กัน และเมื่อภาพยนตร์จบ ผมตัดสินใจที่จะทำบางอย่าง…แปลกออกไปจากเดิม คือเข้าไปทักทาย เพียงผมพูดว่า “รู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่องนี้” จากนั้นผมก็ได้รู้จักกับเค้าและกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน
    เหตุการณ์นี้จึงทำให้ผมเชื่อว่า แค่เพียงเสียววินาที สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมายจริงๆ ถ้าผมไม่ทักทายเค้า ก็คงไม่มีคนคอยโทรมาชวนกันไปดูหนังบ่อยๆ คงไม่มีคนโทรมาเล่าเรื่องหนังสือใหม่ๆ ที่เค้าได้อ่าน คงไม่มีแม้แต่คนที่อยากพยามจะเข้าใจถึงคนที่ชอบฟัง Jazz ว่าคิดอะไรกันอยู่ และที่สำคัญเลยก็คงไม่มีคนที่ทำให้ผมหายเหงา เมื่อผมอยู่คนเดียว
    ยกตัวอย่างเหตุการณ์ รถชน…ผมเคยโดนรถชนรุนแรงมาก ทำให้สลบและตัวลอยไปไกลถึง 100 เมตร ด้วยความเร็วกว่า 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งตรงเข้ามาสู่รถผมขณะที่มึนเมา เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมกลัวการกลับรถไปนานเลยทีเดียว มันก็เกิดขึ้นจากเสียววินาทีที่ตัดสินใจ ผมเพียงแค่คิดว่าอยากกลับถึงบ้านเร็วๆ ก็เลยไม่หยุดรอดูรถที่วิ่งมาเพราะคิดว่าถนนปล่อยภัยเนื่องจากเวลานั้นดึกมากแล้ว สุดท้ายก็ต้องไปนอนโรงบาลเป็นอาทิตย์ และผ่าตัดขาใส่เฝือก หากว่าหยุดดู 10 วินาที คงไม่ต้องเสียเวลาใช่ไหมล่ะ
    เรื่องหญิงสาวที่โรงหนัง และ เรื่องรถชน เกี่ยวกับวินาทีการตัดสินใจ มันจึงทำให้ผมเป็นแบบนี้คิดอะไรก็ทำเลย อยากทำอะไรก็ทำ…แต่มันก็กลายเป็นข้อเสียเหมือนกัน

เริ่มต้นวินาทีสำคัญในเดือน ธันวาคม 50 หลังจากที่ไม่สมหวังกับใครบางคน เพราะกลัวที่จะพูดออกไป ผมทำใจอยู่นาน อยู่ดีๆ ก็มีใครคนหนึ่งที่เคยใกล้ชิด ผูกพันเดินกลับเข้าไปทักทายว่า “สวัสดีจ๊ะ ยังจำกันได้อะเปล่า….”เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พูดในสิ่งที่ไม่ตรงกับหัวใจว่า “จำบ่ได๋ก๋า” เหมือนเริ่มเล่าเรื่องใหม่ทั้งหมด แต่ก็ยังคิดว่าดีเหมือนกัน จะได้รู้จักกันใหม่
    ทุกวันในฤดูหนาว ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยหนาว และเหมือนฤดูฝนซะมากกว่า มันชุ่มฉ่ำซะเหลือเกิน ละอองฝนที่ตกลงมาเหมือนมีความหมาย ทุกวันมีความสุขเพียงแค่คุยกันถึงเรื่องเก่าๆ หัวเราะในสิ่งที่เราเคยผ่านกันมามากมายในอดีต ในที่สุดเราตัดสินใจเดทกันครั้งแรกหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่า 3 ปี

ผมตื่นเต้นจัง….ที่จะได้เจอหญิงสาวคนนี้แล้ว เผ้ารอนับวันให้ถึงเวลานั้นเร็วๆ เรื่องการงานก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆ นับวันรอ นับวันรอ ในที่สุดมันก็เดินทางมาถึง 22 ธันวาคม 50 เรานัดกันที่เซ็นทรัลเวอร์ อาการเย็นสดชื่น เสียงเพลงเฉลิมฉลองเทศคริสต์มาสการดังไปทั่วทั้งบริเวณ ใจเต้นรัวเพราะใกล้ที่จะได้พบใครบางคนแล้ว ไม่นานนักเค้าก็ปรากฏตัวขึ้น และค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงหน้าผม เราทักทายกันด้วยเสียงหัวเราะ แล้วก็คุยกันไม่หยุดตลอดมื้อเย็นนั้น อิ่มใจมากกว่าอิ่มท้อง ความสุขมันล้นจนแทบจะอวกออกมาแล้วฝังดินเก็บไว้ใช้ต่อในวันหลัง แต่ทำไม่ได้จริงไหม
    คริสต์มาสเดินทางมาถึง เราก็เจอกันอีก แลกของขวัญกัน และจนหมดเดือน ธันวาคม เราพบกันบ่อยมากยิ่งขึ้น แต่ละวันที่เรียนรู้กันมันมีความหมาย
    เข้าสู่เดือน มกราคม เค้าได้รับ ปริญญา เรียนจบแล้ว เราพบกันและเค้าบอกมีเรื่องอยากจะขอร้องให้ช่วย ไอ้เราก็คิดว่าเรื่องใหญ่โตอะไร ที่แท้ไปถ่ายรูปนั้นเอง ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย จัดให้ ในวันนั้นเองทำให้ผมได้พบพ่อแม่ พี่น้อง และแฟนเก่าที่เข้ามาทักทาย และถามว่าผมเป็นใคร
   
เย็นวันนั้นกลับมาแบบเมาๆ แล้วถามตัวเองว่า “ผมเป็นใคร (ในสายตาของคุณ)”
ชอบหรือว่ารักวะ….สรุปว่าวันนั้นโทรไปถามว่า ลองมาคบกันไหม แล้วเค้าตอบตกลง
    เดือน กุมภาพันธ์ ฤดูความรัก ทุกอย่างผ่านไปกับงาน งาน และก็งาน บ้าบิ่นอยากทำให้งานดี จนลืมใครบางคน
    เดือน มีนาคม ใกล้สงกรานต์แล้วสิ….เริ่มรู้สึกตัวว่าทิ้งขว้างบางสิ่ง แต่เราก็ยังดีกันอยู่ใช่ไหม มันชักไม่แน่ใจ
    เดือน เมษายน ออกท่องเที่ยวเจอสิ่งใหม่ และหลงไปกับสิ่งนั้นชั่วคราว จนเมื่อพบกันอีกครั้งหนึ่ง จึงได้คิดว่าเกือบจะเสียเค้าไปแล้วสิเรา
    เดือน พฤศจิกายน กลับเข้าสู่ความเป็นปรกติ งาน งาน และงาน
และในเมื่อไม่ได้คิดอะไรเลย เค้าได้นัดผมไปเจอเพื่อคุยบางอย่างด้วย เรานัดกินข้าวกัน และผมได้ทราบข่าวจากเค้าว่ากำลังจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายเลยในครั้งแรกที่ทราบ กลับรู้สึกตื่นเต้นด้วยซ้ำที่เค้าจะไปเจอสิ่งใหม่ๆ มีรูปใบใหม่ๆ มาให้ผมดู……
    เดือน มิถุนายน วันเกิดที่ทุกอย่างกำลังไปด้วยดี ฉลองจนเช้า ทำงานอย่างมีความสุขอยู่ที่ออฟฟิศใหม่ ถึงแม้เรื่องราวจะไม่ค่อยสงบ แต่ในขณะนั้นนับได้ว่าใจนิ่ง และเป็นต่อไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
    เดือน กรกฎาคม วันเกิดของเค้า ผมพบเจอเพื่อนเค้าหลายคน และอยู่ในปาร์ตี้จนเช้าตามเคย
อย่างไม่ทันคาดคิด…..มันถึงเดือน สิงหาคม แล้วสิน่ะ ทุกอย่างที่ดี มันเปลี่ยนไปหมด เริ่มจากเรื่องงาน เรื่องทางบ้าน และตามมาด้วยเรื่องส่วนตัว
    หลายอย่างสับสนไปหมด ประบนวุ่นวายจนผมรั่วเกินขนาด เมื่อเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ เค้าเตือนและอยากพบผมมาก แต่ผมไม่อยากเจอเค้าเลย ผมลืมเรื่องไปเรียนต่อสนิท  ก่อนหน้านั้นสามคืน ผมวุ่นวายเรื่องออฟฟิศ เรื่องแม่ และเมาให้ตัวเองหลับบ่อยครั้ง
    ในที่สุดวันนั้นก็เดินทางมาถึง เช้าวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม ก่อนหน้านี้หนึ่งคืน สายที่ไม่ได้รับ ข้อความ ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากงาน และผมพึ่งกลับมาจากโรงบาลด้วยความเหนื่อยล้า ในตอนเช้าที่ทนลำคานไม่ไหว จึงรับสายและได้รู้ว่า…ผมกำลังจะพลาดโอกาสครั้งสุดท้ายไป

ผมรีบแต่งตัว หยิบกระเป๋ากล้อง และขับรถไปสนามบินสุวรรณภูมทันใด โอกาสสุดท้ายที่จะเจอกัน แต่นี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ ใจหายและรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน ผมไม่อยากฉุดรั้ง ไม่อยากหยุดให้เธอไม่ไป อยากให้ไปเพราะจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่นี้คือจบกันแล้วใช่ไหม คำตอบก็คงใช่ เค้าบอกลา….ปล่อยให้ผมยืนตัวแข็งน้ำตาแทบไหลออกมา บอกกับตัวเองว่าเก็บไว้ อยากแสดงอะไรออกไป คำว่ารักไม่เคยออกจากปากผมเลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา อย่างดีก็แค่ชมว่าวันนี้น่ารักจัง
    ช่วงเวลาที่ยืนส่งเธอจนลับสายตา ทำให้ผมถามตัวเองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตผมกันแน่ ผมกำลังจะเสียหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกันใช่ไหม คงใช่ และมันสะใจดีที่มัวแต่ทำงาน ที่ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
    กลับมาถึงบ้านพร้อมกับเหล้าห่วยๆ หนึ่งแบน นั่งกินและคิดถึงเรื่องในวันต่อไปอย่างลำพัง ในเดือนสิงหาคม ผมก็ได้เจอกับอาการบ้านหมุน ผมเองไม่ได้บอกใคร มันเริ่มอย่างง่ายๆ และก็จบลงแบบยากนิดหน่อย เริ่มจากนอนไม่หลับมาหลายสัปดาห์ ไม่อยากนอน อยากรีบทำงานให้จบ ก็พยามอดหลับอดนอน จนถึงวันที่รู้สึกเต็มที่แล้ว ก็ยังฝืนตัวเองไปอีก คิดว่านิดเดียวคงผ่านไปได้ และพรุ่งนี้จะได้พักผ่อนเต็มที่ แต่สุดท้ายไม่ไหว….เลยตัดสินใจนอน นอนได้ไม่นานก็รู้สึกอยากอวก ก็จัดไปอวกหนึ่งที และตามมาด้วยอาการปวดหัวแบบมึนๆ ตลอดทั้งคืน ในตอนนั้นก็คิดว่ากินยาแก้ปวดก็คงหาย นอนพักซักนิด ตื่นมาว่ากันใหม่    ได้แต่เพียงแค่คิด เพราะแค่หลับตาก็บ้านหมุน หมุนเร็วมาก และก็มีเสียว วี๊ดดดดดดดด วี๊ดดดดดดด ตลอดเวลา ไอ้เสียง วี๊ดดดดดดดด ที่อยู่ในหู ผมเป็นบ่อยมาก และกลัวมันจริงๆ มันเหมือนอาการแรกเริ่มของคนหูเสื่อมเลย แต่ไม่ใช่ครับ…หลังจากที่ทนไม่ไหว ก็ไปโรงบาลและพบว่าตัวเอง น้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดจากการพักผ่อนน้อย ไม่ยอมหลับยอมนอนหลายคืน และในวันนั้นเองผมได้นอนโรงบาลให้น้ำเกลือหนึ่งคืน หมอบอกว่าให้พยามนอนตามเวลาปรกติตั้งแต่ 3 ทุ่ม อย่าดึกบ่อย และถ้ามีอาการห้ามขับรถ หรือออกไปข้างนอกเพราะจะไม่สามารถทรงตัวได้ หลอนไปพักใหญ่ แต่ตอนนี้ก็พยามนอนสามทุ่มอยู่น่ะ แต่ไม่ได้เลยซักครั้งเดียว
    ย้อนกลับไปถึงเด็กชายคนที่พูดถึงในหัวเรื่อง กับเรื่องราวที่ผมเก็บไว้คนเดียว มันเกี่ยวกันอย่างไร ผมคิดครับ ในวันที่ผมพบเค้า และฝากเงินไป เค้าดูสดใสร่าเริง หัวเราะมีความสุข เหมือนกับผมในช่วงห้า หก เดือนก่อน มีความสุขจริงๆ แต่เมื่อพบความสุขแล้ว ความทุกข์ที่ตามมานั้น มันเดินทางมาเร็วเหลือเกิน หากว่าไม่ได้ตั้งตัวให้ดี และไม่พร้อมรับกับหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ผมก็ไม่รู้จะเป็นเช่นไร เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องง่ายๆ คือเข้าใจมันและยอมรับ เพราะนี้เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเราเองล้วนๆ
August 22

ตีตั๋วเข้าโรงหนังดู Wall-E

โลกที่ไร้ซึ่งมนุษย์นานถึง 700 ปี คุณเคยคิดกันไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงเวลาเหล่านั้น เมื่อเราได้หลงลืมบางสิ่งที่เราสร้างขึ้นเพื่อทำ “ภารกิจ” ที่เรามอบหมายให้ อย่างกับมันมีชีวิตอมตะ
    Wall-E หุ่นตัวเล็กจิ๋วที่มนุษย์หลงลืมไว้บนดาวโลกที่เต็มไปด้วยขยะ ภารกิจหลักของ Wall-E หุ่นยนต์คลาส ซี คือการกำจัดขยะให้หมดไปจากโลกใบนี้เสีย แต่ก็ช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นเนื่องจากขยะมีมากมายจนล้นโลก ซึ่งเก็บเท่าไรก็เหมือนจะไม่หมดสิ้น เสมือนกับความเหงาที่อยู่เป็นเพื่อนเค้ากับเพลงสุดไพรเราะจากช่วงยุค 60s ที่ทำให้คิดถึงความหอมหวานของการรักใครซักคน
    ช่วงเวลาที่ยาวนานเปลี่ยนหุ่นยนต์ตัวนี้ให้มีหัวใจ ให้รู้สึก และสร้างให้เค้ามีโลกส่วนตัว ด้วยการเก็บสิ่งของเล็กน้อยกลับมาเก็บสะสมเสมอ และแล้วในวันหนึ่ง หุ่นยนต์ชื่อ EVE ซึ่งทำภารกิจ ประเมินพืชพันธุ์จากนอกโลก ได้รับมอบภารกิจ และได้มาพบกับ Wall-E โดยบังเอิญ นี้คือจุดเริ่มต้นของการพจนภัยเหนือจิตนาการ ที่เรียกเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และน้ำตาก่อนที่คุณจะเดินออกจากโรงภาพยนตร์แน่นอน

ผมคงไม่เล่าอะไรมากมายสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะอยากให้ทุกคนได้ดูมันจริงๆ ผมเลือกที่จะไม่ชวนใครไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะอยากได้อารมณ์เหงาๆ จะได้เข้าใจหุ่นตัวนี้ว่าคิดอะไรอยู่ และทุกอย่างมันเป็นใจมากครับ แถวที่ผมนั่งดูมีเพียงผมคนเดียว หนังเริ่มเรื่องกับพบเพลง Put on your Sunday clothes (1969) จากภาพยนตร์เรื่อง “Hello Dolly” สิ่งนี้เสมอการกำหนดบุคลิกลักษณะของตัวละคร Wall-E ให้เด่นชัดจากการที่ Wall-E ได้ดูวีดีโอเทป ภาพยนตร์เรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า (เพราะเป็นเรื่องเดียวในคอเล็กชันเดียวของเค้า) จนเกิดความรู้สึกว่าโรแมนติก
    ย้อนกลับไปถึงเรื่อง Hello Dolly เพลง Put on your Sunday clothes เป็นเพลงที่หลายคนที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้คงจำกันได้เป็นอย่างดี เริ่มด้วยประโยคเปิดที่เหมาะเจาะกับ Wall-E ซะเหลือเกิน “Out There” โดยในเรื่องจะเป็นผู้ชายสองคนที่ไม่รู้จักอะไรในชีวิตเลย พวกเค้าเพียงต้องการไปที่เมืองใหญ่และพวกเค้าก็จะไม่กลับ ถ้าไม่ได้จุมพิตหญิงงาม สำหรับเพลงนี้นับได้ว่าเป็นอะไรที่ลงตัว และไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า…ผมจะได้ยินบนแผ่นฟิล์มของพิกซาร์
    อีกเพลงที่ทำให้เมื่อรับชมถึงกับยิ้มไม่หุบ เพราะมันเป็นเพลงโปรดของผมที่ไม่ได้ยินมานานมากแล้วคือ “It Only Takes a Moment” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจของ Wall-E ในเรื่องความรัก โดยเฉพาะวิธีการจับมือควงแขนกันที่เค้าอยากทำตลอดทั้งเรื่อง เพราะเป็นสิ่งที่เค้าได้เรียนรู้จากการดู “Hello Dolly” และมันเป็นวิธีการแสดงความรักในหนังเรื่องนี้

เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้นและ
เปิดดวงตาของเธอออกมอง
เมื่อนั้น หัวใจของเธอก็จะรับรู้ว่าเธอจะไม่อยู่ลำพังอีกต่อไป
ฉันกอดเธอไว้เพียงชั่วครู่ แต่วงแขนของฉันมั่นคงและเข้มแข็ง
เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้นและ ที่เธอจะพบรักชั่วนิรันดร์…

ส่วนหนึ่งในบทเพลง “It Only Takes a Moment” จากภาพยนตร์เรื่อง “Hello Dolly” จริงๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ประทับใจหลายเพลงครับ แต่ถ้าให้เขียนไปรับรองว่าคงมีแต่เรื่องเพลงแน่ๆ
    ผมประทับใจภาพยนตร์เรื่องนี้มากครับ และต้องยอมรับเลยว่ากลั้นน้ำตาไม่อยู่จริงๆ กับหลายๆ ฉาก ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยความประทับใจ รอยยิ้ม และความอิ่มเอมจากความรักของสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่มีหัวใจ
 

WikipediaIT Gadget

Loading...